แจกสูตรอาหาร และเครื่องดื่ม
หัวหินนั้นไม่เคยคลายเสน่ห์ ไม่ว่าทะเลที่ไหนจะเด่นดังขึ้นชั้นในระยะหลายปีที่ผ่านมา แต่หัวหินยังคงสงบอยู่อย่างนั้น ไม่แข่งขันใคร แต่ก็ไม่ตกชั้น เป็นทะเลเงียบสงบ อากาศดีที่ไม่ไกลกรุงเทพฯ ใครก็สัมผัสหัวหินได้ เขมรัตน์ ช่อชูวงศ์ หรือ นุ่น เพิ่งเปิดร้านไอศกรีมอิตาเลียนขึ้นตรงข้ามถนนคนเดินหัวหิน เธอไม่ใช่คนที่นี่ แต่รักที่นี่ เพราะเสน่ห์เงียบสงบนั้น เธอวางความฝันของเธอกับร้านไอศกรีมที่เธอรักไว้ที่นี่ เขมรัตน์เรียนจบการโรงแรมที่มหาวิทยาลัยมหิดล จากนั้นไปเรียนต่อปริญญาโทด้านการโรงแรมที่ประเทศอังกฤษค่ะ กลับมาทำงานโรงแรมหลายแห่ง ท้ายสุดได้ไปทำงานรีสอร์ตที่จังหวัดพังงา รับผิดชอบส่วนดูแลอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นเรื่องที่เธอรักและสนใจเป็นพิเศษ สนุกกับการทำงาน และการชื่นชมอาหารเครื่องดื่มตามหน้าที่ที่รับผิดชอบ และตามความรักส่วนตัว ไม่นานเธอพบรักกับหนุ่มอิตาลี เขาพาเธอไปเยือนบ้านเกิด เที่ยวชิมไอศกรีมรสชาติอิตาเลียน ซึ่งทำให้เธอหลงรักถอนตัวไม่ขึ้นนับแต่นั้น “ไอศกรีมอิตาเลียนมีเนื้อและรสชาติที่เข้มข้นหวานมัน มีรสให้เลือกมากมาย มีกระทั่งแบบที่แตกต่างกันไปของรสไอศกรีมแบบต่างๆ ทั้งนุ่นและแฟนชอบทาน ที่สุ
เมืองใต้ที่คนกินขนมจีนกันเป็นอาหารเช้าไล่เรื่อยไปถึงบ่ายนั้น จำต้องมีร้านขนมจีนอร่อยประจำเมือง ให้ทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวได้เปรมปรีดิ์กัน อย่างภูเก็ตนั้นมีขนมจีนป้ามัย ใกล้โรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญา ส่วนนครศรีธรรมราช มีขนมจีนพานยม ข้างวัดพระธาตุ เป็นหัวขบวน ขณะที่เมืองเล็กๆ อย่างกระบี่นั้น ไม่มีใครจะเกินขนมจีนโก้จ้อย ย่านคลองเหนือได้ ขนมจีนโก้จ้อยเปิดขายมา 20 ปีแล้ว อันนี้โก้จ้อยบอก เพราะบางคนบอกว่าราว 15 ปี โก้จ้อย บอกว่า ขายมาก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ร้านเล็กแสนเล็กคนอาจจำไม่ได้ ปัจจุบัน ร้านใหญ่โตกว้างขวางจุได้หลายสิบโต๊ะ แต่ก็ยังตั้งอยู่ที่เดิมคือในซอยศาลเจ้าจ้อซูก๋ง ย่านเหนือคลอง บนเส้นทาง กระบี่-ตรัง ห่างจากตัวเมืองกระบี่ประมาณ 17 กิโลเมตร ทางเดียวกับทางไปสนามบินกระบี่ อยู่เลยสนามบินราว 3 กิโลเมตร ขนมจีนโก้จ้อยนั้นก็เหมือนขนมจีนเมืองปักษ์ใต้ทั่วไป คือมีน้ำยาและแกงไตปลาเป็นหลัก ทานกับผักสด ไข่ต้ม ไก่ทอด และเครื่องเคียงพอประมาณ ไม่ได้วิลิศมาหราแต่ประการใด จะมีนอกเมนูหน่อยก็ห่อหมกปลา ที่ทุกโต๊ะสั่งมาทานกันแล้วก็กลายเป็นเมนูหลักที่ไม่สั่งไม่ได้ไปอีกเมนูหนึ่ง ร้านโก้จ้อยมีน้ำแกงให้เลื
จากกรณีที่ชาว จ.นครราชสีมา ได้แชร์ข้อมูลในสังคมออนไลน์อย่างแพร่หลาย ชักชวนกันไปใช้บริการที่ร้านอาหารตามสั่ง “ยาโภชนา” ซึ่งมีจุดขายที่สวนกระแสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ โดยให้ข้าว อาหารปริมาณมากกว่าร้านปกติทั่วไปถึง 2 เท่า ขายในราคากันเอง และมีรสชาติอร่อยถูกปาก จนมีการกล่าวขานกันขณะนี้ว่าได้ปริมาณมากที่สุดในประเทศ จึงได้เดินทางไปพิสูจน์ที่ร้านอาหารดังกล่าว ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทางแยกหมู่บ้านสุรนารีวิลล์ ริมถนนเลียบคลองส่งน้ำ หมู่ 3 ต.ตลาด อ.เมือง ร้านอาหารสั่งนี้ ลักษณะร้านเป็นเพิงไม้มุงหลังคาสังกะสี ห้องครัวปลูกสร้างด้วยไม้อย่างเรียบง่าย ท่ามกลางลูกค้าจำนวนมากซึ่งมีหลากหลายอาชีพ เช่น บรรดาลูกจ้าง พนักงาน ข้าราชการทหาร ตำรวจ และนักเรียน นักศึกษา มานั่งรอรับประทานอาหารกันอย่างคึกคัก นายปัญญา บริบูรณ์ เจ้าของร้านยาโภชนา เปิดเผยว่า ได้ประกอบการร้านอาหารแห่งนี้ มานานกว่า 9 ปี เปิดบริการลูกค้าทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00 -15.00 น. โดยมีมารดา และน้องสาว ช่วยเป็นลูกมือเตรียมวัตถุดิบ และบริการเสิร์ฟอาหาร สำหรับเมนูอาหารที่ได้รับความนิยม คือ ผัดกะเพราหมูกรอบราดข้าว กะเพราหมู ไก่ เครื่องในไก่ หมูยอ ไส้กรอก และป
สร้างอาชีพเสริม ดูแลสุขภาพ ลดน้ำหนัก สามความปรารถนาข้างต้นนี้ นำมาสู่ “Tip Top คลีนฟู้ด Delivery” ธุรกิจที่ผุดขึ้นท่ามกลางเทรนด์รักสุขภาพ ที่มีคุณอรอุษา พุกจินดาหรือคุณนุ่นสาวหน้าใสวัยเพียง 28 ปี เป็นหนึ่งในเจ้าความคิด กับการผลิตอาหารคลีนฟู้ดบรรจุกล่องจำหน่ายผ่านเฟซบุ๊ก จนมียอดขายวันละ 300-400 กล่อง ทำทาน สู่ทำขาย สุขภาพดี ต้องคลีน คุณอรอุษา เล่าว่าธุรกิจนี้เกิดจากความคิดเบื้องต้นต้องการสร้างอาชีพเสริมที่จะส่งผลให้เกิดความมั่นคงทางการเงินและคุณภาพชีวิต แต่จะทำอะไรนั้น เธอขอถามตัวเองก่อนว่า ชอบอะไร ความชอบเข้าครัวปรุงอาหารทานเอง เลือกวัตถุดิบสดใหม่ สะอาด แบบที่เธอเรียกว่าคลีนนั้นนอกจากจะส่งผลให้สุขภาพดีแล้ว เธอยังมองว่าเหมาะกับคนที่มีไลฟ์สไตล์เช่นเดียวกัน หรือโดยเฉพาะคนรักสุขภาพ “อาชีพประจำของนุ่นเป็นแอร์โฮสเตส ซึ่งรูปแบบการใช้ชีวิตจะไม่ค่อยเป็นเวลา แม้การนอน นอนดึก จึงทำให้น้ำหนักตัวขึ้นง่ายมาก ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และก็ต่อการทำงานด้วย จึงคิดว่าคงต้องหาวิธีลดน้ำหนักและสร้างสุขภาพที่ดี ซึ่งโดยส่วนตัวนุ่นชอบทำอาหารทานเอง จึงเลือกเมนูสุขภาพ โดยซื้อหาจัดเตรียมวัตถุ
ที่ตำบลอ่างทอง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี มีร้านก๋วยเตี๋ยวร้านหนี่งที่ชาวบ้านต่างร่ำลือถึงรสชาติที่เข็มข้น ด้วยสูตรก๋วยเตี๋ยวต้มยำโบราณ ด้วยความเผ็ดร้อน ของพริกกะเหรี่ยงแท้จากชาวกะเหรี่ยงแถบอำเภอสวนผึ้ง ที่เป็นสูตรจากการคิดค้น ลองผิดลองถูกกว่า 2 ปี จนได้รสชาติที่ไม่เหมือนใคร จนเป็นที่ถูกปากของนักเดินทางและกลุ่มผู้ใช้แรงงาน โดยร้านนี้ยังใจป้ำ ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ ขายเพียงชามละ 10 บาท แถมด้วยบริการน้ำดื่มฟรี แบบเย็นๆ ดับความร้อนของรสชาติเผ็ดอีกด้วย นอกจากจะรสชาติที่เข้มข้นด้วยความเผ็ดของพริกกะเหรี่ยงสดแท้แล้ว ที่ได้รับความสนใจจากลูกค้าที่นั่งทานก๋วยเตี๋ยว คือ ร้านนี้จะมีเมนูพิเศษเสิร์ฟก่อนด้วยการแจกหนังสือธรรมมะให้นั่งอ่านศึกษาธรรมในระหว่างนั่งรอด้วย และหากใครที่ต้องการนำกลับบ้านเจ้าของร้านก็แจกฟรีแถมกลับไปอีกด้วย ส่วนใครที่ชอบทำบุญก็สามารถร่วมทำบุญตามกระป๋องสังฆทานจากวัดต่างๆ ที่นำมาฝากบอกบุญกับทางร้าน จนทำให้ร้านก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ขึ้นชื่อว่า “ก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ดุ รสพระธรรม 10 บาท” นางปารณีย์ สีวะรา อายุ 54 ปี เจ้าของร้าน เล่าให้ฟังว่า เดิมเป็นนักธุรกิจอิสระ จบอนุปริญญาสาขาอิเล็กทรอนิกส์
หากมีใครมาบอกว่าไปทานข้าวมันไก่จานละ 10 บาทมา เชื่อว่าหลายคนคงไม่ปักใจเชื่อง่ายๆ บางคนอาจจะคิดว่าคงมีไก่แค่ชิ้นสองชิ้น เพราะในยุคนี้ข้าวของต่างๆ แพงขึ้น โดยทั่วไปข้าวแกงหรืออาหารตามสั่งราคาจานละ 30 บาทขึ้นไป ถ้าอยู่ในห้างก็บวกเข้าไปอีก 5-10 บาทเป็นอย่างน้อย แต่สำหรับร้านข้าวมันไก่โกนวย ยังมีข้าวมันไก่จานละ 10 บาทให้เห็น เนื่องจากเจ้าของคือ “คุณอำนวย เชาว์เฟื่องกิจ” ในวัยเฉียด 70 อยากยืนหยัดราคานี้ไว้ตลอดกาล ซึ่งเป็นราคาเดียวกับที่ร้านนี้เปิดขายครั้งแรกเมื่อปี 2531 ใช้ข้าวหอมมะลิ 100% ร้านข้าวมันไก่โกนวย ไม่ใช่ร้านใหญ่โตอะไร เป็นรถเข็นที่มีโต๊ะเก้าอี้ให้คนนั่งหลายสิบคน ตั้งอยู่ในซอยตรงข้ามโรงพยาบาลเลิดสิน ด้านหน้ามีป้ายติดอยู่ เข้าไปในซอย 10 เมตรก็ถึง เปิดขายตั้งแต่ 6 โมงเช้าจนถึงช่วงบ่าย 2 โมง บ่าย 3 โมง โดยมีคุณอำนวยและภรรยาอีก 2 คน ช่วยกันขายอย่างขะมักเขม้น ถ้าไปวันศุกร์ก็จะได้ฟังเสียงร้องขับกล่อมในบทเพลงสากลของชายผู้นี้ เพื่อมอบความสุขให้กับลูกค้า ซึ่งเจ้าตัวเรียกว่าเป็นฟรีคอนเสิร์ต คุณอำนวย เล่าว่า เริ่มขายข้าวมันไก่ตั้งแต่ปี 2531 เกือบ 30 ปีแล้ว ขายตั้งแต่ย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือแห่งหนึ่งตั้งอยู่บริเวณทางเข้าวัดโพธิญาณ ต.หัวรอ อ.เมือง จ.พิษณุโลก ชื่อร้าน “นายเทียน ก๋วยเตี๋ยวเซียมซี” ได้สร้างจุดขายเก๋ไก๋น่ารักแตกต่างจากร้านก๋วยเตี๋ยวเรือทั่วไป คือมีการเสี่ยงทายเซียมซีจากใต้ชามก๋วยเตี๋ยวของลูกค้า สร้างความสนใจให้กับลูกค้าที่เข้ามารับประทานก๋วยเตี๋ยว โดยเจ้าของร้านคือ ร.ต.ท.สมหมาย เมตตา เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลจังหวัดพิษณุโลก เมื่อเห็นบรรยากาศภายในร้านพบว่า ลูกค้าต่างพากันสั่งก๋วยเตี๋ยวกันอย่างคึกคัก บางรายรีบลุ้นยกชามดูเลขด้านใต้ ตั้งแต่พนักงานนำก๋วยเตี๋ยวมาเสิร์ฟลงที่โต๊ะ บางรายนั่งรับประทานก๋วยเตี๋ยวจนหมดก่อนถึง 1-2 ชาม แล้วยกชามก๋วยเตี๋ยวเพื่อดูเลขเซียมซีใต้ชามอีกครั้งหนึ่ง เมื่อได้เลขก็จะลุกไปลุ้นหยิบใบเซียมซีอ่าน ทำให้บรรยากาศภายในร้านเป็นไปด้วยความคึกคัก สนุกสนาน สร้างรอยยิ้มให้กับผู้ที่มารับประทาน ร.ต.ท.สมหมาย กล่าวว่า ตนมีอาชีพเป็นตำรวจสันติบาลพิษณุโลก โดยได้ร่วมทุนกับน้องชาย ซึ่งเดิมเคยเปิดร้านก๋วยเตี๋ยว แต่ช่วงนั้นได้ปรับเปลี่ยนไปทำงานอย่างอื่น จึงเลิกขายก๋วยเตี๋ยวไประยะหนึ่ง แต่ช่วงนี้น้องชายได้กลับมาอยู่บ้านที่
นับตั้งแต่อาหารคลีนเข้ามามีบทบาทในชีวิต สุขภาพของใครหลายคนก็เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น ปัจจุบันเลยมีธุรกิจอาหารคลีนเกิดขึ้นมากมาย รวมถึง “Fit Food Always” ที่เป็นมากกว่าอาหารคลีน เพราะเป็นอาหารที่ถูกปรุงขึ้นเพื่อสุขภาพของแต่ละคนที่มีความแตกต่างกัน ทุกๆ เมนูครีเอตโดยคุณอภินันต์ เศวตวรรณกุล หรือเชฟเอฟ เชฟรุ่นใหม่ที่จัดสรรอาหารให้ถูกกับร่างกายและความต้องการอย่างแท้จริง ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ กระแสยังดี แต่ต้องแตกต่าง ประวัติเชฟเอฟ หลังจบปริญญาตรีสาขาวิชาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ภาคภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เขาเริ่มต้นทำงานที่แรกในแผนกต้อนรับของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง จากนั้นไปประเทศสกอตแลนด์ ไปเป็นเด็กล้างจาน สักพักได้เข้าไปทำงานครัว จากนั้นเขยิบไปเป็นกุ๊กที่ร้านอาหารไทย พอวีซ่าหมด กลับมาไทย มาเรียนทำอาหารที่โรงแรมโอเรียนเต็ล ได้ฝึกงานครัวอาหารไทยที่โรงแรมแห่งนี้ จนกระทั่งมีร้านอาหารชื่อร้าน“น้ำ” (nahm) ร้านที่ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 50 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลก มาเปิดในเมืองไทย เชฟเอฟ เล่าว่า ไปเป็นเชฟร้านน้ำได้ 1 ปี ต่อมาย้ายไปทำงานที่ร้านอาหาร
มะม่วงเป็นผลไม้ยอดฮิตติดอันดับที่นิยมทานทั้งผลดิบและสุก แล้วมักทานแบบจับคู่ อย่างถ้าเป็นผลดิบต้องคู่กับพริกกะเกลือหรือน้ำปลาหวาน ส่วนผลสุกจะทานคู่กับข้าวเหนียวมูน เพราะทั้ง 2 แบบถือเป็นวัฒนธรรมการบริโภคที่เก่าแก่มาช้านาน ในส่วนของข้าวเหนียวมูน นับเป็นเมนูยอดฮิตของหลายท่าน โดยเฉพาะท่านสุภาพสตรี ดังนั้น ภาพการยืนเป็นกลุ่มตามจุดขายข้าวเหนียวมะม่วงจึงดูคุ้นตา แล้วไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ช.ศรแก้ว” เป็นร้านขายข้าวเหนียวมะม่วงที่ตั้งอยู่ภายในถนนโชคชัย 4 นับเป็นร้านเก่าแก่อีกแห่งของย่านลาดพร้าวที่มีอายุเกือบ 40 ปี ฉะนั้น ด้วยประสบการณ์อันยาวนาน บวกกับการพัฒนาคุณภาพมาตลอดเพื่อรักษามาตรฐานข้าวเหนียวมูนแก่ลูกค้าทุกท่าน จึงทำให้ร้าน ช.ศรแก้ว ได้รับความนิยมจากชาวลาดพร้าว และที่อื่นอย่างคับคั่งมาตลอด อย่างล่าสุด…ร้านนี้ได้พัฒนารูปแบบข้าวเหนียวมูนเพื่อให้ตอบสนองความต้องการบริโภคของทุกกลุ่ม ด้วยการทำข้าวเหนียวมูน 9 สี ซึ่งแต่ละสีประกอบไปด้วยวัตถุดิบจากสมุนไพรและผลไม้แท้ คุณพิกุล ศรแก้ว หรือ คุณก้อย ทายาทรุ่นที่ 3 ซึ่งสืบทอดความอร่อยของข้าวเหนียวมูนจากรุ่นพ่อ-แม่ และค
เมื่อ 4 ปีก่อน ม.ร.ว.สุทธิภาณี ยุคลหรือ “หญิงนุ่น”ธิดาของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ลงทุนกับหุ้นส่วนชีวิต กี้ –รณิษฐา จริตกูล เปิดร้านอาหารสไตล์โฮม คุกกิ้ง ชื่อ Garden of Dream ในซอยสุขุมวิท 51 ควบคู่กับทำงานประจำ สายโฆษณาและการตลาด เธอจึงมีชีวิตประจำวัน ในแบบ เช้าเข้าออฟฟิซ ตกเย็นกลับมาดูแลร้าน และ รับประทานอาหารอร่อยๆฝีมือของหวานใจ เป็นอยู่อย่างนั้นไม่นาน น้ำหนักตัว จากประมาณ 52 กิโลกรัม ไต่ระดับ ไปแตะที่ 62 ! กลุ้มใจอยู่พักใหญ่ จึงได้คำแนะนำจากเพื่อนซึ่งเป็นคุณหมอให้ศึกษาเรื่องการลดน้ำหนัก โดยใช้ สูตร คีโตจีนิค ไดเอต (Ketogenic Diet) หรือการรับประทานอาหารที่มี “ไขมันดี”เข้าไป เพื่อให้ร่างกายเผาผลาญไขมันที่อยู่ตามส่วนต่างๆในร่างกาย ตอนนั้น ยังแบบเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง …แต่อยากทดลอง เลยตัดสินใจ “เข้าคอร์ส” ก่อนขอให้ กี้ ซึ่งมีฝีมือถึงขั้นเชฟ ช่วยปรุงอาหารแนวดังว่าให้รับประทานเป็นเวลาสองเดือนเศษ ปรากฎร่างกายกระชับ กระฉับกระเฉงขึ้นผิดหูผิดตา จนเพื่อนฝูงทักกันเกรียว ทานอะไรถึงได้ผอมลง เมื่อถ่ายทอดประสบการณ์ให้ฟัง หลายคนออกปาก…อยากลองรับประทานดูบ้าง ช่วงเวลานั้นร้าน
