หลักสูตรเรียนฟรี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หมู่บ้านแก่นท้าว หมู่ที่ 2 ต.เสมา อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา บรรดาผู้สูงอายุในหมู่บ้าน ได้หาอาชีพเสริมด้วยการแกะมะขามเปียกเพื่อขายให้กับพ่อค้าคนกลางกันอย่างคึกคัก ภายหลังจากที่เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ว่างเว้นจากการทำอาชีพเกษตรกร เนื่องจากน้ำในอ่างเก็บน้ำหลักของจังหวัดนครราชสีมา เหลือน้ำน้อย ซึ่งทางชลประทานจังหวัดนครราชสีมา ไม่มีการส่งน้ำให้เกษตรกรเหมือนทุกปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงทำให้ชาวบ้านว่างงาน คนวัยหนุ่ม สาว จึงออกไปทำอาชีพรับจ้างรายวันในตัวเมือง และในโรงงานต่างๆ ทิ้งไว้แต่ผู้สูงอายุให้อยู่ในหมู่บ้าน ดังนั้นผู้สูงอายุเหล่านี้จึงได้หาทำอาชีพเสริมเพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัว ด้วยการไปรับซื้อมะขามสุกจากต้น ที่อยู่ในหมู่บ้านต่างๆ แล้วนำมาแกะเมล็ดออกจากฝัก เพื่อขายให้กับพ่อค้าคนกลางที่จะมารับซื้อถึงหมู่บ้าน นางสมพร ซอสูงเนิน อายุ 72 ปี ชาวบ้านเปิดเผยว่า ช่วงนี้ในหมู่บ้านเหลือแต่คนเฒ่า คนแก่ เนื่องจากคนหนุ่ม สาว ออกไปหาทำอาชีพรับจ้างทั่วไปในตัวเมือง ทำให้คนเฒ่า คนแก่ ซึ่งเคยทำไร่ ทำนา อยู่ไม่เป็นสุขต้องหาทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ช่วงว่างจากภารกิจประจำวัน เพื่อหารายได
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ นายพรประเสริฐ ศรีอารักษ์ ชาวนาบ้านนาคอกควาย หมู่ 2 ตำบลดงขวาง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม เปิดเผยว่า ตนเองและภรรยามีที่นาอยู่ประมาณ 6 ไร่ โดยในทุกๆ ปีจะมีการปลูกข้าวปีละ 2 ครั้ง แต่ในระยะหลังๆ ต้องเจอกับปัญหาภัยแล้ง ดังนั้น จึงพยายามหาพืชชนิดอื่นที่ใช้น้ำน้อยมาปลูกทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง โดยได้เลือกเอาการปลูกข้าวโพดหวานมาปลูกในพื้นที่ เพราะมีการประกันราคาจากบริษัท ซึ่งอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 23 บาท อีกทั้งทางบริษัทจะเป็นผู้ลงทุนให้ตั้งแต่ เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยเคมี และยาป้องกันแมลง แต่เราจะต้องหมั่นดูแลเอาใจใส่ในการปลูกข้าวโพดหวานตลอดระยะเวลา 4 เดือน โดยในปีที่มาผ่านตนเองมีกำไรอยู่ที่ประมาณ 50,000 บาท แต่ปีนี้คาดว่าจะได้มากกว่าเดิมอีกเกือบเท่าตัว เพราะเริ่มรู้วิธีการดูแลรักษาป้องกันไม่ให้ข้าวโพดเสียหาย นอกจากนี้ ตนเองและภรรยายังมีการปลูกพืชผักสวนครัวไว้รับประทาน และปลูกดอกดาวเรืองไว้ข้างๆ แปลงข้าวโพดเพื่อจำหน่ายอีกด้วย ซึ่งแทบจะไม่ต้องดูแลอะไรมากมายเพราะได้ทั้งปุ๋ยและน้ำจากแปลงข้าวโพดอยู่แล้ว ทำให้ในทุกๆ วัน ตนเองมีรายเสริมในส่วนนี้เพิ่มขึ้นมาอีกกว่า 300 บาทต่อวันเลยที
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 นายจันทร์ แสงศรีจันทร์ อายุ 57 ปี บ้านเลขที่ 68 หมู่ 12 ต.น้ำแวน อ.เชียงคำ จ.พะเยา กล่าวว่า ตนปลูกลำไยประมาณ 200 ต้น ทุกปีจะต้องมีการตัดแต่งกิ่งลำไย เพื่อจัดพุ่มและให้ผลผลิตมากขึ้น ลูกโต ซึ่งการตัดแต่งกิ่งลำไยนั้นกิ่งของไม้ลำไยที่ตัดหากปล่อยทิ้งก็เสียดาย ดังนั้นจึงนำมาทำเป็นฟืนหรือทำถ่านไม้ลำไยสำหรับใช้ในครัวเรือน ปีแรกๆเมื่อลองนำมาทำพบว่า ถ่านที่ทำมาจากไม้ลำไยจะมีเนื้อแน่น ขี้เถ้าน้อย ไฟแรง ทำให้ประหยัดเวลาในการทำอาหาร แต่ละปีจะมีต้นลำไยประมาณ 200 ต้น ที่จะตัดแต่งกิ่งแล้วนำมาแปรรูปเป็นถ่านไม้ลำไยจะได้ถ่านน้ำหนักไม่น้อยกว่า 500 กก. เก็บไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี ส่วนที่เหลือก็ขายให้กับเพื่อนบ้านและผู้ที่นิยมใช้ถ่าน กก.ละ 12 บาท นายจันทร์ กล่าวต่อว่า การตัดแต่งกิ่งลำไยของชาวสวนลำไยน้ำแวนจะตัดทุกปี บ้างก็ขายเป็นฟืนให้แก่โรงงานอบลำไย หรือโรงอบที่ต้องการใช้ฟืน หรือประชาชนทั่วไปที่ต้องการใช้ฟืนทำอาหารในครัวเรือน นอกจากจะทำให้ต้นลำไยถูกตัดแต่งกิ่งอย่างเหมาะสมและให้ผลผลิตที่มีคุณภาพในปีถัดไปแล้ว เจ้าของสวนลำไยยังมีถ่านไม้ลำไยสำหรับใช้ทำเชื้อเพลิงในครัวเรือนและมีรายได้เสริมด
เมื่อเวลา 08.40 น.วันที่ 22 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณริมคลองพังงา บ้านฝ่ายท่า ม.1 ต.ถ้ำน้ำผุด อ.เมืองพังงา นายสมจิตร ช่างทอง อายุ68 ปี เกษตรกรวัยเกษียนชาวตลาดพังงา ได้ใช้พื้นที่ 1ไร่เศษ ปลูกต้นกาหยี หรือต้นมะม่วงหิมพานต์ และต้นจิกนา ซึ่งเป็นไม้ยืนต้น ทำการตัดแต่งกิ่ง เพื่อเก็บใบอ่อนขาย สามารถสร้างรายได้วันละ 500-2,000 บาท ซึ่งปัจจุบันผลผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดในพื้นที่ โดยเฉพาะพ่อค้าคนกลางที่มารับไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง นายสมจิตร ช่างทอง เปิดเผยว่า รู้สึกมีความสุขกับการทำการเกษตรแบบนี้ เพราะไม่ต้องดุแลวุ่นวายมาก แต่เดิมนั้นตนเองปลูกพืชผักล้มลุกแบบทั่วๆไปขาย ซึ่งรู้สึกเหน็ดเหนื่อยและไม่ค่อยคุ้มค่ากับการลงทุน มีความยุ่งยากในการดูแล จึงเริ่มคิดปลูกพืชยืนต้นเก็บใบอ่อนขายเมื่อประมาณ 12 ปีที่แล้ว พร้อมกับเริ่มลงมือทำโดยการรวบรวมพันธุ์ต้นกาหยี หรือมะม่วงหิมพานต์และต้นจิกนา ลงปลูกในพื้นที่ คอยตัดแต่งกิ่งและตัดใบอ่อนออกขาย ซึ่งสามารถตัดใบอ่อนขายได้ทุกวัน โดยนำมาขายเป็นมัดๆละ 5 บาท บางช่วงสามารถตัดขายได้ถึง 400 มัด ซึ่งรายได้สามารถเลี้ยงชีพได้เป็นอย่างดี นับเป็นการเกษตร
วันที่ 21 ก.พ. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่ามีหนุ่มช่างศิลป์ทิ้งอาชีพวาดรูปตามโบสถ์รายได้เดือนละร่วมแสนบาท มาทำเกษตรผสมผสานที่บ้านหนองบัวลอง ต.บ้านเป้า อ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดภรรยา ผู้สื่อข่าวจึงลงพื้นที่ตรวจสอบ ที่หมู่บ้านดังกล่าวนายสุวิทย์ ตะเพียนทอง อายุ 36 ปี หนุ่มดีกรีปริญญาตรี เอกศิลปะ ชาวกรุงเทพมหานคร และน.ส.ดวงเนตร ตอบไธสง อายุ 27 ปี ภรรยา โดยนายสุวิทย์ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ตนมีอาชีพเป็นช่างศิลป์รับวาดรูปพุทธประวัติตามโบสถ์วิหารต่างๆ ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดตามที่ได้รับว่าจ้าง ที่เคยทำมากว่า 20 ปี มีรายได้เดือนละเกือบ 1 แสนบาท จากนั้นจึงหันมาทำการเกษตรแบบผสมผสานที่บ้านเกิดของภรรยา เพราะอยากมีอาชีพที่เป็นหลักแหล่ง มั่นคง ไม่ต้องตระเวนรับจ้างไปเรื่อยๆ ถึงจะมีค่าตอบแทนที่ค่อนข้างสูงก็ตาม แต่หากมาทำการเกษตรมองว่าเป็นอาชีพที่มั่นคงมากว่า เพราะนอกจากจะบริโภคในครัวเรือนได้แล้วยังสามารถเก็บผลผลิตขายได้อีกด้วย ที่สำคัญยังได้อยู่กับครอบครัว และยังได้ดูแลพ่อแม่ยามแก่ชราอีกด้วย นายสุวิทย์ กล่าวต่อว่า ถึงแม้ที่ผ่านมาจะยังไม่เคยทำการเกษตรมาก่อน แต่ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจจึ
วันที่ 21 กุมภาพันธ์ ที่บริเวณริมถนนเชื่อมระหว่าง ต.บ้านโพธิ์-ต.พระพุทธ อ.เมือง จ.นครราชสีมา ได้มีประชาชนกำลังเลือกซื้อเมล่อนหวานกันอย่างคึกคัก ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นสวนเมล่อนหวาน ที่มีเกษตรกรทำการปลูกอยู่ริมคลองบริบูรณ์ และอยู่ระหว่างกำลังเก็บลูกเมล่อน เพื่อขายส่งตามออเดอร์ให้กับตลาดไทย และห้างสรรพสินค้าต่างๆ นายภานุพงศ์ จันทรังษี อายุ 30 ปี เกษตรกรชาว ต.โพธิ์กลาง อ.เมือง จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า ในอดีตนั้นตนมีอาชีพเป็นเกษตรกรทำนา ปลูกข้าว เหมือนกับเกษตรกรทั่วๆ ไป แต่ต่อมาได้ประสบกับปัญหาความแห้งแล้งมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ได้ผลผลิตไม่ดี จึงได้ผันตัวเองมาทดลองปลูกเมล่อนเมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้ว ซึ่งช่วง 3 ปีแรกก็ยังไม่ได้ผลผลิตที่ดีนัก เนื่องจากยังไม่เข้าใจธรรมชาติของเมล่อน จนกระทั่งเข้าสู่ปีที่ 4 จึงเริ่มเข้าใจว่าเมล่อนนั้นชอบดินที่มีลักษณะดินเหนียว แต่ตนเองไม่มีพื้นที่ลักษณะดังกล่าว จึงได้หาเช่าพื้นที่เกษตรกร ที่อยู่ใกล้ลำน้ำสาธารณะและถูกปล่อยทิ้งร้างในช่วงหน้าแล้ง “ส่วนการปลูกก็ใช้ระบบน้ำหยาดตามท่อพีวีซี เพื่อให้ประหยัดน้ำ และดูแลรักษาอย่างดี ซึ่งเมล่อนที่ตนเองปลูก ก็จะมี 4 สายพันธุ์ ได
วันที่ 21 กุมภาพันธ์ ที่บ้านหนองจาน ตำบลแจระแม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี มีชาวบ้านยึดอาชีพปลูกดอกเบญจมาศ เนื่องจากได้ผลผลิตดี มีกำไรงาม โดยนายบุญมี สนาม อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 184 หมู่ 4 บ้านหนองจาน ตำบลแจระแม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี เกษตรกรผู้ปลูกดอกเบญจมาศขาย กล่าวว่า ตนและครอบครัวได้ปลูกดอกเบญจมาศปีนี้เป็นปีที่ 2 ซึ่งในปีแรกประสบปัญหาน้ำท่วม ทำให้ไม่ได้ผลผลิตและขาดทุน แต่ตนและครอบครัวยังไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ปีนี้ตนจึงทดลองปลูกอีกครั้ง ซึ่งก็ประสบความสำเร็จ นายบุญมีกล่าวว่า การดูแลรักษาปลูกดอกเบญจมาศก็ง่าย เพียงแค่รดน้ำในตอนเช้าเท่านั้น และปุ๋ยอินทรีย์ทั่วไปที่หาได้ตามท้องตลาด เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว ก็ตัดไปส่งให้กับพ่อค้า-แม่ค้า ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งรับไม่อั้น ในราคากิโลกรัมละ 70 บาท โดยในแต่ละวันของฤดูกาลเก็บเกี่ยว สามารถตัดส่งขายได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 50 กิโลกรัม ที่สำคัญได้เลือกวิธีการปลูกแบบหมุนเวียน โดยเมื่อหมดแปลงแรก ก็สามารถตัดดอกเบญจมาศในแปลงต่อไปได้ ทำให้มีรายได้หมุนเวียน ผลผลิตดอกเบ็ญจมาศไม่ล้นตลาด สำหรับเบญจมาศ เป็นไม้ดอกที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากไม่ว
คุณเขมมิกา ณ สงขลา หรือที่รู้จักกันในนาม “ กุ้ง เขมมิกา” ผู้โด่งดัง ในโลกความสวยความงามแบบมหัศจรรย์ด้วยภูมิปัญญาไทย แบบไม่เหมือนใคร คือ ใช้สองมือ ตบ ทุกสัดส่วนในร่างกาย ตั้งแต่ใบหน้า ไหล่ นม เอว สะโพก ต้นขา น่อง หนึ่งเดียวในไทย หนึ่งเดียวในโลก ที่ใช้เวลาพิสูจน์ฝีมือ และความจริง จากสิ่งที่ใครก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้ตลอดระยะเวลา 32 ปี จากการถ่ายทอดศาสตร์วิชาจากคุณยาย ที่ล่วงลับไปหลายปี ที่ผ่านมา คุณกุ้ง ได้ฝากชื่อไว้ในแผ่นดินไทย ด้วย ศาสตร์การตบนม เติมเต็มฝัน สำหรับสาวๆ ที่หวาดกลัวการศัลยกรรม ตบปรับนมเล็กให้ใหญ่ หรือ ปรับนมใหญ่ให้กระชับไม่หย่อนคล้อย เธอสามารถทำได้ หรือแม้แต่คนที่ศัลยกรรมมาแล้วนมแข็งเป็นพังผืด ก็สามารถนวดและตบปรับให้นิ่มและจัดรูปทรงเป็นธรรมชาติได้ ถ้าหัวใจของการทำงาน ไม่ว่าจะอยู่ในอาชีพใด คือ การพัฒนา คุณกุ้งเองก็เช่นกัน เธอได้พัฒนาและพลิกแพลง จนนำไปสู่ศาสตร์การตบปรับสรีระแทบทุกส่วนในร่างกาย สามารถทำเงินได้แบบมหาศาล ย้อนกลับไป คุณกุ้งนั้น ดังเปรี้ยงปร้างมาจากการเปิดตัว “ศาสตร์ตบหน้า” ที่เธอบอกว่า สามารถออกสื่อ ออกงานได้สบาย เพราะไม่ใช่เรื่องลับเหมือนตบนม และที่โด่งดังและเป็นท
สมัยนี้ใครๆ ก็มีสมาร์ทโฟนอยู่ในมือกันแทบทั้งนั้น และสิ่งที่ตีคู่กันมาก็คืออุปกรณ์ตกแต่งหรือ “เคส”ที่ช่วยเพิ่มความสวยงาม น่าใช้ บ่งบอกถึงสไตล์ของเจ้าของได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเดินไปตลาดย่านไหนก็เจอร้านขายเคสโทรศัพท์วางขายให้เกลื่อนกลาด มีทุกรุ่นทุกแบบ รุ่นไหนที่ว่าฮิต รุ่นไหนที่ว่าฮอตนั้นมีให้เลือกซื้อแถบทั้งนั้น เมื่อเคสโทรศัพท์ได้รับความนิยม จึงเป็นโอกาสทองในการเริ่มต้นธุรกิจ สร้างรายได้เข้ากระเป๋ามากมาย คุณต้นหลิว-กชกร ฝักเจริญผล วัย 19 ปี นิสิตชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินวิโรฒ ประสานมิตร เริ่มต้นขายเคสโทรศัพท์มือถือผ่านอินสตราแกรม โดยเธอเล่าว่า ขายเคสมาได้ 2 ปีแล้ว เพราะชื่นชอบการใส่เคสคิดว่าใส่แล้วจะทำให้โทรศัพท์ดูดีขึ้น ดูสวยขึ้นตามสไตล์เคสที่ใส่ อีกอย่างเป็นคนที่เปลี่ยนเคสบ่อยเวลาซื้อมามันก็มีดีบ้างไม่ดีบ้าง จนเกิดความคิดว่าอยากจะทำเคสขึ้นมาเองจะได้ถูกใจตัวเอง ด้วยการศึกษาวิธีทำจากอินเตอร์เน็ต แล้วฝึกมาเรื่อยๆ เรียนรู้เทคนิคต่างๆ วิธีการทำให้เคสที่ได้ออกมาใสและเนียน รวมถึงเทคนิคอื่นๆ ที่นำมาปรับใช้กับเคสของที่ร้าน “ตอนแรกแค่ซื้ออุปกรณ์มาทำใช้เอ
จังหวัดเชียงใหม่..ไม่เพียงเพราะเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ หากแต่..เสน่ห์ ของดินแดนล้านนาต่างหากที่ทำให้..เชียงใหม่ ไม่เคยหลับใหล ยิ่งแสงสียามค่ำ คงทำให้ความรู้สึกของวัยรุ่นหนุ่มสาว-กลุ่มคนเที่ยวกลางคืนคึกคักและสนุกสนานมากขึ้น เสียงเพลงดังลอดออกมาจากร้านค้าในย่านบันเทิงกลางเมืองเชียงใหม่ แม้ภายในจะมีอาหารหลากหลายเมนูให้เลือกเสพ แต่กลิ่นหอมเย้ายวนใจของ..ปลาหมึกย่างบนเตาถ่านที่ไฟกำลังคุ..จากพ่อค้าเร่ข้างนอก กลับดึงดูดความสนใจของลูกค้าหญิงชายได้มากกว่า สมศักดิ์ หรือ ศักดา แก้วเงิน หนุ่มวัยกลางคน เอื้อนเอ่ยว่า นี่คือเหตุผลที่ตัดสินใจเดินออกจากร้านเหล้า ซึ่งตนเองเล่นดนตรีอยู่กับเพื่อนๆ ออกมาทำ ‘กับแกล้มเทพเจ้า’ โคตรอร่อย ตระเวนไปตามแหล่งท่องเที่ยวทุกค่ำคืน โดยนำชื่อกลุ่มมอเตอร์ไซค์ชอปเปอร์ ‘ก๊อดออฟธันเดอร์ – God of thunder’ มาเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว “เดิมผมจะเล่นดนตรีตอน 3 ทุ่ม แต่ก็จะไปร้านก่อนตั้งแต่ 1 ทุ่ม ไปช่วยเขาทำกับแกล้มให้ลูกค้าที่มานั่งดื่มในร้าน เพราะร้านก็เป็นพรรคพวกกัน ผมชอบคิดเมนูใหม่ขึ้นเอง ทำออกมาแล้วอร่อย แต่ที่น่าแปลกคือ เวลารถเร่ปลาห
