หลักสูตรเรียนฟรี
หลังจบปริญญาโท ฐานะลูกสาวคนโต อายุ 34 ปี อาสาเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว ด้วยการขายปลาร้าที่ตลาดไท เติมไอเดียปรุงรสชาติจัดจ้านถูกใจร้านส้มตำ พร้อมบรรจุลงขวดใช้งานง่าย ได้เครื่องหมาย อย. การันตีความสะอาดปราศจากสารเคมี โดนใจลูกค้าถ้วนหน้า กิจการเล็กๆ ในจังหวัดปทุมธานี แต่สามารถสร้างรายได้ต่อเดือนนับล้านบาทเลยทีเดียว คุณพัชร์อริญ สายจันทร์ หรือ คุณโอ๋ เจ้าของร้านปลาร้าเงินล้าน ช.วันดี เท้าความว่า เป็นลูกสาวคนโตมีน้องชาย 1 คน เดิมคุณแม่ทำงานเป็นผู้ช่วยพยาบาล ท่านมองเห็นว่าปลาร้า เป็นอาหารที่สามารถนำมาปรุงได้หลายเมนู คนไทยส่วนใหญ่ชอบทาน อีกทั้งไม่เน่า ไม่เสียง่าย ไม่ต้องกังวลว่าถ้าขายไม่หมดจะต้องเททิ้ง เลยตัดสินใจลาออกจากประจำ แล้วหันมาขายปลาร้า คุณโอ๋ เล่าว่า แม่ใช้วิธีรับปลาร้ามาจำหน่ายต่อ ไม่ได้ทำเอง ไม่ต้มก่อนขายลักษณะรับมา – ขายไป โดยตักขายตามน้ำหนัก หน้าร้านตั้งอยู่ตลาดไท กระทั่งราวปี 2552 ตนเองเริ่มเข้ามาช่วยกิจการเต็มตัว ช่วงที่ลูกสาวคนโตเข้ามาช่วยแม่ขายปลาร้า เธอคว้าใบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยศรีปทุม หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต เธอเกิดความคิดอยากเพิ่มมูลค่า พัฒนาสินค้า สร้างชื่อเส
จากคลิปคว้านมะพร้าวน้ำหอมด้วยมีดเขาควายอันโด่งดังในโลกโซเชียล เมื่อปี 2559 จนถึงวันนี้ มีคนสามารถสร้างอาชีพจากคลิปดังกล่าวแล้ว คุณกันตภณ อุบลจินดา หรือ คุณแป๊ะ วัย 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 45/3 หมู่ 3 ต.มหาสวัสดิ์ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม พ่อค้าคว้านมะพร้าวน้ำหอม มีหน้าร้านขายหลักๆ อยู่ที่ตลาดนัดมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ทุกวันศุกร์ และออกบู๊ธ ออกงานโอท็อปทั่วไป คุณแป๊ะ เล่าว่า มีสวนมะพร้าวอยู่ 6 ไร่ ขายมะพร้าวอ่อน น้ำมะพร้าว มาเกือบ 20 ปีแล้ว ขายใส่ถุง เฉาะเปิดฝาขายทั้งลูกเรื่อยมา กระทั่งได้ดูคลิปคว้านมะพร้าวน้ำหอมด้วยมีดเขาควาย ที่ลูกสาวเปิดให้ดูจากสื่อโซเชียล เมื่อปี 2559 และทดลองทำตาม เสียมะพร้าวไปกว่า 100 ลูก จนสามารถทำได้ เป็นผลให้ยอดขายมะพร้าวพุ่งสูงขึ้นมาก ถูกใจลูกค้า เนื่องจากจะได้ทั้งน้ำ ทั้งเนื้อไปพร้อมรับประทาน ในราคาลูกละ 50 บาท จนถึงปัจจุบัน ยึดอาชีพมากว่า 1 ปีแล้ว มีดเขาควายคว้านมะพร้าว คุณแป๊ะ เล่าว่า ครั้งหนึ่งเคยไปออกงานแสดงสินค้า ที่ศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ ลูกค้าให้ความสนใจถึงขนาด เพื่อนพ่อค้าที่มาออกงานด้วยกัน ต้องช่วยแจกบัตรคิวให้ลูกค้า ตั้งแต่ที่คุณแป๊ะยังเดินทางไปไม่ถึงบู๊ธ
กระแสนิยมคนชอบรับประทานต้นอ่อนทานตะวัน กำลังมาแรง หลายคนมองหาวิธีการปลูก การเพาะ หรือบางคนเพาะขายเป็นอาชีพเสริมก็มี เนื่องจากตลาดยังนิยมและสามารถขายได้ เพราะเป็นผักที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ดูแลไม่ยาก อีกทั้งยังไร้สารเคมีอีกด้วย ซึ่งหลายคนที่หันมาปลูกต้นอ่อนทานตะวันขาย ไม่เพียงแต่ทำเป็นอาชีพเสริมเท่านั้น แต่ยังสามารถทำเป็นอาชีพหลัก สร้างรายได้ให้เป็นอย่างดีอีกด้วย ลาออกจากงานออฟฟิศ มาปลูกผักขาย ยึดเป็นงานหลัก คุณสวรินทร์ ขุนโยธา หรือ คุณกัล วัย 41 ปี เจ้าของกิจการเพาะต้นอ่อนทานตะวัน ซึ่งมีโรงเรือนเพาะปลูก โรงเล็กๆ ข้างบ้าน เล่าเรื่องราวของเธอให้ฟังว่า “เติบโตมาจากครอบครัวที่ปลูกผัก จึงทำให้เข้าใจการปลูกผักหรือวิธีการต่างๆ ได้ง่าย แต่ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ทำอาชีพเพาะปลูกอะไร เป็นเพียงพนักงานของรัฐคนหนึ่งเท่านั้น ช่วงระหว่างที่ทำงาน เกิดป่วยมีเนื้องอกที่มดลูก 4 ก้อน ต้องลางานเพื่อไปรักษาตัวอยู่บ่อยๆ จึงได้ตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อมารักษาตัวและผ่าตัด เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ ระยะเวลาผ่านมาเกือบ 6 ปี ที่ลาออกจากงานออฟฟิศมายึดอาชีพเกษตร ปลูกต้นอ่อนทานตะวันเพื่อส่งขายให้
สร้างรายได้ให้เป็นกอบเป็นกำแก่หลายๆ คนมาแล้ว บางคนถึงขนาดตั้งตัวได้ สำหรับ “มะกรูด” พืชในตระกูลส้มเพราะเป็นพืชที่ขายง่าย ตลาดมีความต้องการทุกวัน ขนาดคุณอุ้ย หรือคุณพิบูลศักดิ์ ละออง เจ้าของสถานตรวจสภาพรถ อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี ยังเอ่ยปากชมว่า “มะกรูด” สร้างรายได้ให้ไม่แพ้งานประจำ คุณอุ้ย ปัจจุบันอายุ 34 ปี เขาเป็นเจ้าของสถานตรวจสภาพรถ อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี พร้อมๆ กับปลูกมะกรูดไปด้วยภายในอู่ซ่อมรถ ซึ่งเขาใช้วิธีปลูกระยะชิด 50X50 ซม. ระยะนี้ปลูกเต็มพื้นที่ 1 ไร่ จะได้ 4,000 ต้น ปัจจุบันปลูกมะกรูด 2 ไร่ ก็ 8,000 ต้น ระยะเวลา 8 เดือน มะกรูดจะโตเต็มวัย จากนั้นทุกๆ 2 เดือนสามารถตัดขายได้ แต่ละรอบ ให้ผลผลิตราว 1 – 1.5 ตัน ด้านราคาขายถ้าแบบมีก้านติด กิโลกรัมละ 7-15 บาท ขายเฉพาะใบล้วนๆ กิโลกรัมละ 40-60 บาท ราคาดังกล่าวปรับขึ้น – ลง ตามฤดูกาล คุณอุ้ย เล่าว่า จุดเริ่มต้นที่หันมาปลูกมะกรูด เพียงอยากจะมีรายได้เสริม แต่มีเงื่อนไข 4 ข้อ คือ 1.ต้องเป็นไม้ยืนต้นที่ไม่ต้องรื้อและปลูกใหม่ 2.ต้องสามารถทำได้บนพื้นที่ 1 ไร่ เพราะเดิมที่ดินมีแค่นี้ 3.ต้องเป็นพืชที่ไม่ถูกบีบเรื่องระยะเวลาการ
เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม นางจรูญ ศรียงยศ เจ้าของฟาร์มเพาะด้วงลาน หมู่ที่ 5 ต.โรง อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา กล่าวว่า การเลี้ยงด้วงในต้นลาน หรือด้วงลาน จะใช้ต้นลานที่ตัดเป็นท่อน ที่ได้สั่งซื้อมาจาก จ.นครศรีธรรมราช ใช้ขุยมะพร้าวที่แช่น้ำเตรียมไว้ 2 คืนมาใส่ในท่อนลาน ก่อนนำแม่พันธุ์ทั้งตัวผู้และตัวเมีย มาปล่อยปิดทับด้วยแผ่นซีเมนต์ คอยสังเกตและเปลี่ยนขุยมะพร้าว ทุก 3-4 วัน เพราะตัวด้วงจะขึ้นมากินขุยมะพร้าว และจะต้องคอยดูแลให้มีความชื้นสม่ำเสมอ เป็นเคล็ดลับสำคัญที่ทำให้ด้วงโตเร็วและมีรสชาติหวานมัน อีกทั้งมีโปรตีนสูง เป็นที่ต้องการของตลาด นางจรูญศรีกล่าวว่าตนยึดเพาะด้วงลานมากว่า 5 ปี ปัจจุบันเลี้ยงด้วงลานกว่า 200 ท่อน ใช้เวลาเลี้ยงแต่ละรุ่นประมาณ 45 วัน สามารถเก็บตัวด้วงขายได้อย่างน้อยวันละ 3-4 กก. ส่งขาย ในราคา กก.ละ 170 บาท ยังขายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ในราคาตัวละ 2 บาท สร้างรายได้เฉลี่ยวันละ 300-500 บาท
การค้นพบตัวเอง และรู้ถึงความชอบ ความสามารถของตัวเอง นำไปสู่การมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการดำเนินชีวิต ทำให้รู้ว่าควรจะเลือกเรียนอะไรเพื่อสร้างเส้นทางไปสู่อาชีพในฝัน แต่ปัจจุบันเด็กไทยบางส่วน ยังค้นหาตัวเองไม่เจอ บางคนเลือกเรียนตามค่านิยม หรือเลือกตามเพื่อน ทำให้ต้องเรียนในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบหรือไม่ถนัด และในที่สุดก็จะไม่มีความสุขกับการเรียน พอก้าวเข้าสู่วัยทำงานก็ยังหาความสุขไม่ได้เพราะไม่ได้ทำงานที่ตัวเองรักส่ง ผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนงานบ่อย ถูกเลิกจ้าง ขาดความมั่นคงในชีวิต ด้วยเหตุดังกล่าว จึงเป็นที่มาของการร่วมสนับสนุนการค้นพบตัวเอง ผ่านภาพยนตร์สร้างแรงบันดาลใจ ของโครงการ “ฝีมือชน คนสร้างชาติ” โดยมูลนิธิเอสซีจี เพื่อร่วมสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ค้นหาความชอบของตนเอง และเลือกเรียนในเส้นทางสายอาชีพที่สามารถสร้างความมั่นคงได้ในอนาคต แม้ในปัจจุบันการเรียนสายนี้อาจไม่ได้เป็นค่านิยมหลักของสังคม แต่บุคลากรที่จบสายอาชีพกลับเป็นที่ต้องการของภาคอุตสาหกรรมเป็นอย่างมากใน ฐานะ “ฝีมือชน” ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมและความเจริญก้าวหน้า ของประเทศ สุวิมล จิวาล
หลังจากที่คุณพ่อเสียชีวิต เด็กหนุ่มผิวคล้ำชาวชุมพร อายุเพียง 14 ปี จากเด็กชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ต้องกลายมาเป็นเสาหลักหารายได้เลี้ยงครอบครัว เขาเลือกเลี้ยงวัวรีดนมขายจนได้ดี เมื่อปีที่แล้วทุ่มงบ 6 ล้านบาท สร้างโรงงานผลิตนมพาสเจอร์ไรส์เกรดฮอกไกโด มีรสชาติต่างๆ อาทิ นมรสตะไคร้ รสจืด รสชาเขียว ทำการตลาดเอง ขายเอง ไม่ผ่านยี่ปั๊ว ล่าสุดเปิดฟาร์มเป็นแหล่งท่องเที่ยว สร้างรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 4 แสนบาท อนาคตเล็งขยายพื้นที่ให้กลายเป็นศูนย์กลางนมภาคใต้ นับเป็นเรื่องราวดีๆ ของหนุ่มใต้อนาคตไกล คุณปฏิวัติ อินทร์แปลง หรือ น้องเบสท์ ปัจจุบันอายุ 25 ปี เจ้าของฟาร์มวัวนมมอินทร์แปลง เล่ากับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า เริ่มเลี้ยงวัวตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ม.2 หรือราวอายุ 14 ปี สาเหตุที่ต้องมาเลี้ยงวัวนม เพราะคุณพ่อซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัว ต้องมาเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ ส่วนคุณแม่มีอาชีพรับจ้าง รายได้แต่ละวัน 100-200 บาท ในฐานะลูกชายคนเดียวคิดแต่เพียงว่าอยากช่วยแบ่งเบาภาระ ประกอบกับ ณ เวลานั้น คุณตาให้วัวนมมา 1 ตัว พร้อมถ่ายทอดความรู้การเลี้ยงและวิธีรีดนมวัว เพื่อใช้หารายได้ เมื่อเด็กหนุ่มไฝ่ดีในวัยเพียง 14ปี
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ส่งเสริมและผลักดันให้เกษตรกรและประชาชน มีการทำบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือนมาอย่างต่อเนื่อง โดยสร้างครูบัญชีอาสาหรือ“อาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี”ซึ่งเป็นบุคลากรสำคัญที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในการเป็นวิทยากร วิทยากรผู้ช่วย เพื่อสอนแนะ กระตุ้นการเรียนรู้ และติดตามผลการทำบัญชีของเกษตรกร รวมถึงการสร้างเครือข่ายถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรในชุมชนของตนและพื้นที่ต่างๆ ในจังหวัดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการทำงานเป็นเครือข่ายร่วมกันระหว่างกรมตรวจบัญชีสหกรณ์และครูบัญชี ได้ช่วยเสริมสร้างให้เกษตรกรได้ใช้บัญชีไปใช้วิเคราะห์ต้นทุนการประกอบอาชีพ เพื่อวางแผนธุรกิจในครัวเรือนของตนได้ คุณบริสุทธิ์ เปรมประพันธ์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ดำเนินการส่งเสริมองค์ความรู้ทางบัญชีสู่เกษตรกรโดยผ่านสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ทั่วประเทศและเครือข่ายครูบัญชีอาสา เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้และเข้าใจในการนำระบบบัญชีไปใช้ในการบริหารจัดการภาคการเกษตรได้อย่างเหมาะสม สมดุล และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการทำการเกษตรได้มั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน โดยนำระบบ
ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยัง บ้านเลขที่ 71 ม.2 ต.นาหมื่นศรี อ.นาโยง จ.ตรัง หลังจากที่ทราบว่า มีนักท่องเที่ยวชาวเยรมัน ชื่อนายลารส์ พัทสเคอ อายุ 42 ปี หลงใหลในวิถีทำการเกษตร ด้วยการพลิกหน้าดินบริเวณบ้าน กว่า 1 ไร่ หันมาปลูกดอกดาวเรือง โดยที่ นายลารส์ สาละวนอยู่กับการแต่งตัดกิ่งใบของดอกดาวเรือง เป็นสวนบรรยากาศเหลืองอร่ามสวยงาม นายลารส์ เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ตนพบรักกับภรรยาคือ นางอรัญญา พัทสเคอ อายุ 42 ปี ชาว ต.นาหมื่นศรี เมื่อ 8 ปี ก่อนตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกัน ด้วยการทำการเกษตร จนถึงปี 2559 จึงหันมาสร้างกระท่อมกลางทุ่งนา ได้ชักชวนกันปลูกดอกดาวเรืองกว่า 2,000 ต้น เพื่อเป็นรายได้เสริมในครอบครัว โดยเริ่มปลูกตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งตอนนี้สามารถทยอยตัดดอกดาวเรืองส่งขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่ และจังหวัดใกล้เคียงได้แล้ว ในราคาดอกละ 50 สตางค์ ถึง 1 บาท 80 สตางค์ สร้างรายได้ 500 – 600 บาทต่อวัน อีกทั้งยังปลูกในพื้นที่โล่งแจ้งกลางทุ่งนา ด้านข้างติดภูเขาถ้ำช้างหาย อ.นาโยง ทำให้มีนักท่องเที่ยวและนักปั่นจักรยานที่ใช้เส้นทางดังกล่าว เข้ามาขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งดอกดา
คุณแชมป์-ชัยพร โสธรนพบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลไม้แปรรูป วรพร จำกัด เจ้าของแบรนด์ “วรพร” เล่าว่า ย้อนไป 60 ปีที่แล้ว อากงชื่อ “ไต่ไห้ แซ่โค้ว” อพยพมาจากเมืองจีน ทำมาหากินที่จังหวัดฉะเชิงเทรา อาม่าเห็นว่าแปดริ้วมีมะม่วงเยอะ เลยเปิดร้านเล็กๆ ขายมะม่วงดองใส่โหลแก้ว สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว พอมารุ่นคุณพ่อ ชื่อ ชัยรัตน์ โสธรนพบุตร อาชีพครูวิชาเคมี ท่านใช้วันหยุดตระเวนส่งมะม่วงดองขายตามร้านขายของฝาก ตามปั๊มน้ำมัน ทำแบบนี้อยู่ 3-4 ปี จนรายได้เสริมมากกว่างานประจำ หนที่สุดพ่อลาออกมาทำธุรกิจมะม่วงแปรรูปเต็มตัว พ่อคุณแชมป์เป็นครูวิชาเคมี ท่านใช้ความรู้ด้านนี้มาปรับใช้ เป็นสูตรมะม่วงดองรสจัดจ้าน ไม่ต้องจิ้มพริกกะเกลือ ปรับกระบวนการผลิตด้วยการลงทุน 3 ล้านบาท เปิดโรงงานเพื่อขยายพื้นที่และปรับกระบวนการผลิตยกระดับมะม่วงดองเป็นเกรดพรีเมี่ยม ได้การรับรองมาตรฐาน อาทิ GMP, HACCP, CODEX ต่อมา พ.ศ. 2538 จดทะเบียนรูปแบบบริษัท ชื่อ ผลไม้แปรรูป วรพร จำกัด พร้อมกับไปเปิดตลาดที่จีน เปิดโรงงานยกระดับมะม่วงดองตามรถเข็น สู่ผลไม้แปรรูปเกรดพรีเมี่ยม ตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยนทำให้มะม่วงดอง “วรพร” เติบโตแบบก้าวกระโดด
