หลักสูตรเรียนฟรี
ไก่เนื้อโคราชปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันมากพอสมควร แต่เชื่อว่ายังมีผู้คนบางส่วนที่ไม่รู้จัก ดังนั้น ก่อนจะไปเยี่ยมชมฟาร์มของเกษตรกร มาทำความรู้จักกับเจ้าไก่พันธุ์นี้กันก่อน ผศ.ดร.อมรรัตน์ โมฬี อาจารย์ประจำสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) เล่าว่า โครงการวิจัยการสร้างสายพันธุ์ไก่เนื้อโคราช เริ่มต้นเมื่อปี 2552 เป็นความร่วมมือระหว่าง มทส. กับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ กรมปศุสัตว์ ตอนนี้ก็มีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เข้ามาร่วมด้วย โดยมีเกษตรกรในโครงการได้รับประโยชน์จากผลงานวิจัยดังกล่าว แต่เนื่องจากมหาวิทยาลัยมีข้อจำกัดเรื่องการผลิตลูกไก่ ที่ผลิตได้แค่ 44,000 ตัว ต่อเดือน จึงทำให้เกษตรกรที่สนใจหลายรายไม่สามารถซื้อลูกไก่ไปเลี้ยงได้ตามที่ต้องการ ต้องการหาคนเพาะลูกเจี๊ยบ ผศ.ดร.อมรรัตน์ ให้ข้อมูลของไก่ชนิดนี้ว่า เป็นไก่ลูกผสมพื้นเมืองที่มีพ่อพันธุ์เป็นไก่พื้นเมืองเหลืองหางขาว และแม่พันธุ์ไก่สายพันธุ์ มทส. เนื้อที่ได้จึงมีความเหนียวนุ่ม ปัจจุบันมีเกษตรกรที่เลี้ยงไก่ขยายไปในหลายจังหวัดแล้วนอกจากที่นครราชสีมา ก็มีที่ศรีสะเกษ ชัยภูมิ
นายพิพัฒน์ รื่นสาด อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 34 หมู่ 7 ต.บึงชำอ้อ จ.ปทุมธานี แม้ไม่เคยเรียนทางด้านศิลปะมาเลยแต่เพราะรักในการประดิษฐ์เรือจำลองจึงมีแรงบันดาลใจมุ่งมั่นฝึกฝนฝีมือด้วยตนเองมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานกว่า 10 ปี จนปัจจุบันผลงานเป็นที่ยอมรับและชื่นชอบของแทบทุกคนที่ได้พบเห็นด้วยจุดเด่นสวยงามประณีตบรรจงพร้อมทั้งเสริมสร้างมงคลแก่ผู้ครอบครองมีการสั่งซื้อต่อคิวยาวนานจนทำไม่ทัน นายพิพัฒน์เจ้าของผลงานเล่าว่า ในระหว่างศึกษาปริญญาตรีคือเรียนเสาร์-อาทิตย์ จันทร์ถึงศุกร์ก็ไปทำงานพิพิธภัณฑ์เรือไทยทำอยู่ที่นั่นประมาณ 2 ปี ก็จบปริญญาพอดีขณะที่ส่วนตัวชอบนำเศษไม้มาประดิษฐ์เป็นสิ่งของต่างๆ เป็นงานอดิเรกจนเห็นงานเรือไม้จำลองเกิดประทับใจจึงพยายามฝึกฝนทำด้วนตนเองมีอุปกรณ์เริ่มต้นแค่ไปเก็บเศษไม้ที่เขาทิ้งตามข้างถนนโดยการนำมาเจียรมาขัดซึ่งเครื่องมือมีเพียงหินเจียรและคัตเตอร์ ตะไบและในช่วงนั้นได้เข้าร่วม 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ ที่เมืองทองธานี ทั้งนี้เริ่มทำขายมาจนมีทุนก็เริ่มซื้อเครื่องมือเข้ามาจัดตั้งโรงงานผลิตอยู่ที่บ้านเลขที่ 74 หมู่ 4 ต.ข้าวงาม อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งติดต่อกับฝั่งจังหวัดปทุม
เมื่อไม่นานมานี้ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้มีโอกาส ไปสัมภาษณ์ คุณสายใจและคุณเสถียร ตระกูลพรายงาม ผู้ค้าไข่เป็ดระดับกลางในจังหวัดสุพรรณบุรี คุณเสถียร เล่าว่า ทางบ้านเลี้ยงเป็ดมานานแล้ว ไม่ต่ำกว่า 50ปี ทำมาตั้งแต่สมัยเตี่ย เลยยึดอาชีพนี้ทำมาหากิน ในสมัยก่อนไข่เป็ดราคาฟองละ 50 สตางค์ แต่ในปัจจุบันไข่เป็ดราคาสูงถึงฟองละ 3.50 บาท ปัจจุบันเลี้ยงเป็ดทั้งหมด 20,000 ตัว เมื่อก่อนเคยใช้หอยโข่งเลี้ยงเป็ด ซื้อมาจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาให้เขามาส่ง แต่ตอนนี้ใช้หอยโข่งเลี้ยงไม่ไหวแล้ว เพราะประสบปัญหาด้านต้นทุนบวกกับค่าแรงงานที่สูงขึ้น ตอนนี้จึงเปลี่ยนมาใช้หัวอาหารผสมกับปลาบ่นแทน เพราะทนแบกรับกับราคาวัตถุดิบไม่ไหวจริงๆ ปัจจุบันคุณเสถียร ส่งไข่ไปขายในจังหวัดกรุงเทพฯและจังหวัดใกล้เคียงอย่าง นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรสาคร โดยลูกค้ามารับซื้อด้วยเอง ปริมาณไข่เป็ดของคุณเสถียรมีเองกำลังการผลิตอยู่ที่ 60% ของที่ส่งขาย นอกนั้นรับจากฟาร์มใกล้บ้าน เจ้าของ ขายส่งไข่เป็ดครั้งละ 60,000-70,000 ฟอง ต่อการส่งหนึ่งครั้ง อีกทั้งยังขายเป็ดสาวรุ่นอีกด้วย เรื่องราคา ถ้าพ่อค้าคนกลางนำไปขายต่อราคาไข่เป็ดจะตกอยู่ราวๆ 4-5 บ
ไอเดียเก๋! อดีตสาวนักธุรกิจถมที่ดินผันตัวมาเป็นแม่ค้ายกโอ่งมังกรเมืองราชบุรีจัดร้านด้วยเมนูก๋วยเตี๋ยวโอ่งมังกรหนักมากรสเด็ด 199 บาท อิ่มกันยกแก๊งจนท้องระเบิด แถมสนุกเซลฟี่เช็คอินฟรีน้ำอีก 1 โอ่ง สร้างความฮือฮาเป็นอย่างมาก จ. ราชบุรีเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นเมืองของโอ่งมังกร และเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อในเรื่องอาหารการกิน อย่างเช่นก๋วยเตี๋ยว ที่หลายๆคนมักจะคุ้นเคยกับก๋วยเตี๋ยวไข่ ที่เรื่องชื่อของบรรดานักท่องเที่ยวและนักชิมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่เดินทางมารับประทานกันจำนวนมาก ล่าสุดสังคมโซเชียลได้มีการกล่าวถึงก๋วยเตี๋ยวเมืองโอ่งมังกร ด้วยความอร่อยสุดคุ้มกับปริมาณของชามก๋วยเตี๋ยวขนาดจัมโบ้ และบรรยากาศการได้สัมผัสกับไอเดียเก๋ๆ ที่นำโอ่งมังกรทั้งใบเล็กใบใหญ่มาตกแต่งร้าน โดยเฉพาะนักเซลฟี่ที่ก่อนจะรับประทานต้องนำกล้องโทรศัพท์มือถือมาถ่ายภาพและนำไปแชร์ใน facebook หรือ INSTAGRAM สร้างความฮือฮาในสังคมโซเชียลเป็นอย่างมาก ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปยังร้านก๋วยเตี๋ยวโอ่งมังกรดังกล่าว พบร้านเปิดจำหน่ายติดริมถนน สายราชบุรี – เจดีย์หัก ตำบลเจดีย์หัก อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ห่างจากทางแยกสะพานยกระดับ
เป็นหุ่นให้เคาะหน้า นำพาสู่อาชีพเงินดี ตัวเลขเงินเดือนหลักแสนบาท คือความเป็นอยู่ที่น่าจะเรียกได้ว่าดี การงานที่เป็นไปได้ด้วยดี จึงไม่เคยวางแผนตั้งรับสถานการณ์ใดๆ จนกระทั่งภาวะเศรษฐกิจส่งผลให้จำใจต้องลาออก โดยไม่มีงานใดๆ สำรองไว้เลย คุณปรัญรัชต์ บุญสุรัชต์สิรี (เช็ง) ใช้เวลาอยู่กับตัวเองเช่นนั้นนานพอควร ไตร่ตรอง และหาหนทางสร้างอาชีพที่ตนเองชอบ กระทั่งวันหนึ่ง ได้รับเชิญให้ไปเป็นหุ่นเคาะหน้า (ศาสตร์เคาะหน้าของโปรน้อง คุณกิรณา แก้วกาหลง) โดยผู้เคาะหน้าให้ในวันนั้นคือ คุณปรารถนา ใจชาญสุขกิจ หรือโปรปรารถนา ศิษย์ของโปรน้อง แม้จะเป็นผู้หญิงรักสวยรักงาม แต่ทว่าคุณปรัญรัชต์ ไม่คิดฝันว่าสิ่งนี้จะกลายมาเป็นอาชีพในอนาคต จนกระทั่งเมื่อการเคาะหน้าหรือนวดหน้าจบลง ประสิทธิผลจากใบหน้าของตนเองที่ได้รับจากปลายนิ้วของผู้ลงมือ ทำให้ทึ่ง และถึงขั้นเอ่ยปากว่า “ถ้าเปิดสอนเมื่อไหร่ จะขอเป็นศิษย์คนแรก” นับจากนั้นไม่ถึง 1 เดือน คุณปรัญรัชต์ได้รับโทรศัพท์จากโปรปรารถนา ว่าพร้อมจะเปิดสอนแล้ว “ตอนนั้นตื่นเต้นมาก แต่บอกก่อนว่า เหตุผลที่คิดเรียนก็เพื่อนำกลับมาดูแลตัวเอง และคนที่เรารัก ยังไม่คิดถึงขั้นเป็นอาชีพ จึงตัด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางอุดม เปียผล อายุ 59 ปี เกษตรกรชาวนา เกษตรกรบ้านเลขที่ 67 หมู่ 4 ต.ตลาดน้อย อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี เกษตรกร ทำนามานาน มีนา 30 ไร่ ต้องคลุกคลี กับยา กับสารเคมีหน้าแล้งภัยแล้งขาดน้ำแย่งน้ำกันทำนาบ้าง ข้าวขายได้ไม่มีราคา มีปัญหาขาดทุนตลอด ต่อมา ลูกชายของนางอุดม เปิดดูช่องทางหากินทางอินเตอร์เน็ตตลอด จึงแนะนำบอก นางอุดม คุณแม่ ให้เลิกทำนาหันมาปลูกไผ่ตงลืมแล้งแทน นางอุดม จึงได้ทำตามที่ลูกชายที่แนะนำ โดยลูกชายช่วยหาพันธุ์ไผ่ตงลืมแล้งมาให้ปลูก เริ่มแรกปลูกไผ่ตงลืมแล้ง จำนวน 3 ไร่ พลิกพื้นดินที่ทำนามาตลอดชีวิตหันมาพลิกพื้นดินปลูกไผ่ตงแทน เพื่อนบ้านก็ดูถูก ว่าบ้า ที่เลิกทำนาหันมาปลูกไผ่ตงแทน ใช้น้ำจากคลองชลประทาน คลอง 23 ขวา ใช้น้ำน้อย นางอุดม ปลูกไผ่ตง 3 เดือนแรก ต้นไผ่เริ่มออกลำ 7 เดือนก็เก็บหน่อไม้ขายได้ หมายถึง ตั้งแต่เรื่องปลูก จนสามารถเก็บหน่อไม้ขายได้ ใช้เวลาเพียง 7 เดือน แรกๆ เก็บหน่อไม้ขายได้กิโลกรัมละ 30 บาท ใน 3 ไร่ เก็บหน่อไม้ขาย วันเว้นวัน เก็บหน่อไม้ได้ วันละ 50-70 กิโลกรัม ตอนนี้ราคาหน่อไม้เหลือกิโลกรัมละ 25 บาท และ ได้ปลูกไผ่เพิ่ม อีก 4 ไร่ขณะนี้ นางอุดม รวมปลู
ปัจจุบัน ไม้ดอกไม้ประดับมีความจำเป็นต่อชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์มากขึ้น ทั้งนี้ เพราะมนุษย์มิใช่มีความต้องการเฉพาะปัจจัยสี่เท่านั้น แต่ยังต้องการจัดสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้เกิดความร่มรื่น สวยงามน่าอยู่อีกด้วย เช่น มีการจัดสวน ตกแต่งอาคาร สถานที่ บ้านพักอาศัย อาคารสำนักงาน โรงเรียน และสถานที่ต่างๆ ให้เกิดความสวยงาม จะเห็นได้ว่า การผลิตไม้ดอกไม้ประดับเพื่อการค้า นับวันจะมีความสำคัญทางเศรษฐกิจและได้รับความสนใจมากขึ้น และมีมูลค่าของผลิตภัณฑ์สูงเท่าเทียมกับผลิตผลทางการเกษตรสาขาอื่นๆ จนสามารถสร้างรายได้ให้กับผู้จำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับได้อย่างงดงาม อาจารย์ราตรี สะดีวงศ์ หรือ อาจารย์หมวย อายุ 46 ปี มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 999 หมู่ที่ 2ตำบลไร่น้อย อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี มีอาชีพหลักคือ รับราชการ ในตำแหน่ง รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพิบูลมังสาหาร อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ส่วนอาชีพเสริมคือ ผลิตและจำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับและต้นไม้ดัด รวมทั้งไม้ผลนานาชนิด จนสามารถสร้างรายได้เดือนละไม่ต่ำกว่า 500,000 บาท อาจารย์ราตรี เล่าว่า เมื่อก่อนตนเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ วิทยาลัยเกษตร
ปกติคนที่มีอาชีพทำนา ซึ่งหมายถึงการปลูกข้าวมักจะจน ทว่า สำหรับ คุณนิทัศน์ เจริญธรรมรักษา กลับร่ำรวย จากการปลูกข้าว เพียงแต่การปลูกข้าวของเขาไม่ได้ปลูกเพื่อนำมากิน หรือขายให้คนอื่นกิน แต่เขาปลูกข้าวเพื่อต้องการเอาเมล็ดข้าวมาทำพันธุ์ นาข้าวของเขาอยู่บนพื้นที่ 80 ไร่ ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี มีชื่อเป็นทางการว่าเมล็ดพันธุ์ข้าวเฮียใช้ เฮียใช้คือชื่อของผู้เป็นพ่อ ปัจจุบันพันธุ์ข้าวเฮียใช้ได้ส่งจำหน่ายผ่านตัวแทนเกือบทั่วประเทศ ผมมีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมการผลิตพันธุ์ข้าวถึงที่ คุณนิทัศน์ได้กรุณาพาผมไปชมขบวนการผลิตทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมเมล็ดพันธุ์ที่จะปลูกขยายพันธุ์การเพาะต้นกล้า การเตรียมนาที่จะเอาต้นกล้าลงปักดำ การเตรียมดินและปุ๋ย ทุกอย่างใช้เครื่องจักรทันสมัย อธิบายให้ละเอียดยากว่าทำกันอย่างไร การปักดำก็ใช้รถ โดยไม่ต้องใช้คนลงไปดำทำนาเหมือนชาวนาทั่วไป ถึงแม้ตอนที่ผมไปดูงานที่นี่ ข้าวยังเป็นต้นเล็กๆ ยังไม่ออกรวง แต่ได้ดูจากภาพ จึงได้รู้ว่ามีรถทันสมัยเก็บเกี่ยวข้าวด้วย พอเก็บข้าวได้แล้วก็จะมีห้องเก็บผลผลิต ก่อนนำข้าวทุกเมล็ดมาตากมาบรรจุถุงขาย ถ
ผู้สื่อข่าวเดินทางไปดูวิถีชาวประมงพื้นบ้านที่ประกอบอาชีพจับเคยตามแนวชายฝั่งทะเลจ.ตราด ซึ่งเป็นอาชีพหลักของประมงพื้นบ้าน ระหว่างเดือนพฤษภาคม – เดือนธันวาคม ที่จะมีชาวประมงพื้นบ้านหลายตำบล หลายหมู่บ้าน ออกหาเคยหรือกุ้งเคย เพื่อนำมาทำกะปิ นายประนอม อ่อนเพชร ชาวประมงพื้นบ้าน บ้านตาหนึก ต.คลองใหญ่ อ.คลองใหญ่ ปกติก่อนหน้านี้ตนเองจะออกหาปู หาปลา ตามแนวชายฝั่ง ซึ่งเป็นอาชีพหลักเลี้ยงปากท้องและครอบครัวมาตลอด แต่ในช่วงนี้เป็นช่วงลมมรสุมหรือมีฝนตก มักจะพบกุ้งเคยจำนวนมาก ไหลตามกระแสตามแนวชายฝั่ง ซึ่งเวลานี้เอง หลังจากหาปูหาปลาเสร็จแล้ว ก็มาจับกุ้งเคย ได้เฉลี่ยวันละ 30-60 กิโลกรัม แต่บางวันได้มากถึง 100 กิโลกรัม นายประนอม กล่าวว่า หลังจากจับกุ้งเคยมาได้แล้ว จะใช้น้ำล้างทรายออก เสร็จแล้วแยกขยะหรือหรือปลาที่ติดมากับอวน ขณะจับกุ้งเคย เมื่อแยกได้เฉพาะกุ้งเคยแล้ว นำไปคลุกเคล้ากับเกลือในอัตราส่วนที่เท่ากัน หรืออัตราเกลือ 1 ส่วน กุ้งเคย 10 ส่วน เป็นต้น แล้วแต่สูตรของแต่ละเจ้า จากนั้นนำไปตากแดด 2-3 แดด จากนั้นนำมาตำให้แหลก และตากแดดอีกครั้ง จนได้กะปิส่งร้านขายชุมชุนในท้องถิ่น ในราคากิโลกรัมละ 70-80 บาท แ
“ไผ่เป๊าะหวาน” ลำต้นไม่ตรง เป็นไผ่เปลือกบาง มีเส้นผ่าศูนย์กลางลำ 6 นิ้ว สูง 8-10 เมตร ปล้องยาวโดยประมาณ 12 นิ้ว เนื้อไม้บาง ลักษณะใบมีสีเขียวเล็กคล้ายหอก ก้านมีสีเหลือง มักพบกระจายพันธุ์ตามชายแดนไทย-พม่า แถบจังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดตากมีบ้างเป็นบางพื้นที่ เป็นต้นกล้าที่มาจากเมล็ด จึงไม่ต้องห่วงเรื่องไผ่จะแก่และตายขุย อยู่ได้ไม่ต่ำกว่า 70-80 ปี หน่อมีขนาดใหญ่เต็มที่ 2.5-3 กิโลกรัม รสชาติหวาน กรอบ ไม่มีเสี้ยน เนื้อเยอะ นิยมนำมาต้มจืด ผัดหน่อไม้ใส่หมู และใส่ในกระเพาะปลา อร่อยอย่าบอกใคร คุณเฉลิม ยานะวงษ์ เกษตรกรผู้ปลูกไผ่ เจ้าของไร่ ยานะวงษ์ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 336 หมู่ที่ 9 ต.พะวอ อ.แม่สอด จ.ตาก คุณเฉลิม ได้เริ่มปลูกไผ่มาแล้วกว่า 7 ปี มีอาชีพเดิมคือ ทำไร่ข้าวโพด แต่เนื่องจากประสบปัญหาภัยแล้งที่นับวันยิ่งจะทวีความรุนแรงมากขึ้น บวกกับราคาข้าวโพดไม่ดี คนปลูกเยอะ แรงงานหายาก ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน คุณเฉลิมจึงเริ่มหันมาปลูกไผ่เป๊าะ โดยให้เหตุผลที่เลือกปลูกไผ่เป๊าะว่า ไผ่เป๊าะมีราคาดี ราคาซื้อขายกันในสวนกิโลกรัมละ 40 บาท ถ้าขยันหน่อยก็นำไปวางขายตามริมถนนแม่สอด ก็จะได้ราคาถึงกิโลกรัมละ 50 บาท ซ
