หลักสูตรเรียนฟรี
เกษตรกรหนุ่ม พ่วงตำแหน่งเลขานายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขาดิน อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ ปิ๊งไอเดียจากนายกลุงตู่ ปลูกกล้วยหอมทองพันธุ์ปทุม แซมในสวนยางพารา ครั้งแรก 1,250 ต้น พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสช่วงยางพาราราคาตก ผลตอบรับดีเกินคาด ส่งขายเซเว่นแทบไม่พอ สร้างรายได้ 2 แสน ติดใจเมื่อเดือนเมษายน ปลูกกล้วยอีกรอบ คราวนี้เพิ่มเป็น 1,600 ต้น คุณจรูญศักดิ์ กลับส่ง หรือคุณศักดิ์ ปัจจุบันอายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 169 ม.8 ต.เขาดิน อ.เขาพนม จ.กระบี่ เผยกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า นอกจากรับราชการแล้ว ยังเป็นเกษตรกร เดิมทีปลูกปาล์มน้ำมัน และยางพารา พื้นที่ 65 ไร่ แต่ละเดือนมีรายได้จากการปลูกพืช 2 ชนิดนี้ ราว 3 หมื่นบาท จนกระทั่งราคาพืชเศรษฐกิจดังกล่าวมีความผันผวนตามสภาพอากาศ ราคาขึ้นลงตามตลาด เลยมองหาพืชทำเงินชนิดอื่น ระหว่างที่มองหาพืชตัวอื่น คุณศักดิ์ บอกว่า ได้ไอเดียจากขณะที่ นายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา เดินทางมาดูสวนกล้วยหอมทองของเพื่อนที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 59 ท่านแนะนำว่า หากยางพารา และปาล์มน้ำมัน ราคาตก ลองหันไปปลูกกล้วยดีไหม ราคาดี ตลาดมีความต้องการสูง จากคำแนะนำของท่านนา
เกษตรกรชาวสวนผลไม้ ที่ปลูกทุเรียน มังคุด มะม่วง น้อยหน่า มะเฟือง กล้วย มะพร้าว ข้าวโพด มะกรูด สับปะรด ส้มโอ ฯลฯ ในบางครั้งอาจเจอปัญหาภัยธรรมชาติ โรคแมลงรบกวนทำให้ผลไม้ร่วงหล่นจากต้นก่อนการเก็บเกี่ยว ทำให้สูญเสียรายได้ไปอย่างน่าเสียดาย ความจริงผลไม้เหล่านั้นสามารถนำมากลับมาสร้างรายได้ใหม่ในรูปของ “ ถ่านผลไม้ดูดกลิ่น ” ที่มีรูปทรงเด่นสะดุดตา น่าใช้งานมากกว่าถ่านไม้ทั่วไป และช่วยดูดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ได้อย่างดีเยี่ยม ไอเดียนี้สามารถทำได้ง่าย ขายคล่อง สร้างผลกำไรงามอีกต่างหาก เพราะถ่านผลไม้ดูดกลิ่น มีราคาขายส่งต่อชิ้นตั้งแต่ 10-40 บาท ตามขนาดรูปทรงและชนิดผลไม้ ดังนั้น เกษตรกรที่ประสบปัญหาผลผลิตร่วงหล่นก่อนการเก็บเกี่ยว หรือมีผลไม้เหลือจากการขาย หรือประสบปัญหาราคาผลไม้ตกต่ำ สามารถนำผลไม้เหล่านี้ กลับมาสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปถ่านผลไม้ดูดกลิ่นได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ เกษตรกรยังสามารถนำเศษวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่นประเภท เปลือกทุเรียน ฝักบัว กาบมะพร้าว กาบตาล ฯลฯ มาเผาเป็นถ่านได้เช่นกัน ถ่านผลไม้เหล่านี้ ได้รับการยอมรับจากตลาดว่า สามารถดูดกลิ่นได้ดีกว่าถ่านที่ทำมาจากไม้ทั่วไป หลายชุมชนได้นำไอ
คุณบุญเสริม สุวรรณประภา อยู่บ้านเลขที่ 15 หมู่ที่ 8 ตำบลคุ้งกระถิน อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีมีอาชีพขายของทั่วไป โดยช่วงนั้นมองว่าในพื้นที่บริเวณนี้ค่อนข้างมีวัตถุดิบที่เป็นทางมะพร้าว เพราะชาวบ้านในแทบนี้มีการปลูกมะพร้าวกันมาก จึงทำให้ได้มองเห็นโอกาสในการทำธุรกิจเกี่ยวกับไม้กวาด คุณบุญเสริม สุวรรณประภา และภรรยา “เรามองว่าถ้าเราจับทำสินค้าชนิดนี้ ไม่น่าที่จะหาวัตถุลำบาก เพราะว่ามีมาก ซึ่งคนที่อื่นยังมาหาซื้อทางมะพร้าวจากที่นี่ และก็ส่งตัวสินค้ามาขายในแถบนี้ เราก็เลยมองว่าโอกาสในเรื่องนี้ไม่น่าจะยากก็เลยตัดสินใจทำเป็นอาชีพเสริมก่อนในช่วงนั้น ต่อมาเมื่อตลาดมีความต้องการมากขึ้นก็ค่อยๆ ขยายธุรกิจออกไป จนเวลานี้เรามีสินค้าทั้งไม้กวาดทางมะพร้าวและไม้กวาดดอกหญ้าด้วย เรียกว่าครบวงจร” คุณบุญเสริม เล่าถึงที่มา เนื่องจากการทำไม้กวาดมีขั้นตอนหลายอย่าง คุณบุญเสริม บอกว่า จะทำการกระจายงานออกไปไม่ได้ทำเพียงแหล่งเดยว โดยจะติดต่อกับกลุ่มแม่บ้านในพื้นที่ต่างๆ ไว้ จากนั้นก็จะนำงานที่มีไปส่งให้กับกลุ่ม จึงเป็นเหมือนการกระจายรายได้ให้กับชุมชนอย่างแท้จริง โดยที่ทุกคนมีส่วนร่วมในกา
โลดแล่นอยู่ในแวดวงครีเอทีฟผลิตโฆษณามายาวนาน 30 ปี ได้รับรางวัลมากมาย สำหรับ “เสกสรรค์ อุ่นจิตติ” หรือตุ้ย เด็กฝั่งธน ที่จบมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร แต่ชีวิตผกผันไปเป็นเกษตรกร หลังสวมตำแหน่งกรรมการผู้บริหารได้เพียง 4 ปี ปัจจุบันปลูกผักอยู่ที่เขาใหญ่ เจ้าของสโลแกน “ไม่แปลก ไม่ปลูก” ผักขายดี กะหล่ำปลี และมะเขือเทศเชอร์รี่ 8 สี คุณตุ้ย ในวัย 56 ปี เผยกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า หลังจบคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ทำงานออกแบบ อยู่ในแวดวงโฆษณามาตลอด 30 ปี ย้ายที่ทำงานบ่อย ทุกๆ 3 ปี ย้าย 1 ครั้ง ด้วยเหตุผลว่า ทำงานบริษัทก็เหมือนมาโรงเรียน เมื่อไม่มีอะไรให้เรียนแล้ว ก็ต้องเปลี่ยนที่เรียน ออกไปหาสิ่งใหม่ๆ กระทั่งตำแหน่งงานสุดท้าย คือ MD (กรรมการผู้บริหาร) เอเยนซี่รับผลิตสื่อโฆษณาแห่งหนึ่ง หลังจากรับตำแหน่ง MD ได้เงินเดือนหลายแสน คุณตุ้ย บอกกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า ทำ 4 ปี ตัดสินใจลาออก เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่นักบริหารที่ดี ประกอบกับงานไม่สนุก หนที่สุดก็ไม่ฝืน ตัดสินใจลาออกมาเปิดบริษัทโฆษณาเป็นของตัวเองไม่มีลูกจ้าง เพราะทั้งบริษัททำอยู่คนเดียว “ผมมีลูกค้าประจำอยู่บ้าง เลยตัดสินใจลาออก
ผู้สื่อข่าวได้เดินทางยัง บ้านนายจำรัส ธนภพ อายุ 55 ปี เลขที่ 261 หมู่ 5 ต.บางกุ้ง อ.ห้วยยอด จ.ตรัง ซึ่งเป็นจุดเรียนรู้การปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์ และการเลี้ยงจระเข้ โดยมี นายวงศ์ธวัช ธนภพ อายุ 27 ปีลูกชาย เป็นผู้จัดการและดูแลธุรกิจเลี้ยงจระเข้ ซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัวที่ดำการอยู่ในขณะนี้ ที่ได้รับความสนใจจากชาวบ้าน และนักท่องเที่ยวเข้ามาชมกิจการการเลี้ยงจระเข้กันอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้การเลี้ยงจระเข้ของ นายวงศ์ธวัช มีการนำพันธุ์จระเข้ เลี้ยงในบ่อปูนซีเมนต์ ประมาณ 60 บ่อ จำนวนกว่า 100 ตัว นายวงศ์ธวัช เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ นายจำรัส พ่อได้ประกอบกิจการด้านการเกษตร มีการนำพื้นที่มาปลูกพืชผลทางการเกษตร เน้นการปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์ จากนั้นมีการหันมายึดอาชีพเลี้ยงจระเข้ด้วย เนื่องจากเป็นอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ใหกับครอบครัวได้ดีทางหนึ่ง ด้วยการซื้อพันธุ์จระเข้ามาจากฟาร์ม ใน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เมื่อเลี้ยงได้ขนาดแล้ว ทางฟาร์มจะมาซื้อกลับคืนไป ทำให้ลู่ทางการทำอาชีพนี้จึงสดใส มีอนาคต นายวงศ์ธวัช กล่าวอีกว่า ตนจบการศึกษาด้านดนตรีตะวันตกจากสถาบันราชภัฎบ้านสมเด็จ จากนั้นได้ยึดอาชีพเป็นนักดนตรีในกรุงเท
เปิด 3 เดือน คนทะลัก 200 คิว ต่อหน้าร้าน คุณเกษมสันต์ สัตยารักษ์ หรือ คุณเกษม ผู้จัดการคนเก่งของร้าน มีประสบการณ์ดูแลร้านอาหารฝรั่งชั้นแนวหน้าของประเทศไทยมาแล้วหลายแห่ง สร้างความสำเร็จทั้งชื่อเสียงและรายได้ทะลุเป้าให้กับเจ้าของร้านมาแล้วมากมาย อยู่ในวงการร้านอาหาร 30 ปี ทั้งที่จบการศึกษาเพียงวุฒิ ม.3 คุณเกษม เล่าที่มาของร้าน เดอะคอปเปอร์ บุฟเฟต์ ว่า ทางเจ้าของร้านเป็นนักธุรกิจที่ชอบทานอาหาร บุฟเฟต์ ตระเวนทานมาแล้วหลายที่ รวมถึงโรงแรม 5 ดาว ซึ่งมีความคิดว่าอยากทำร้านอาหารบุฟเฟต์คุณภาพ ดีให้คนไทยได้ทาน จ่ายในราคาที่สมเหตุสมผล ต่อให้ขาดทุนก็ห้ามลดคุณภาพ เมื่อโจทย์ชัดเจนขนาดนี้ ทำงานง่าย “ผมได้รับโจทย์การดูแลร้านอาหารแห่งนี้ 3 ข้อ ข้อแรก อาหารต้องมีคุณภาพ ข้อสอง อยากเห็นภาพลูกค้ามาต่อคิวเยอะๆ ข้อสุดท้าย บริหารงานอย่างโปร่งใส 3 เงื่อนไขดังกล่าวจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของร้านเดอะคอปเปอร์ บุฟเฟต์ ซึ่งใช้งบลงทุน 32 ล้าน ภายในร้านตกแต่งทันสมัย เน้นโชว์ไม้สีอ่อนตัดกับโครงสร้างสีเข้มรวมทั้งสีทองแดง ปรุงอาหารผัดปิ้งย่างให้เห็นกันจะจะ เปิดให้บริการเดือนเมษายน 59” ก่อนทุ่มงบจำนวนไม่น้อย คุณเกษ
การมอบกระเช้าในวาระต่างๆ ถือเป็นการแสดงออกถึงความเป็นมิตรไมตรีที่ดีต่อกันระหว่างผู้มอบและผู้รับ ไม่ว่าโอกาสนั้นจะเป็นการมอบให้เพื่อแสดงความยินดี การอวยพรปีใหม่ การเยี่ยมผู้ป่วย ฯลฯ ปัจจุบันมีกระเช้าบางส่วนปรับเปลี่ยนวัสดุที่ใช้ผลิตจากพืชตามธรรมชาติไปเป็นวัสดุที่มีส่วนผสมจากพลาสติก ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความทนทาน ประหยัด แต่ถึงกระนั้นกระเช้าแบบเดิมที่ถูกผลิตขึ้นจากวัสดุทางธรรมชาติก็ยังได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลาย เนื่องจากมีความสวยงาม ประณีต และดูมีคุณค่า “เถาวัลย์” มักเป็นพืชที่คนคิดว่าชอบรุกราน แล้วสร้างความรกรุงรังให้แก่ป่าเขา แต่แท้จริงแล้วชาวบ้านได้นำเถาวัลย์มาใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิตด้วยการนำเถาวัลย์มาถักสานเป็นของใช้ อย่างตะกร้า ของประดับตกแต่ง เพื่อใช้ในชีวิตประจำวันและขายเป็นสินค้าสร้างรายได้ ต้นเถาวัลย์ที่เพิ่งตัดมาจากในป่า อย่างในจังหวัดอุบลราชธานี มีชาวบ้านตำบลห้วยขะยุง อำเภอวารินชำราบ ชวนกันมาตั้งเป็นกลุ่มเถาวัลย์เพื่อผลิตเป็นกระเช้าเถาวัลย์ส่งขายตามจังหวัดใหญ่สร้างรายได้ นับเป็นกระเช้าจากวัสดุทางธรรมชาติที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้จริง คุณสุเทพ ศิริกุล บ้านเลขที่
ด้วยอาชีพหมอที่รู้ว่าคนป่วยเป็นมะเร็งนั้นมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เลยเป็นสาเหตุทำให้ “สุกิจ จำปาเงิน” รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์โรงพยาบาลบางไผ่ และยังเป็นเจ้าของคลีนิกตรวจโรค บางซ่อน คลีนิก หันมาสนใจเรื่องเกษตร และปลูกผักปลอดสารพิษ สบโอกาสส่งผักเข้าโรงพยาบาล หวังให้คนไข้ได้ทานผักปลอดภัย นอกจากนั้นยังส่งผักตามร้านอาหาร อนาคตวางแผนเกษียณออกมาเป็นเกษตรกร คุณสุกิจ จำปาเงิน รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์โรงพยาบาลบางไผ่ โรงพยาบาลเอกชนแห่งแรกของฝั่งธนบุรี และยังเป็นเจ้าของคลีนิกตรวจโรค บางซ่อน คลีนิก อายุ 59 ปี เล่าว่า หลังจบคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี บินลัดฟ้าไปเรียนต่อแพทย์เวชปฏิบัติที่ประเทศฟิลิปปินส์ จากนั้นต่อ ป.โท หลักสูตรปริญญาโทบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า ก่อนหน้านี้เป็นหมออยู่โรงพยาบาลปากน้ำ 4 ปี รับเงินเดือนหลักแสน ทว่าล่าสุดเข้ามารับตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์โรงพยาบาลบางไผ่ ช่วงที่คุณหมอสุกิจ เข้ามาเป็นรองผู้อำนวยการ คุณหมอ เล่าว่า แต่ละวันจะต้องส่งผู้ป่วยที่ไม่สามารถรักษาได้ที่โรงพยาบาลบางไผ่ไปโรงพยาบาลอื่น ซึ่งโรคที่เป็นกันมาก คือ โรคมะเร็งตับ มะเร็งเต้
อดีตครูสาวไฮโซ จบปริญญาตรี คณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาต่อปริญญาโท ที่ Pittsburgh State University สหรัฐอเมริกา ผันตัวสู่นักจัดอีเว้นท์ครบวงจรทุกรูปแบบ ตอบโจทย์คนที่อยากมีโอกาสพิเศษ ในทุกช่วงเวลาขณะที่ยังใช้ชีวิต นับตั้งแต่เกิดตราบจนลมหายใจสุดท้าย เช่น งานวันเกิด งานหมั้น งานแต่งงาน งานครบรอบ งานรื่นเริง หรือแม้กระทั่งงานศพ คุณอภิภาวดี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา หรือ คุณติ๊ก ปัจจุบันสวมตำแหน่ง Social Director บริษัทเทร เบียง (TrèsBien) จำกัด รับจัดอีเว้นท์ส่วนตัวครบวงจร ในเครืออินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ คุณติ๊ก เปิดเผยว่า ปัจจุบันไลฟ์สไตล์ของคนเปลี่ยนไป มีความต้องการอะไรที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้น ชอบที่จะแชร์ความรู้สึกต่างๆ แชร์เรื่องราว และกิจกรรมที่ทำผ่านโซเชียลมีเดีย ให้เพื่อน ให้สังคมได้มีส่วนร่วม จากความต้องการตรงนี้เลยเป็นที่มาของการจัดอีเว้นท์เฉพาะบุคคล หรือ Personal Life Events “คนในสังคมบางกลุ่มยินดีจ่ายเงินเพื่อที่จะจัดกิจกรรมในช่วงเวลาที่สำคัญๆ ในชีวิต ยกตัวอย่าง เด็ก ป.4 บางคนก็ให้แม่จัดงานวันเกิด หรือบางคู่รักก็จัดงานครบรอบวันแต่งงาน พ่อแม่บางคนจัดงานบวชให้ลูก”
คนในวงการเลี้ยงไก่พื้นเมืองต่างรู้จัก อาจารย์ลิขิต สูจิฆระ กันดี อดีตท่านเป็นอาจารย์ทางด้านการเกษตร แต่พลิกชีวิตมาเป็นเกษตรกร ประกอบกับมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาไก่พื้นเมือง หรือไก่บ้านไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก อาจารย์ลิขิต อยู่ในแวดวงการเลี้ยงไก่มายาวนาน เขาเริ่มต้นแนวคิด พัฒนาและปรับปรุงสายพันธุ์ไก่พื้นเมือง เมื่อปี 2522 ทั้งนี้เพราะเดิมการเลี้ยงไก่พื้นเมืองของเกษตรกรไทย เป็นการเลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติให้ไก่หากินอาหารเอง ปล่อยให้นอนตามใต้ถุนบ้าน หรือตามต้นไม้ ซึ่งการเลี้ยงแบบนี้ทำให้ดูแลรักษาคุณภาพของไก่พื้นบ้านทำได้ยาก ไก่โตช้าหรือใช้ระยะเวลาการเลี้ยงนานกว่าไก่ทางการค้ามาก อีกทั้งคุณภาพของเนื้อไก่ที่ได้จะเหนียวไม่เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภค พูดง่ายๆ อาจารย์ลิขิต อยากปรับปรุง ให้ไก่บ้านพันธุ์ใหม่ ต้องอร่อย ไม่เหนียว ไม่ยุ่ย ไม่คาว ไม่มีกลิ่นสาบ ตัวไก่ต้องมีโครงร่างที่ดี ปริมาณเนื้อมาก ระยะเวลาการเลี้ยงไม่นานจนเกินไป แต่ยังต้องคงรูปร่างหน้าตาของไก่ให้เหมือนกับไก่บ้านไทย จากความมุ่งมั่น ทุ่มเท กลายเป็นความสำเร็จ โดยปี 2532 สายพันธุ์ไก่พื้นบ้านพันธุ์ใหม่ของประเทศได้ถือกำเนิดขึ้
