หลักสูตรเรียนฟรี
“ระนอง” จังหวัดชายฝั่งทะเลตะวันตกของภาคใต้ ที่มีทรัพยากรทางธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติทางทะเลสวยงาม มีป่าไม้ น้ำตก แหล่งน้ำแร่ธรรมชาติ ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมเยือนอย่างต่อเนื่อง จากจุดเด่นในเรื่องเมืองที่อุดมไปด้วยน้ำแร่ร้อนจากธรรมชาติ ทำให้ ณฐกร เอียดดำ หรือ “โก๋” และ สุลาวรรณ สายศิวานนท์ หรือ “นิ่ม” สองสามีภรรยาร่วมกัน สร้างบ้านสุขภาพสมุนไพรณฐวัน (นะ-ถะ-วัน) ภายใต้แนวคิด “ร่วมกันสร้างสุขภาพที่ดีด้วยความสุขของทุกคน” ที่บ้านบางไทร หมู่ที่ 8 ตำบลมะมุ อำเภอกระบุรี โดยนำความรู้เรื่องสมุนไพรที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษมาสานต่อ และต่อยอดรายได้ให้เกิดขึ้นกับชุมชน โดยเปิดให้บริการอบสมุนไพร บริการแช่ และนวดเท้าด้วยน้ำแร่สมุนไพร รวมทั้งยังเปิดจำหน่ายอาหารสมุนไพร และสินค้าเกษตรปลอดสารพิษของชาวบ้าน สุลาวรรณ สายศิวานนท์ กล่าวว่า ได้รับการถ่ายทอดความรู้เรื่องสมุนไพรมาจากพ่อ จึงอยากสานต่อไม่ให้สูญหาย อีกทั้งพบว่าภายในหมู่บ้านและพื้นที่ใกล้เคียง มีการปลูกพืชสมุนไพรอยู่หลายชนิด จึงพูดคุยกับสามี เพื่อนำสมุนไพรมาใช้ดูแลสุขภาพโดยการอบตัวด้วยสมุนไพร ทั้งนี้
“ในชีวิตของแจน แจนคิดเสมอว่าเราเรียนดี ทำงานที่ดี ทำให้คุณพ่อคุณแม่ภูมิใจมาเยอะแล้ว มันไม่พอแล้ว แจนเลยอยากจะทำอะไรสักอย่างให้สังคมโดยรวมภูมิใจ และมีความสุขไปกับแจนด้วย” นี่อาจเป็นประโยคง่ายๆ ที่บอกเล่าความเป็นมาที่ทำให้สาวฮาร์วาร์ดอย่าง แจน- เจนนิสา คูวินิชกุล ทายาทเครือ อลูเม็ท อะลูมิเนียมยักษ์ใหญ่ของไทย เบนเข็มจากการทำงานในบริษัทต่างชาติชั้นนำของโลก มาเริ่มต้นธุรกิจขายความเป็นไทยของตัวเองอย่าง “ปริมมาลัย” ผลิตภัณฑ์ความงามจากดอกไม้ไทย และแบรนด์ขนมโรตีสายไหม “แคนดี้ เครป” ที่ถูกใจชาวต่างชาติจนส่งออกได้ไม่น้อย ก่อนจะริเริ่มธุรกิจของตัวเองเช่นทุกวันนี้ “แจน” ออกไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์นอกบ้านมาไม่น้อย หลังจากเรียนจบปริญญาตรีด้านการบริหารธุรกิจ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เธอเริ่มบทบาทการทำงานด้วยการเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุนที่ฮ่องกงอยู่ 3 ปี ได้เปิดบริษัทนำเข้าส่งออกของตัวเอง ก่อนตัดสินใจมุ่งหน้าพัฒนาทักษะและความรู้ตัวเองด้วยการศึกษาต่อปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และสานต่องานที่ปรึกษาธุรกิจที่สิงคโปร์อีก 2 ปี แม้ว่าชีวิตการทำงานของเธอจะดูสวยหรู แต่แจนกลับบอกว่า ชีวิตหญิ
สองสามี – ภรรยา ที่ชอบค้าขายและความท้าทาย เงินเดือนรวมกันเฉียดแสน ตัดสินใจโบกมือลาชีวิตมนุษย์เงินเดือนในเมืองกรุง ออกเดินทางตามความฝัน ด้วยการปักหมุดสร้างสวนไผ่แห่งความสุข 9 ไร่ ที่จังหวัดอุดรธานี เก็บหน่อไม้ขายวันละ 30 กิโลกรัม ขายกิ่งพันธุ์ร่วมด้วย รายได้เดือนละ 75,000 บาท ชีวิตแฮปปี้ ได้อยู่กับลูกชาย 2 คน ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ แถมได้กินหลากเมนูอร่อยๆ ทำจากหน่อไม้ตลอดทั้งปี คุณเพ็ญศิริ ลลิตวิภาส หรือคุณโบว์ ภรรยาคุณสมเจตน์ หรือคุณสิงห์ สองสามีภรรยาเจ้าของสวนไผ่ ณ บ้านทุ่ง ที่จังหวัดอุดรธานี เล่าว่า ฝ่ายสามีเคยทำงานด้านคอมพิวเตอร์ 14 ปี รับหน้าที่เป็นอาจารย์สอนระบบเซิร์ฟเวอร์ ณ บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เงินเดือนราว 60,000 บาท ส่วนตัวเองจบบัญชี จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ทำธุรกิจส่วนตัว ขายงานศิลปะตุ๊กตาปูนปลาสเตอร์ระบายสี และกระเป๋าผ้าลดโลกร้อน รวมรายได้ 2 คนต่อเดือนก็เกือบ 1แสนบาท อย่างไรก็ตามแม้รายได้จะดี แต่ภรรยาในวัย 37 ปี บอกว่า ไม่ได้ชื่นชอบวิถีชีวิตในกรุงเทพฯ ตรงกันข้ามวางแผนบั้นปลายชีวิตไว้ว่า อยากมีครอบครัวที่อบอุ่น อยากเลี้ยงลูกเอง และที่สำคัญอยากประกอบอาชีพอิสระ นี่คือแรงบัน
เรื่องราวเกษตรวันนี้มากันที่จังหวัดสมุทรปราการ มาดูการปลูกข่า โดยใช้พื้นที่รอบๆ บ่อปลา สามารถสร้างรายได้ถึง 400,000 บาทต่อไร่ ข่าเป็นพืชที่มีลำต้นอยู่ใต้ดินครับประกอบด้วย ใบ ดอก ผลและเมล็ด จัดอยู่ในพืชตระกูลขิง นิยมนำมาประกอบอาหาร นอกจากนี้ดอกและลำต้นอ่อนยังสามารถรับประทานเป็นผักสดได้ 1 ปี จะปลูกข่าได้ 2 รอบโดยจะเลือกเหง้าอ่อนที่พร้อมเจริญเติบโต มาปลูกลงในหลุมขนาดความกว้าง 1 ศอก ลึก 20 เซนติเมตร วิธีการปลูกหลังจากขุดหลุมแล้ว ใส่น้ำจนเกือบเต็มหลุมปลูก วางกอข่า กลบดิน แล้วใส่ปุ๋ยจุลินทรีย์ แล้วรดน้ำอีกรอบ และสำหรับการเก็บผลผลิต จะเก็บในช่วงเช้า หรือ เย็น เนื่องจากสภาพอากาศไม่ร้อนมาก โดยจะใช้เสียมขุดยกขึ้นมาทั้งกอ และใช้มีดตัดใบ ตัดรากออก นำไปล้าง โดยแช่น้ำทิ้งไว้ 1 ชั่วโมงขึ้นไป แล้วน้ำไปฉีดน้ำแรงดันสูงไม่ให้มีเศษดินหลงเหลือ แล้วตัดแต่งให้สวยงามอีกรอล หลังจากล้างและตัดแต่งเรียบร้อยแล้ว จะบรรจุใส่ถุงพลาสติกเจาะ ส่งจำหน่ายให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่มารับซื้อ ในราคากิโลกรัมละ 28 บาท ทั้งนี้ เกษตรจังหวัดสมุทรปราการ บอกว่า ข่าเป็นพืขที่เหมาะทำเป็นอาชีพเสริม เนื่องจากไม่ต้องลงทุนมาก ดูแลง่าย และขา
“ผักหวานป่า” ไม้ยืนต้นขนาดกลาง สรรพคุณทางอาหารเพียบ ปลูกไม่ยาก ไม่ชอบสารเคมี สร้างรายได้ให้เกษตรกรมานักต่อนักแล้ว เฉกเช่น คุณบุญยืน วงค์กระโซ่ เกษตรกรหนุ่มใหญ่ อยู่บ้านเลขที่ 99 หมู่ที่ 3 บ้านโพนไฮ ตำบลหนองแคน อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร คุณบุญยืน เล่าว่า ปลูกผักหวานป่าเป็นอาชีพเสริมมาตั้งแต่ พ.ศ. 2547 สาเหตุที่สนใจปลูกผักหวานป่า เพราะเคยไปศึกษาดูงานเรื่องการปลูกผักหวานป่า ที่อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี ขากลับแวะซื้อต้นกล้าผักหวานป่า และเมล็ดพันธุ์กลับบ้านมาด้วย การปลูกผักหวานป่าด้วยเมล็ดของคุณบุญยืน เขาใช้วิธีการเพาะเมล็ดให้ออกรากเสียก่อน แล้วนำลงปลูก ช่วงปลูกเป็นฤดูฝน ฝนตกสม่ำเสมอ ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องการรดน้ำ ประกอบกับพื้นดินที่ใช้ปลูกมีความสมบูรณ์ค่อนข้างสูง การรอดของต้นกล้าจึงอยู่ในระดับที่น่าพอใจ จากนั้นก็ขยายปลูกเพิ่มเรื่อยๆ จนเต็มพื้นที่ราว 11 ไร่ การดูแลรักษา คุณบุญยืน เล่าว่า ทำเหมือนกับต้นไม้อื่นทั่วไป เช่น การใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ และปุ๋ยเคมี พืชที่เป็นพี่เลี้ยงก็ไม่ให้ความสำคัญมากนัก จะมีเพียงต้นลำไยซึ่งปลูกไว้ห่างๆ นอกจากนั้นยังมีต้นไม้ที่เกิดเองตามธรรมชาติบ้าง
ภาพนักท่องเที่ยวชาวจีนหลั่งไหลเข้าสู่เมืองเชียงใหม่ ทั้งการเดินทางผ่านท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ และเส้นทาง R3A จากแผ่นดินใหญ่ มุ่งหน้าข้ามแดนจากฝั่งลาว มาเยือนล้านนานคร เพื่อเยือนแหล่งท่องเที่ยว และจับจ่ายซื้อสินค้า สร้างความคึกคักแก่เมืองท่องเที่ยวของประเทศไทย เมื่อมาเที่ยวแล้ว เวลากลับก็ต้องมี..ของฝาก ตามประสาชาวเอเชียผู้มีน้ำใจงาม หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อและถูกเลือกซื้อติดไม้ติดมือไปให้คนทางบ้าน ได้แก่ ของขบเคี้ยว ที่มาจากผลิตของชุมชนในท้องถิ่นจำพวก อบแห้ง ซองเล็กน้ำหนักไม่มากพกพาสะดวก เป็นสินค้าที่วางจำหน่ายในร้านของฝากของที่ระลึกเมืองเชียงใหม่ ทั้งที่สนามบิน ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และแหล่งช้อปปิ้งชื่อดังสุดฮิตในหมู่นักท่องเที่ยวจากแดนมังกร ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า สืบความได้สถานที่ก็มุ่งหน้าไปยังแหล่งผลิตทันที ใช้เวลาเดินทางลัดเลาะไปตามถนนต้นยางใหญ่ สายเชียงใหม่-ลำพูน เลี้ยวขวาผ่านหมู่บ้านต่างๆ ไปเรื่อยๆ ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ถึง..วิสาหกิจชุมชนบ้านแควแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร 70/1 หมู่ที่ 3 ตำบลท่ากว้าง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ พี่แดง ทองเพียร ศรีสว่าง ประธานกลุ่มฯ ยืนยิ้มรอต้อนร
คุณณัฐวุฒิ พิมพ์แก้ว อยู่บ้านเลขที่ 30 หมู่ที่ 9 ตำบลสองคอน อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี เล่าให้ฟังว่า เริ่มทำงานเกี่ยวกับการส่งออก ต่อมาเริ่มรู้สึกอยู่ตัวกับสายงานทางด้านนี้ มีแนวคิดตัดสินใจอยากจะมาทำอาชีพทางการเกษตร เพราะอยากมีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น จึงได้มาปรับเปลี่ยนสวนมะขามที่มีอยู่มาทดลองปลูกแคนตาลูป ที่มองว่าน่าจะประสบผลสำเร็จได้ดี คุณณัฐวุฒิ พิมพ์แก้ว และคุณแม่ “สมัยก่อนนั้นคุณแม่ก็ยังไม่ได้ทำอะไร เราก็เลยทดลองปลูกแตงโมกัน ผลปรากฏว่าประสบผลสำเร็จดี ต่อมาพอผมไปทำงานประจำด้านอื่นก็ไม่ได้อยู่ที่บ้าน การปลูกแตงโมก็เลยล้มเลิกไป พอเราไปอยู่ไกลบ้าน ก็เริ่มอยากที่จะมีเวลาให้กับครอบครัวมากขึ้น ก็เลยตัดสินใจอยากกลับมาอยู่บ้านและทำงานที่ใช้ประโยชน์จากที่ดินเราเอง ก็เลยได้แนวคิดว่าจะปลูกแคนตาลูป เพราะในเรื่องของราคาน่าจะดีกว่าแตงโมที่เคยปลูกมาก่อน” คุณณัฐวุฒิ เล่าถึงแนวคิด แปลงปลูก โดยวิธีการปลูกแคนตาลูปของเขาจะใช้วิธีที่ง่ายๆ คือ การปลูกลงในแปลงดินที่เป็นสภาพแวดล้อมแบบเปิด ทำการไถพรวนดินให้ทั่วและยกร่อง จากนั้นนำมูลไก่และปุ๋ยชีวภาพมาผสมลงไปภายในแปลง เพื่อปรับสภาพดินให้มีความสมบูรณ
ปัจจุบัน “ขนตาปลอม” เปรียบเสมือนอวัยวะที่ 33 ของผู้หญิง เพราะลำพังการแต่งหน้าเพียงอย่างเดียวเหมือนว่าจะสวยไม่สุด สมัยนี้สาวๆ ที่รักสวยรักงามจะไม่ปล่อยให้ดวงตาโล่งเตียนเป็นอันขาด ฉะนั้น “ขนตาปลอม” เลยกลายเป็นไอเท็มชิ้นสำคัญบนโต๊ะเครื่องแป้งที่ขาดไม่ได้ “บอกต่อ” คือ แบรนด์ขนตาปลอมของคนไทย ที่ได้รับความนิยมมากในหมู่ช่างแต่งหน้า และขณะนี้ จัดจำหน่ายโดย บริษัท บอกต่อคอสเมติกส์ จำกัด บริหารงานโดยสาวคนสวย คุณชลธิชา ศรีแสวง หรือ คุณปราง ซีอีโอ ดีกรีปริญญาโท คณะเภสัชศาสตร์ สาขาเภสัชอุตสาหกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบ ป.โท คณะเภสัชศาสตร์ ลุยขายของออนไลน์ คุณปราง เผยที่มาของการทำธุรกิจว่า ช่วงที่เรียนปริญญาโท เคยขายของออนไลน์ จำพวกครีมทาหน้า สบู่ล้างหน้า ยาลดความอ้วน โดยลักษณะรับมาขายไป ขายได้ 4 เดือน เริ่มมองหาสินค้าใหม่มาทำตลาด โดยคิดว่า ขายอะไรที่ร้านอื่นไม่ขาย หาความแตกต่าง กระทั่งสรุปว่า “ขนตาปลอม” ในขณะนั้นราวปี 2554 เป็นสินค้าที่ร้านค้าออนไลน์ยังไม่นิยมนำมาจำหน่าย คุณปราง รับขนตาปลอมมาขายในอินสตาแกรม (IG) โดยเธอใช้วิธีจูงใจลูกค้าด้วยการรีวิวสินค้าเอง ให้คนซื้อเห็นว่าเจ้าของร้านใช้จริง ขายใ
กรณีมีการแชร์ภาพวุ้นกะทิจากเพจ “วิไลวรรณ บ้านขนมไทย” ที่โพสต์ขายวุ้นกะทิไอเดียกระฉูด ทำเป็นรูปน้องหมาหน้าย่น ขายกล่องละ 25 บาท สร้างความฮือฮาให้กับสังคมโซเชี่ยลอย่างมาก เข้ามาเมนต์กันถล่มทลายถึงรูปทรงของขนม ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น ความคืบหน้าเมื่อช่วงดึกวันที่ 16 พ.ค. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่ร้านขนมของเจ้าของเพจที่โด่งดังในชั่วข้ามคืน คือ นางวิไลวรรณ มีเงิน อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 115/240 หมู่บ้านเมืองประชา ซอย 8 หมู่ 10 ต.บางคูวัด อ.เมือง จ.ปทุมธานี ซึ่งเจ้าตัวเปิดใจว่า เป็นพนักงานบริษัทบรรจุอาหารทะเล ชื่นชอบทำขนมมาก เรียนรู้และศึกษาการทำวุ้นมาจากยูทูบ ทำเสร็จก็จะแบ่งให้เพื่อนบ้านทดลองชิม จากนั้นปรับปรุงรสชาติเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง
เด็ก ป.3 อายุ 8 ขวบ โรงเรียนจันทศิริวิทยา ใฝ่ดีช่วยพ่อแม่หารายได้เสริม ด้วยการใช้ประโยชน์พื้นที่ข้างบ้านปลูกผักปลอดสารพิษสุดฮิต อาทิ ต้นอ่อนทานตะวัน ต้นอ่อนผักบุ้ง ต้นอ่อนหัวไชเท้า เบบี้คะน้า และผักโตเหมี่ยว ปลูก 7 วัน ตัดไปขายตลาดนัด หารายได้เสริมแต่ละเดือนหนึ่งหมื่นบาท ไว้เป็นทุนซื้อของเล่น และจ่ายค่าเทอม คุณอัญชลี หิรัณยรัชต์ หรือคุณแอน คุณแม่น้องภูริ ทองป้อง ปัจจุบันเป็นนักเรียนประถมศึกษาชั้นปีที่ 4 โรงเรียนจันทศิริวิทยา คุณแม่แอน เล่ากับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า เมื่อ พ.ศ. 2558 น้องภูริในวัย 8 ขวบ อยากได้โน๊ตบุ๊ค ในฐานะแม่เห็นว่าเป็นของใช้ที่เกินตัว และยังไม่มีความจำเป็นต่อเด็กในวัยนี้ เลยบอกไปว่า ยังเด็กอยู่ แต่หากอยากจะได้จริงๆ ต้องเก็บเงินซื้อเอง เลยเป็นที่มาของการปลูกผักขาย แม้จะเสนอเงื่อนไขให้ลูกชายหาเงินเอง แต่ฐานะคนเป็นแม่ก็อดที่จะช่วยเหลือลูกไม่ได้ คุณแอน เลยบอกให้น้องภูริ ปลูกผักขาย เพราะเห็นว่าไม่ยาก เด็กสามารถปลูกได้ อีกทั้งครอบครัวก็ปลูกผักทานอยู่แล้ว “ที่บ้านของเรา ปลูกผักง่ายๆ กินกันเองเป็นประจำอยู่แล้ว เลยพอมีพื้นฐาน ประกอบกับค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มว่าผักชนิดไหน ปลูกไม
