หลักสูตรเรียนฟรี
สมัยที่อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ยังมีชีวิตอยู่ ผมได้ไปพบกับอาจารย์ที่บ้านดำนางแล จังหวัดเชียงรายหลายครั้ง ที่บ้านดำนางแลเป็นทั้งที่อยู่อาศัย ห้องเขียนรูป หอแสดงงาน บ้านของอาจารย์ถวัลย์ซึ่งตกแต่งเหมือนเป็นพิพิธภัณฑ์มี 40 กว่าหลัง ทุกหลังจะมีของเก่า ของแปลก หนังสัตว์ และเขาสัตว์ ตั้งโชว์ไว้จำนวนหลายชิ้นมาก มีบ้านอยู่หลังหนึ่ง มีมีดหน้าตาแปลกและงานศิลปะที่เป็นโลหะแสดงไว้ ล้วนมีคุณค่าทั้งสิ้น ที่สะดุดตาคือ มีดขนาดต่างๆ สะดุดตาก็เพราะรูปทรงของมีดไม่เหมือนใคร โดยมีหน้าตาแปลกอย่างไรให้ดูจากภาพประกอบ เพราะอธิบายด้วยตัวหนังสือให้เห็นภาพยากมาก ตอนแรก ผมนึกว่ามีดเหล่านี้อาจารย์ถวัลย์ซื้อมาจากต่างประเทศ เพราะท่านเดินทางบ่อย แต่จริงๆ แล้ว มีมีดเพียงบางเล่มเท่านั้นที่ซื้อมาจากต่างแดน ส่วนใหญ่เป็นมีดที่อาจารย์ถวัลย์ออกแบบเอง แล้วจ้างให้ช่างทำมีดทำให้ ไม่ได้เป็นช่างเมืองนอก แต่เป็นช่างไทยนี้แหละ จะเป็นช่างที่ไหน ตอนนั้นผมก็ไม่ได้สนใจเพราะไม่เคยคิดที่จะสะสมมีด บังเอิญเมื่อเดือนที่แล้ว ผมไปเที่ยวที่จังหวัดอุทัยธานี หลังจากได้ท่องเที่ยวไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ แล้ว คนที่นั่นพาผมไปชมโรงงานทำมีดที่มีชื่อว่า มี
คุณบุรินทร์ เกล็ดมณี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เรดดี้แพลนเน็ต จำกัด กล่าวว่า ในขั้นตอน และกระบวนการของการทำการตลาดออนไลน์ ส่วนใหญ่ผู้ประกอบมักมุ่งเป้าไปที่การวัดผลความสำเร็จของธุรกิจผ่านยอดขายหรือผลกำไรเป็นหลัก ไม่ว่าจะวัดผลจากการที่ลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้าที่หน้าร้าน คลิกซื้อสินค้าบนหน้าเว็บไซต์ หรือโทรเข้ามาสอบถาม และพนักงานปิดการขาย ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการวัดผลความสำเร็จในมุมทางการเงินทั้งสิ้น ซึ่งแท้จริงแล้วยังมีการวัดผลธุรกิจออนไลน์อีก 3 แง่มุม ที่หลายธุรกิจอาจมองข้ามไป แต่ล้วนมีผลต่อการทำธุรกิจออนไลน์อย่างยั่งยืน เรดดี้แพลนเน็ตในฐานะผู้นำการตลาดดิจิทัลแบบเน้นผลลัพธ์ที่ทำธุรกิจในประเทศไทยมานานกว่า 16 ปี ขอแนะนำผู้ประกอบการเสริมการวัดผลธุรกิจออนไลน์ด้วย 1. แง่มุมด้านลูกค้า (The Customer Perspective)ผู้ประกอบการ สามารถวัดความสนใจของลูกค้าเป้าหมายต่อสินค้าหรือบริการ ได้จากจำนวนคลิกที่ลูกค้า คลิก เข้ามายังโฆษณาของธุรกิจ เช่น ผู้ประกอบการทำโฆษณาแบบดิสเพลย์แบนเนอร์ กลุ่มเป้าหมายที่เห็นแบนเนอร์มีจำนวนทั้งสิ้น 10,000 คน มีคนเห็นทั้งหมด 5,000 คน เท่ากับ 50% ของกลุ่มเป้าหมาย มีคน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวัดสงขลาได้ขยายผลการปลูกยอดกล้วยหอมทอง ตามโครงการปลูกกล้วยหอมทองปลอดสารพิษเพื่อการส่งออกของจังหวัดสงขลา โดยนำร่องที่ อ.ระโนด จ.สงขลา และขยายผลต่อยอดที่ ต.คลองกวาง ต.ท่าประดู่ อ.นาทวี จ.สงขลา กว่า 30 คน โดยรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มปลูกกล้วยหอมทองนาทวี อ.นาทวี จ.สงขลา ทั้งนี้มีการทำสัญญารองรับผลผลิตกับบริษัท แพน แปซิฟิค ฟู้ด คอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ขณะนี้มีการขยายผลมาปลูกในพื้นที่เกือบ 100 ไร่ ใน อ.นาทวี ซึ่งถือเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ของจังหวัดสงขลา และในพื้นที่ อ.นาทวี ด้วย นางปวีรัตน์ พรหมเลิศ เลขานุการกลุ่มปลูกกล้วยหอมทองนาทวี อ.นาทวี จ.สงขลา เปิดเผยว่า ตามที่จังหวัดสงขลาได้สนับสนุนและขยายผลต่อยอดการปลูกกล้วยหอมทองมายังพื้นที่ อ.นาทวี สร้างความสนใจแก่เกษตรกร โดยสมาชิกในกลุ่มได้โค่นสวนยางพาราบางส่วนเพื่อทดลองปลูกกล้วยหอมทอง ผสมผสานกับผักสวนครัว ซึ่งสามารถสร้างรายได้ระหว่างรอการเจริญเติบโตของกล้วยหอมทอง เช่น ปลูกพริก มะเขือ สับปะรด และตะไคร้ ระหว่างต้นกล้วย เพื่อเป็นการไล่แมลงที่จะมาชอนไชอีกด้วย สำหรับกล้วยหอมทอง มีทั้งแปลงที่เพิ่งปลูกได้ 1-2 เดือน 3-5 เดือน แล
สำหรับมนุษย์เงินเดือนแล้ว การทำงานที่รับแต่เงินเดือนอย่างเดียว อาจจะเสี่ยงเกินไปในการสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต ดังนั้น การหาอาชีพเสริมควบคู่ไปด้วยโดยไม่กระทบกับ หน้าที่การงานที่รับผิดชอบอยู่ จึงเป็นทางเลือกที่ดี เช่นเดียวกับ คุณซิน สุมนา แจวเจริญวงศ์ วัย 44 ปี ที่หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับบทบาทนักข่าวภาคสนาม ช่อง 3 ของเธอ ด้วยว่า เห็นจากหน้าจอทีวีบ่อยๆ นอกจากการทำงานในอาชีพนักข่าวแล้ว วันนี้ คุณซิน สวมบทบาท คุณแม่ ของน้องชะเอม วัย 2 ขวบ ซึ่ง ชื่อแบรนด์ปลาทูต้มหวานที่เธอทำอยู่ ก็มาจากชื่อลูกสาวตัวน้อยของเธอนั่นเอง คุณซิน เล่าว่า ปลาทูต้มหวาน เดิมทีเป็นธุรกิจของครอบครัว ตั้งแต่สมัยคุณย่า เมื่อสักราว 50 ปีมาแล้ว ด้วยพื้นเพเป็นชาว อ.หลังสวน จ.ชุมพร คุณย่าทำปลาทูต้มหวาน และนำไป หาบเร่ขายยังเมืองคอน (จ.นครศรีธรรมราช) สืบต่อจากคุณย่า ก็เป็นคุณป้า ที่ปัจจุบันยังยึดอาชีพนี้ โดย มีญาติที่เป็นคุณอา มีเรือประมง ออกหาปลาทู ได้ปลาทูคุณภาพ สามารถคัดตัวสวยๆ มาทำได้เอง สำหรับปลาทูต้มหวาน สูตรคุณย่านี้ ต้องเคี่ยวถึง 7 วัน 7 คืน จนก้างนิ่ม กินได้ทั้งตัว โดยก่อนนำไปเคี่ยว ก็ใช้ไม้ไผ่ หรือชานอ้อย วางปูพ
‘หนังสือ’ นอกจากบรรจุตัวอักษรที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายแล้ว สำหรับหลายคน ‘หนังสือ’ ยังเต็มไปด้วยความทรงจำที่ควรค่าแก่การเก็บรักษา แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องความคงทนของกระดาษ ทำให้หนังสือส่วนมากมักเสียหายและชำรุดไปตามกาลเวลา และเมื่อหนังสือเสียหาย การหาซื้อหนังสือเล่มใหม่ก็ไม่อาจทดแทนความทรงจำและเรื่องราวที่มีต่อหนังสือเล่มเก่าได้ จนเมื่อมีการเกิดขึ้นของร้านซ่อมหนังสือ ที่มีอยู่ไม่กี่แห่งในประเทศไทย ทำให้หนังสือที่เสียหาย สามารถกลับคืนมาสู่สภาพเดิมได้ ผู้คนที่รักหนังสืออาจรู้จักและเรียกเขาว่า “หมอรักษาหนังสือ” แต่จากการได้พูดคุยกับ พี่กุ๊ก ภัทรพล ฉัตรชลาวิไล เจ้าของร้านซ่อมหนังสือ Book Clinic การนิยามให้เขาเป็น “นักรักษาความทรงจำ” ก็คงไม่เกินเลยจากความจริงเท่าใดนัก หลังเสร็จสิ้น การปรับปรุงบ้านขนานใหญ่ พี่กุ๊ก ยินดีเปิดโฮมออฟฟิศ ให้ข่าวสดออนไลน์ ได้พูดคุยบางแง่มุมของคนซ่อมหนังสือ พี่กุ๊ก เริ่มเล่าว่า จุดเริ่มต้นของการทำร้านซ่อมหนังสือ มาจากได้ทำงานร้านถ่ายเอกสาร เข้าเล่มหนังสือ ตอนหลังมีลูกค้าเอาหนังสือมาให้ซ่อม เพราะชอบที่ตนเย็บหนังสือได้ดี เมื่อทำแล้วผลงานออกมาดี เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นให
หากนึกถึงภาพสมัยอดีตในชนบทต่างจังหวัด เมื่อเอ่ยถึงบึงหรือคลองที่เป็นแหล่งน้ำที่เงียบสงบ หลายๆ คน อาจจะเคยเห็นภาพฝูงลูกปลาช่อนที่ว่ายน้ำกันอยู่เป็นจำนวนมาก โดยมีสายตาของแม่ปลาช่อนที่คอยดูแลลูกอยู่ไม่ห่างเลยทีเดียว เรียกว่าคอยบ่มสอนการใช้ชีวิตให้กับลูกปลา เมื่อวันที่ต้องจากลาเมื่อลูกโตขึ้น จากฝูงลูกปลาเหล่านั้นทำให้นิยามได้ว่า แหล่งน้ำในพื้นที่นั้นยังมีความอุดมสมบูรณ์อยู่ โดยทำหน้าที่เป็นเสมือนแหล่งอาหารหล่อเลี้ยงชีวิตให้สัตว์น้ำน้อยใหญ่ได้อาศัย ซึ่งปัจจุบันภาพฝูงลูกปลาช่อนอาจเหลือน้อยเต็มที เพราะเกิดจากการพัฒนาและขยายตัวของพื้นที่เมืองมากขึ้น อาจทำให้สภาพแวดล้อมเหล่านั้นถูกทำลายไปบ้าง จึงทำให้สัตว์น้ำมีจำนวนน้อยลง รวมทั้งปลาช่อนในแหล่งน้ำธรรมชาติด้วย แต่ที่อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ยังมีลูกปลาช่อนจากแหล่งน้ำธรรมชาติอยู่อีกไม่น้อย ที่ทำให้คนในพื้นที่หารายได้ ด้วยการช้อนลูกปลาช่อนเหล่านั้น มาส่งจำหน่ายให้กับฟาร์มที่รับซื้อ เพื่อมาอนุบาลให้เป็นปลาไซซ์นิ้ว จึงเป็นงานที่สร้างรายได้แบบส่งต่อกันไปเป็นทอดๆ คุณชาญ บัววิเชียร หรือที่ทุกคนเรียกแกว่า ลุงชาญ อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 150 หมู่ที่ 1
บ้านหนองบัว ต.ปลาปาก อ.ปลาปาก จ.นครพนม นับเป็นอีกหมู่บ้านสำคัญของ จ.นครพนม ที่มีอาชีพสุดแปลกน่าสนใจ หรือ ที่ชาวบ้านเรียกกันแบบน่ากลัว ว่าอาชีพเสี่ยงตาย เนื่องจากชาวบ้านที่นี่ จะมีการสืบทอดอาชีพภูมิปัญญาชาวบ้าน มาจากบรรพบุรุษ ทำให้มีความชำนาญ ในการเรียนรู้ที่จะทำอาชีพเลี้ยงต่อหัวเสือขาย ทำให้ในช่วงใกล้เทศกาลออกพรรษาทุกปี จะมี บรรดา พ่อค้า แม่ค้า รวมถึง นักเปิบพิสดาร เมนูต่อหัวเสือ มาสั่งซื้อตัวต่อไปปรุงเป็นเมนูเด็ด สร้างเงินหมุนเวียนสะพัด ปีละหลายแสนบาท จนทำให้ชาวบ้านหนองบัว ต.ปลาปาก อ.ปลาปาก จ.นครพนม กลายเป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสี่ยง ในเรื่องของการท่องเที่ยว ศึกษาวิถีชีวิต อาชีพเลี้ยงต่อหัวเสือ โดยมีการจัดงานเทศกาลกินต่อหัวเสือ ขึ้น ในช่วงเดือน ตุลาคม ของทุกปี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว อนุรักษ์วิถีชีวิต ภูมิปัญญาชาวบ้าน สำหรับฤดูกาลเลี้ยงต่อของชาวบ้าน จะเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงหน้าฝน ประมาณเดือน พฤษภาคม หรือตรงกับช่วงฤดูกาลทำนา ชาวบ้าน จะใช้เวลาว่างไปล่าหารังต่อหัวเสือ ด้วยการนำวิธีภูมิปัญญาชาวบ้าน นำเหยื่ออาหารต่อ จำพวกเนื้อสัตว์ ตั๊กแตน ไปล่อเอาแม่ต่อที่ออกหาอาหารตามทุ่งนา พร้อมทำเคร
ยุคนี้ สมัยนี้ อาชีพเสริม อาชีพอิสระ ธุรกิจส่วนตัว เป็นที่ต้องการของคนวัยทำงาน ทั้งที่เริ่มทำงาน และทำงานมาสักพักหนึ่งแล้ว แต่อาชีพอะไรที่เหมาะกับใครนั้น อาจจะต้องเลือกๆ ดูๆ กันไป เอาง่ายๆ ว่า ใครทำอาชีพอะไรแล้วสนุกไปกับมัน ก็อันนั้น นั่นล่ะ เช่นเดียวกับ คุณสันทัต วรรณรัตน์ หรือ คุณต่อ วัย 35 ปี เรียกได้ว่าเป็นหนุ่มเจนวาย มีอาชีพหลักเป็นเจ้ากิจการทางด้านสื่อการเรียนการสอนอยู่แล้ว แต่ก็ไม่วายที่จะเสาะหา มองหาอาชีพเสริม ซึ่งในที่สุดก็มาลงตัวกับ “มะม่วงเบา” (มะม่วงเบา เป็นมะม่วงพื้นเมืองทางภาคใต้ มีผลขนาดเล็ก เนื้อผลกรอบ มีรสชาติเปรี้ยว เปรี้ยวขนาดที่ว่าแทบจะไม่มีรสชาติอื่นเจือปน ทว่าเมื่อนำมาแปรรูปเป็นมะม่วงแช่อิ่มแล้ว กลับมีรสชาติดี แบบชนิดที่เรียกว่า ยิ่งกินยิ่งเพลิน) คุณต่อ เล่าว่า เคยซื้อมะม่วงเบาแช่อิ่ม จากทางภาคใต้ มาฝากเพื่อนๆ เพื่อนๆ ติดใจ และถามหา จากนั้นก็ไปรับผลผลิต มาทำการตลาด ทำไปทำมา ขายดิบขายดี มีลูกค้าซื้อซ้ำ กระทั่งมาสู่การเปิดโรงงานเล็กๆ แปรรูปเองเลยในปัจจุบัน โดยยังรับซื้อผลผลิตสดจากทางภาคใต้เช่นเดิม ถ้าพูดถึงราคามะม่วงเบา ก่อนหน้านี้ เป็นมะม่วงที่ แม้แต่คนพื้นถ
บางธุรกิจเปลี่ยนแล้ว “รุ่ง” บางธุรกิจเปลี่ยนแล้วอาจ “แป้ก” และบางธุรกิจกำลังรอคนรุ่นใหม่ใจถึง ไอเดียแปลก การตลาดโดน ๆ มาเปลี่ยนให้เกิดสิ่งใหม่ เหมือนอย่างโลงกระดาษ ที่หลายคนไม่คุ้นชิน แต่จนถึงวันนี้ธุรกิจโลงกระดาษกลับเริ่มเข้าไปทดแทนธุรกิจโลงไม้บ้างแล้ว ทั้ง ๆ ที่ความคิดตั้งต้นเกิดจากการทำสารนิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่มองเห็นธุรกิจครอบครัวผลิตกระดาษมาตั้งแต่เด็ก แต่วันนี้ธุรกิจดังกล่าวเกิดขึ้นจริงทั้งยังทำท่าจะไปได้ดีในตลาดโลงศพอีกด้วย เพราะอย่างที่ทราบธุรกิจนี้ “คนเป็นไม่ได้ใช้ คนตายไม่ได้ซื้อ” แต่ทำไมธุรกิจนี้ถึงเติบโตอย่างรวดเร็ว กระทั่งกลายเป็นเม็ดเงินมหาศาล จากวิทยานิพนธ์สู่โลงกระดาษ “อภิญญา รัตนไพศร” เจ้าของไอเดียโลงกระดาษ เล่าว่า คลุกคลีกับธุรกิจผลิตกระดาษมาตั้งแต่เด็ก หลังเรียบจบก็เข้ามารับช่วงต่อธุรกิจจากคุณพ่อทันที ซึ่งทำธุรกิจกระดาษ ในนามบริษัท เอพีเอ็ม นิวไลน์ จำกัด โดยเน้นกระดาษกันกระแทก, เข้ามุมสินค้า, กระดาษอัดแข็ง, รองพาลเลต ซึ่งกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทผู้ส่งออก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร และกล
เรื่องราวของคนสู้ชีวิตอีกคน ที่สามารถตั้งตัวได้ด้วยเงินจากการทำงานเป็นสาวโรงงาน และด้วยการมีชีวิตครอบครัวและมีลูก จึงได้ตัดสินใจลาออก เป็นการเปลี่ยนวิถีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง กว่าจะมาเป็นผู้ที่มีฝีไม้ลายมือในงานประดิษฐ์ดอกไม้ที่สวยงามราวกับของจริงได้เหมือนทุกวันนี้ เจ้าของธุรกิจงานประดิษฐ์ดอกไม้คนนี้ ใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์และเก็บรายละเอียดของดอกไม้มากว่า 11 ปีแล้ว คุณศุภวรรณ เฟื่องจันทร์ วัย 44 ปี ผู้นี้เป็นเจ้าของธุรกิจงานประดิษฐ์ดอกไม้ ซึ่งเป็นไม้ประดับสวยงาม ส่งขายตามออร์เดอร์ให้กับตลาดนัดจตุจักร และจำหน่ายให้กับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เพื่อนำไปเป็นของฝาก ของขวัญ โดยเฉพาะ ดอกไม้ประดิษฐ์ เรียน 1 เดือน ทำเป็นอาชีพมา 11 ปี คุณศุภวรรณ เล่าให้ฟังก่อนจะมายึดอาชีพเป็นนักประดิษฐ์ดอกไม้แห้งส่งขายอย่างทุกวันนี้ให้ฟังว่า “เดิมทำงานเป็นสาวโรงงาน อยู่แถวอยุธยา ช่วงที่มีลูกคนที่สอง ต้องลาออกจากงานเพื่อมาดูแลลูก จึงคิดหารายได้ ประจวบเหมาะกับมีเพื่อนทำดอกไม้ประดิษฐ์แบบนี้ด้วย จึงไปขอเรียน เขาก็สอนให้ฟรี เรียนได้ประมาณ 1 เดือน ก็พอทำได้ ต้องยอมรับก่อนว่า ช่วงแรกที่ไปเรียน ไปทดลองทำ ดอกไม้ที่ได้ก็ไม่ค่อยสวย
