หลักสูตรเรียนฟรี
คุณชัยยงค์ คชพันธ์ กรรมการผู้จัดการ เท้าความว่า พื้นเพเป็นคนพัทลุง คุณพ่อคุณแม่มีอาชีพหลักเป็นครู ส่วนอาชีพเสริมคือ เพาะเห็ดขาย มีเห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู เห็ดนางรม ราว พ.ศ. 2536 เกิดปัญหาเห็ดล้นตลาด ครอบครัวแก้ไขด้วยการนำเห็ดมาแปรรูปเป็นเมนูต่างๆ อาทิ เห็ดชุบแป้งทอด น้ำพริกเห็ด เห็ดสวรรค์ ซึ่งก็ได้รับคำชื่นชมโดยเฉพาะเห็ดทอดรับประทานคู่กับน้ำจิ้มสูตรเด็ดฝีมือคุณแม่ ช่วงที่ครอบครัวนี้ขายเห็ดชุบแป้งทอด พวกเขามีเพียงกระทะกับเห็ดไปทอดขายที่สถานีรถไฟพัทลุง คุณชัยยงค์ บอกว่า ตอนนั้นอายุได้เพียง 16 ปี ไปยืนทอดเห็ดทำแบบง่ายๆ ขายขีดละ 10 บาท ขายดีได้กำไรวันละหลายพันบาท เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ที่ซื้อ ล้วนมาขึ้นรถไฟหรือสัญจรแวะผ่านไปผ่านมา เมื่อขายดีหนที่สุดเลยขยายสาขา จวบจนคุณชัยยงค์ต้องเข้ามาเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ และสามารถคว้าใบปริญญาสาขาการตลาดมาได้ เขาบอกว่า เลือกที่จะกลับบ้านไปพัฒนาเห็ดทอด โดยมีเป้าหมายคือ ผลักดันให้เป็นสินค้าโอท็อป เจาะตลาดของฝาก รวมถึงจะทำเห็ดทอดบรรจุถุงส่งขายทั่วประเทศอีกด้วย จากเห็ดทอดสดๆ รับประทานกับน้ำจิ้มตอนร้อนๆ ต้องมาถูกบรรจุใส่ถุง กลับกลายเป็นว่าไม่อร่อย แ
5 กย 61 “เส้นทางเศรษฐี” จัดสัมมนาฯ ภายใต้หัวข้อ “ดราม่า SMEs ไทย! โต หรือ ตาย…ใครจะรู้” เป็นเวทีที่เหล่าผู้ประกอบการSMEs ไทย จะได้มาแลกเปลี่ยนความคิด แชร์ประสบการณ์ช่วงเวลาวิกฤตของแต่ละธุรกิจ เรียนรู้แนวทางการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อเป็นบทเรียนและปรับตัวให้อยู่รอดได้ต่อไป สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถเข้าไปลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่นี่ คลิก https://www.eventbrite.com/e/-smes-40-smes-tickets-48633702714?aff=es2 ผู้ประกอบการ ที่จะเข้ามาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ตรง แบบ “เล่นเอง เจ็บจริง ไม่มีสแตนด์อิน” ในรูปแบบของ SMEs Talk ครั้งนี้ ประกอบด้วย คุณสุเทพ โพธิ์งาม หรือ “ป๋าเทพ” ฉายาดาวตลกขั้นเทพ กับอีกบทบาทในฐานะ “เอสเอ็มอีผู้ไม่ยอมแพ้” คุณวุฒิชัย เจริญศุภกุล เจ้าของสลัดผักและผลไม้พร้อมรับประทาน โอ้! เวจจี้ (Oh! Veggies) มนุษย์เงินเดือนที่ยอมเสี่ยงทิ้งงานประจำหันจับธุรกิจที่เชื่อว่ามีอนาคตไกล คุณชนิสรา วงศ์ดีประสิทธิ์ เจ้าของธัญพืชไร้แป้ง “ไดมอนด์เกรนส์” เริ่มต้นธุรกิจตั้งแต่อายุแค่ 19 เจออุปสรรคสารพัดกว่าที่สินค้าจะติดตลาด คุณชวพจน์ ชูหิรัญ เจ้าของหมูปิ้งเฮียนพ ผู้สร้างตัวเองจากวินมอเตอร์ไซค์ สู่เถ้าแ
ผู้สื่อข่าวประจำ จ.ปราจีนบุรีได้รับแจ้ง ที่ในชุมชนท่าข้าม ก่อนเข้าวัดศรีประจันตคามเทศบาลตำบลประจันตคาม อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี มีช่างศืลปะ ปั้นรูป ปั้น หัว สัตว์ป่าสงวนหลากหลายชนิด ที่นักสะสม หรือ ผู้นิยมตกแต่ง หัวสัตว์ตกแต่งผนัง หัวสัตว์จำลองเหมือนจริง ขนาดเท่าจริง โดยปั้นจำลองหัวสัตว์ป่าคุ้มครอง ทั้งกระทิง วัวแดง ละมั่ง กวาง ฯลฯ หัวสัตว์เทียม สำหรับตกแต่งผนัง ตกแต่งห้องสไตล์คาวบอย ไว้ตกแต่งบ้าน ตกแต่งโรงแรม รีสอร์ท สีเลียนแบบธรรมชาติ สร้า รายได้เดือนละนับแสนบาท เป็นห้องแถวเล็ก ๆ ติดถนน พบนายกมล มะณีแนม อายุ 77 ปี เลขที่ 405 เทศบาลประจันตคาม อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี ผู้ยึดอาชีพปั้นปูนเปียก ทำรูปหัวสัตว์ป่าต่างๆ ที่ผู้คนนิยมนำมาสะสม หรือตกแต่งบ้านเรือน ที่ขายทั่วประเทศ ตามคำล่ำลือ ทั้ง หัวกระทิง วัวป่า เก้ง กวาง โดยทำมากว่า 40 ปี สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ จากงานฝีมือได้จริง ไม่ต้องไปกูหนี้ยมสินใครเขา ลุงกมล กล่าวว่า “จบการศึกษาเพียงภาคบังคับสมัยก่อนคือประถมศึกษา จากนั้นได้ไปทำงานเป็นช่างศิลปะทำลวดลายโบสถ์ ภายหลังได้เปลี่ยนมาทำอาชีพปั้นปูนเปียก ทำทำรูปหัวสัตว์ป่าต่างๆ เลี้ยงครอบครัวมา
เปลี่ยนสายนาฬิกาที่ดูดาษดื่นให้มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ด้วยฝีมือของ “โต้ง ปิยวัช ชูตระกูล” ศิษย์เก่าคณะวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ม.พระจอมเกล้า พระนครเหนือ ผู้ชายจิตใจดี ที่หลงใหลนาฬิกาข้อมือ ถึงขนาดเคยนำเงินเก็บ ซื้อนาฬิกาเรือนละ 4 แสนบาทเพื่อนำมาสะสม ล่าสุดเปลี่ยนความชอบให้กลายเป็นธุรกิจ ทุ่มสุดตัวสร้างอาณาจักรเครื่องมือบอกเวลาไซซ์เล็กที่บ้านย่านลาดพร้าว สร้างเอกลักษณ์ใช้หนังจากกระเป๋าเก็บกระสุนสมัยสงครามโลกภายใต้แบรนด์ crazy chick straps สร้างรายได้ทั้งปีนับล้านบาท คุณโต้ง เล่ากับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า หลังจากจบ คณะวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ม.พระจอมเกล้าพระนครเหนือ เปิดร้านซ่อมคอมพิวเตอร์นาน 10 ปีจนกระทั่งอยากทำในสิ่งที่ตัวเองรัก นั่นคือ “นาฬิกา” ในที่สุดขายกิจการแล้วมุ่ง หน้าสร้างธุรกิจตามที่ใจรัก สินค้าชิ้นแรกที่วางขาย คือ สายนาฬิกา ทำจาก กระเป๋าหนังที่ใช้เก็บกระสุนของทหารอเมริกันสมัยสงครามโลก “ผมเปิดร้านรับซ่อมคอมพิวเตอร์ ควบคู่กับรับซ่อม – รับซื้อนาฬิกา จนกระทั่งรายได้นาฬิกานั้นมากกว่า หนที่สุดขายธุรกิจรับซ่อมคอมพิวเตอร์ แล้วมาสร้างตัวด้วยการขายสายนาฬิกาเต็มตัว เรียกว่า รายแรกและรายเดียว
ทุกคนมีความฝัน บางคนได้เดินตามความฝันของตัวเอง บางคนต้องทิ้งความฝันของตัวเอง เพื่อกลับมาทำหน้าที่ลูกที่ดีตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ แต่การที่ไม่ได้เดินตามความฝันของตัวเองใช่ว่าจะไม่มีความสุขเสมอไป ใครจะไปรู้ว่าวันข้างหน้ารู้ตัวอีกทีเราอาจจะชอบและรักในสิ่งที่เราไม่ได้คิดไว้ตั้งแต่แรกก็ได้ ดังเช่น คุณกัมพล ตันสัจจา ชายผู้เป็นเจ้าของอาณาจักรสวนนงนุช สวนที่โด่งดังไปทั่วโลก ตั้งอยู่ ณ เมืองพัทยาแห่งนี้ กว่าจะมีทุกวันนี้ได้เขาต้องยอมทิ้งสิ่งที่รัก มาทำงานสวนเพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของผู้เป็นแม่ เมื่อรู้ตัวอีกทีงานจัดสวนก็ได้กลายเป็นชีวิตจิตใจของเขาไปแล้ว คุณกัมพล ตันสัจจา ชายเจ้าของอาณาจักรสวนนงนุช สวนที่เมื่อใครได้ยินชื่อก็ต้องนึกถึงความยิ่งใหญ่อลังการ บนเนื้อที่กว่า 1,700 ไร่ ที่รวบรวมพันธุ์ไม้หายากจากทั่วโลกมาจัดวางไว้ให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชม และนอกเหนือจากสวนสวยแล้ว ภายในสวนนงนุชยังมีกิจกรรมอีกหลายชนิด เรียกได้ว่าจะมากันเป็นหมู่คณะ หรือมากับครอบครัว สวนนงนุชก็มีกิจกรรมตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม แต่กว่าที่จะมาเป็นสวนที่ทุกคนรู้จักได้อย่างทุกวันนี้ ต้องผ่านอุปสรรคมากมาย คุณกัมพล ตันสัจจา คุณกัมพ
ปัจจุบัน งานทางด้านการเกษตรไม่จำเป็นต้องมีเวลาว่างเพื่อมาลงมือทำอีกต่อไป จะเห็นได้จากผู้ที่ประสบผลสำเร็จในการทำเกษตรบางราย ได้ใช้เวลาว่างในช่วงวันหยุดหรือหลังจากเลิกทำงานประจำ มาทำกิจกรรมที่ชื่นชอบและมีใจรักเกี่ยวกับการเกษตร เพื่อเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผ่อนคลายจนสิ่งที่ทำเพียงเล็กน้อยกลับสร้างรายได้เป็นเงินที่เรียกง่ายๆ ว่า สามารถทำรายได้เลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดี คุณประสาน สุขสุทธิ์ เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรตัวอย่างที่ใช้เวลาว่างหลังจากทำงานประจำ คือปลูกสวนไผ่อยู่ที่บ้านเกาะรัง ตำบลหนองหว้า อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว โดยที่เลือกปลูกไผ่ เพราะเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ง่าย ไม่ต้องใช้เวลาดูแลยุ่งยาก สามารถเจริญเติบโตได้กับทุกสภาพดิน แม้จะเป็นดินที่ไม่มีความอุดมสมบูรณ์ พร้อมทั้งไม่ต้องใช้เวลาดูแลอย่างเต็มเวลา สามารถหาเวลาว่างจากงานประจำมาเข้าสวนได้ และที่สำคัญเขาได้มีการต่อยอดการขายด้วยการนำใบไผ่มาสกัดเป็นน้ำใบไผ่สำหรับดื่มเพื่อสุขภาพ จึงนับว่าเป็นการทำให้สินค้าทางการเกษตรมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น คุณประสาน สุขสุทธิ์ ปลูกพืชทางการเกษตร หลากหลายชนิดมาก่อน คุณประสาน เล่าให้ฟังว่า มีอาชีพรับราชการเป็นนัก
แม้ตัวเลขอายุจะล่วงเลยวัยเกษียณมาหลายปี แต่ทว่าความคิดกลับเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ใส่ไอเดียลงในผลิตภัณฑ์จักสานที่หลายคนมองว่า “เชย” ให้กลายเป็นสินค้า “น่าใช้” โดนใจไปจนถึงวัยรุ่น และชาวต่างชาติ ทุกวันนี้แบรนด์ “ชวาวาด” ไม่เคยขาดช่วงการผลิต ด้วยเพราะออร์เดอร์สั่งซื้อเข้ามาไม่ขาดช่วงนั่นเอง ชวาวาด เป็นชื่อแบรนด์ที่ฟังทันสมัย แต่ทว่าที่มานั้นจากชื่อประธานกลุ่มวัย 69 ปี คุณวาด ยาเย็น หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ ป้าวาด บวกรวมกับวัสดุนำมาใช้ผลิต ได้แก่ ผักตบชวา ชื่อนี้จึงกลายเป็นแบรนด์ที่ฟังแล้วเข้าหู ดูเข้าตา รวมกลุ่มภูมิปัญญา สืบคุณค่าสินค้าไทย คุณวาด เล่าให้ฟังว่า งานจักสานคือภูมิปัญญาของคนรุ่นก่อนเก่าสืบทอดกันมา และตนก็เป็นผู้หนึ่งยึดสร้างอาชีพ แต่ทว่าในสมัยก่อนวัสดุนำมาใช้จะเป็นไม้ไผ่เพราะหาได้ง่าย อีกทั้งกับผักตบชวายังไม่มีใครคิดนำมาผลิต กระทั่งต่อมาในปี 2522 ผักตบชวาเริ่มได้รับความสนใจนำมาผลิตเป็นเครื่องจักสานสารพัดชนิด แต่ทว่าในยุคนั้นเป็นการผลิตแบบต่างคนต่างทำ ในปี 2526 คุณวาด หญิงผู้สืบสานงานหัตถกรรมเกิดความคิดกับการจัดตั้งกลุ่ม โดยรวบรวมผู้มีทักษะในหมู่บ้านเข้ามาร่วมสืบสานภูมิปัญญา โ
“นินจา แวน” เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย เปิดตัวแอพพลิเคชั่น “นินจา แวน” (Ninja Van) ผู้ให้บริการแก้ปัญหาการจัดส่งพัสดุ ด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ชี้ครบวงจรด้านโลจิสติกส์แห่งแรกและเติบโตรวดเร็วที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วางหมากปักหมุดธุรกิจในประเทศไทย พร้อมให้บริการกับจุดแข็งการขนส่งสินค้ารวดเร็ว เน้นลดความยุ่งยาก การใช้งานง่าย เจาะกลุ่มเป้าหมายทุกโมเดลธุรกิจ จัดส่งขนาดเล็กจนถึงใหญ่ บริษัท นินจา แวน เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ให้บริการด้านโลจิสติกส์ จากประเทศสิงคโปร์ ที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการแก้ปัญหาการจัดส่งพัสดุและการจัดส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเทคโนโลยีสุดทันสมัย ล่าสุดเปิดตัวและดำเนินงานในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ว นินจา แวน เป็นที่รู้จักในการเป็นผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ การบริการที่เน้นความสะดวก ใช้งานง่าย รวดเร็ว ปราศจากปัญหาความยุ่งยากของระบบและเป็นที่ยอมรับเรื่องการให้บริการ เพราะเข้าใจทุกความต้องการในการส่งพัสดุของผู้บริโภคอย่างแท้จริง จึงส่งผลให้เติบโตรวดเร็วที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่ง
“งาน” กับ “เที่ยว” ดูเหมือนจะเดินกันคนละทาง แต่กับ คุณมณฑล กสานติกุล หรือ “มิ้นท์” 2 สิ่งนี้คือเส้นทางเดียวกัน ซึ่งตลอด 4 ปีนี้เธอเดินทางมาแล้วกว่า 70 ประเทศทั่วโลก และเธอ “เดินทางคนเดียว” การเดินทางของคุณมิ้นท์ถูกบอกเล่าผ่านโลกโซเชียล เธอกลายเป็นบล็อกเกอร์สาว ที่มีแฟนเพจ ณ ปัจจุบันกว่า3แสนคน คุณมิ้นท์ได้รับโอกาสตีพิมพ์เรื่องราวผ่านตัวอักษร ได้รับโอกาสกับการทำหน้าที่พิธีกร ได้รับโอกาสถูกเชิญตัวไปเล่าประสบการณ์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายๆ คน วันนี้ คุณมิ้นท์กลายเป็น “ฟรีแลนซ์” ที่มีงาน มีรายได้หล่อเลี้ยงตัวเองจากการเดินทาง และสำคัญคือ เธอมี “ความสุข” ขอท่องเที่ยว 1 ปี มีอาชีพจากเดินทาง คุณมิ้นท์เติบโตมาในครอบครัวฐานะปานกลาง เธอคือลูกสาวคนเดียวและถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจ ฉะนั้น ไม่ว่าต้องการอะไร เธอจึงได้เสมอ แต่ทว่าสิ่งที่เธอค้นพบคือ เธอไม่มีความสุข และป่วยเป็นโรคซึมเศร้า จนกระทั่ง เธอเดินทางไปศึกษาต่อปริญญาโท ด้านวรรณกรรมสเปน ที่ประเทศสเปน นี่คือจุดเริ่มต้นกับการเดินทางของเธอ “ตอนเรียนก็มีโอกาสแบกเป้ไปเที่ยว แต่ว่าเงินเที่ยวก็คือเงินที่คุณแม่ส่งให้ จนกระทั่งต่อมา หารายได้ด้วยการ
หลายท่านที่ใช้ถนนสายรังสิต-นครนายก อยู่เป็นประจำ ต่างทราบกันเป็นอย่างดีว่าตลอดเส้นทาง จะพบเห็นร้านจำหน่ายต้นไม้และพันธุ์พืชตั้งอยู่เป็นระยะ แต่ที่มีจำนวนร้านมากเป็นพิเศษคือบริเวณคลองสิบห้า ซึ่งรู้จักกันเป็นอย่างดีว่าเป็นถนนต้นไม้ หรือตลาดไม้ดอก ไม้ประดับ คลองสิบห้า หากผ่านเลยคลองสิบห้า มาอีกเล็กน้อยจะได้พบกับร้านจำหน่ายสนประดับขนาดใหญ่ ชื่อว่า “สวนนันทวัน” ที่เพาะพันธุ์สนประดับชื่อดังกว่า 10 ชนิด รวมถึงพันธุ์ไม้ประดับชนิดอื่น อย่างชวนชมหรือต้นปรง เพื่อขายให้แก่ร้านต้นไม้ย่านบางใหญ่และทั่วประเทศ คุณพงษ์เดช รักษาสกุล เจ้าของสวนที่นั่งอยู่บนรถวิลแชร์ บอกเล่าเรื่องราวชีวิตพร้อมความเป็นมาของสวนแห่งนี้ว่า เป็นคนมีภูมิลำเนาอยู่อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้เข้ามาเรียนปริญญาตรีสาขาพืชไร่ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จบการศึกษาเมื่อปี 2516 รุ่นที่ 29 คุณพงษ์เดช รักษาสกุล หรือ คุณสู้ เจ้าของสวนนันทวัน หลังจากเรียนจบได้ไปทำงานที่กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง จังหวัดนราธิวาส ทำงานได้ประมาณ 5 เดือน เกิดเหตุการณ์ถูกคนร้ายยิง กระสุนตัดไขสันหลังระดับหน้าอก จนทำให้ร่างกายส่วนล่างพิการมาตั้งแต่ปี 251
