หลักสูตรเรียนฟรี
ฝ้าย (Cotton) คือ เส้นใยเก่าแก่ชนิดหนึ่งซึ่งใช้ในการทอผ้ามาแต่สมัยโบราณ โดยหลักฐานทางโบราณคดีที่บ่งบอกให้รู้ว่ามีการปลูกฝ้ายและปั่นฝ้ายเป็นเส้นด้ายมานานแล้ว คือการขุดพบฝ้ายในซากปรักหักพังอายุประมาณ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล ที่แหล่งโบราณคดีโมฮันโจ ดาโร (Mohenjo daro) บริเวณแหล่งอารยธรรมลุ่มน้ำสินธุในเขตประเทศปากีสถานปัจจุบัน ใยฝ้ายได้มาจากส่วนที่ห่อหุ้มเมล็ดของต้นฝ้าย หรือที่เรียกว่า ปุยฝ้าย ซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นเล็กๆ ฝ้ายมีคุณสมบัติเนื้อนุ่ม โปร่งสบาย ระบายความร้อนได้ดี เนื่องจากฝ้ายมีช่องระหว่างเส้นใย จึงเหมาะกับสภาพอากาศในฤดูร้อน และเมื่อเปียกจะตากแห้งได้เร็ว การใช้ฝ้ายมาใช้งานทำได้โดยนำฝ้ายมาปั่นเป็นเส้นด้าย แล้วนำมาทอเป็นผืนผ้า ท่านที่เคารพครับ!!! ปัจจุบันประเทศไทยมีการปลูกฝ้ายน้อยมาก แต่ที่บ้านดินทรายอ่อน หมู่ที่ 6 ตำบลหัวนา อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู ได้มีเกษตรกรรวมตัวกันเป็นกลุ่มและปลูกฝ้าย แล้วนำเส้นใยจากดอกฝ้ายมาถักทอเป็นผ้าฝ้ายรูปแบบต่างๆ ย้อมด้วยสีธรรมชาติ แล้วแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด จนได้รับความสนใจจากลูกค้าทั่วประเทศ สร้างงาน สร้างอาชีพ ทำรายได้เข้าหมู่บ้า
วันที่ 14 พ.ค. ที่บ้านดนตรีเพ็ชรลังการ บ้านเลขที่405 ม.3 บ้านค้อ ต.บ้านค้อ อ.เมือง จ.ขอนแก่น นายจักรพงศ์ เพ็รชแสน หรือครูพงศ์ อดีตนักดนตรีวงโปงลางสะออน ได้สร้างกลองเพลจากไฟเบอร์กลาส ขนาดกว่า 2.20 เมตร โดยใช้หนังควาย 2 ตัว เพื่อนำถวายวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จ.นครพนม โดยหวังจะเป็นต้นแบบในการสร้างวัสดุเทียมเลียนแบบธรรมชาติ ลดการตัดไม้ทำลายป่า นายจักรพงศ์ กล่าวว่า ได้มีโอกาสเดินทางไปไหว้ทำบุญยังหลาย สถานที่ตามโอกาสต่าง ๆ และได้ไปเจอกับกลอง ที่อยู่ในวันซึ่งเป็นวัดที่มีผู้คนไปทำบุญกันบ่อยครั้ง โดยเฉพาะ อย่างวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร เห็ว่ากลองนั้นมีอยู่ในวัด หรือที่เราเรียกกันว่า กลองเพล โดยมี 2 ลักษณะ คือ กลองที่ทำจากไม้ที่เป็นต้นเลย ซึ่งในอดีตนั้นมีไม้ต้นใหญ่ๆ สามารถนำมา ทำกลองได้เลย และลักษะที่ 2 คือ การนำเอาไม้มาต่อกันเพื่อนำมา เข้าหน้าหนังทำเป็นกลองเพล แล้วนำ ไปถวายพระในวัดต่างๆ จึงตัดสินใจทำกลองเพลลูกแรกโดยการนำท่อน้ำประปา พีวีซี ขนาดใหญ่มาทำ กลองเป็นการทดลองลูกแรก หลังจากทำเสร็จก็ลองตีดู เสียงดังกระหึ่มอย่างมาก น้ำหนักก็เบาด้วย ในการทำกลองเพลไฟเบอร์กลาสใช้เวลาในการขึ้นรูป 5 วัน ห
งานฝีมือยังเป็นอะไรที่ขายได้ โดยเฉพาะงานคราฟต์ของไทย ด้วยตัวงานมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีเรื่องราวที่ถูกสืบทอดและสานต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ใครเห็นเป็นต้องชอบทุกราย คุณฟลุค-เขมิกา ชัญโต อายุ 25 ปี สาวสวยผู้หลงใหลในงานฝีมือ เล่าให้ฟังว่า เรียนจบเพียงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จาก กศน. ก่อนหน้านี้ทำงานประจำอยู่ที่จังหวัดชลบุรี พร้อมทั้งยึดอาชีพขายของออนไลน์ไปพร้อมกัน กระทั่งย้ายกลับบ้านที่จังหวัดยโสธรด้วยความคิดถึง และนี่เองเป็นจุดเริ่มต้นของการขายงานคราฟต์ผ่านออนไลน์ “ที่บ้านฟลุคทำสินค้าโอท็อปของจังหวัดยโสธรหลายอย่าง เลยอยากจับงานฝีมือมาขายรวมกัน โดยงานคราฟต์ที่ฟลุคเลือกนำมาขายผ่านออนไลน์ เป็นงานฝีมือจากกลุ่มผู้สูงอายุ” คุณฟลุค เล่าย้อนว่า ได้เจอกับกลุ่มผู้สูงอายุจากจังหวัดศรีสะเกษ เมื่อครั้งไปเดินเที่ยวงานแสดงสินค้างานหนึ่ง “จากเดิมท่านจะทำเป็นพวกของใช้ในครัวเรือน เช่น สุ่มไก่ สุ่มดักปลา เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปก็ขายไม่ค่อยดี กระทั่งได้รับคำแนะนำจากวัฒนธรรมจังหวัดว่าให้ลองเปลี่ยนรูปแบบเป็นเครื่องประดับ จึงเริ่มทำเป็นต้นมา” ซึ่งเครื่องประดับดังกล่าว คือต่างหูสุ่มจิ๋ว และมาลัยข้าวตอกจิ๋ว ที่คุณฟลุ
คุณยายวัย 67 สู้ชีวิต สร้างงานให้กับตัวเอง ประดิษฐ์งานฝีมือสานสาดคล้า หรือเสื่อคล้า ภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างงาน สร้างรายได้ หวั่นจะกลายเป็นตำนานไร้คนสานต่อ โอดไม่มีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาส่งเสริม ที่บ้านเลขที่ 140/1 ม.6 ต.โคกสะบ้า อ.นาโยง จ.ตรัง ซึ่งเป็นบ้านของ คุณยายจำเรียง คล้ายเถาว์ อายุ 67 ปี นั่งสาละวนและตั้งอกตั้งใจ สานสาดคล้า หรือ สานเสื่อคล้า โดยบริเวณใกล้เคียงคุณยายจำเรียง มีกองต้นคล้าวางเรียงรายเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งสาดคล้าหรือเสื่อคล้า จัดวางอย่างเป็นระเบียบ พร้อมที่จะขายให้กับชาวบ้านที่สนใจเลือกซื้อสาดคล้า ซึ่งเป็นงานฝีมือที่เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างแท้จริง คุณยายจำเรียง เล่าให้ฟังว่าทำงานฝีมือสานสาดคล้ามาตั้งแต่อายุ 17 ปี ได้เรียนรู้การทำเสื่อจากพ่อ ด้วยสภาพแวดล้อมในหมู่บ้านเป็นหนองน้ำ เป็นที่นา ทำให้มีต้นคล้าจำนวนมาก ซึ่งต้นคล้า เป็นไม้ล้มลุก เจริญเติบโตขึ้นเป็นกอมีอายุหลายปี ลำต้นมีทั้งแบบตั้งตรง มีเหง้าหรือหัวอยู่ใต้ดิน ลำต้นกลมเป็นสีเขียวเข้มออกเป็นข้อๆ และมีข้อปล้องยาว หากรวมทั้งก้านและใบจะมีความสูงประมาณ 1-2 เมตร ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแยกหน่อปลูกในที่เป็นน้ำหรือเป็นโค
เมืองไทยยุคนี้มีคอนโดมิเนียมราคาหลุดโลก! เจ้าของสถิติที่แพงที่สุดในขณะนี้เป็นของโครงการ “98 ไวร์เลส” ผู้พัฒนาคือ บมจ.แสนสิริ ที่มีราคาตารางเมตรละ 7 แสนบาท ส่วน 5 อันดับคอนโดมิเนียมที่แพงที่สุดในประเทศไทยจะมีคอนโดมิเนียมจากค่ายไหนบ้าง และจะต้องควักเงินเท่าไหร่ถึงจะซื้อได้สักหนึ่งห้อง ต้องติดตาม
“บ้านผลไม้” ธุรกิจแปรรูปผลไม้ ตั้งอยู่ที่ ตำบลรอบเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ธุรกิจครอบครัวของ คุณจิรทีปต์ ปัทมโยธิน และ คุณนริชา กุลนานันท์ ที่มีความรักในการแปรรูปผัก-ผลไม้ที่มีอยู่ในท้องถิ่น ตามที่เคยมีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับโครงการโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูป ที่เชียงรายและเชียงใหม่ และโครงการตามพระราชดำริ ที่สกลนครและบุรีรัมย์ ปัจจุบัน บ้านผลไม้ดำเนินธุรกิจมาร่วม 15 ปี โดยมีทายาทรุ่นที่ 2 คือ คุณสุทัตตา ปัทมโยธิน วัย 26 ปี มารับช่วงบริหารงานในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป คุณสุทัตตาเรียนจบปริญญาตรี จากคณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ควบด้วยปริญญาโท ด้านการจัดการ จากมหาวิทยาลัยเทกซัส วูแมน (Texas Woman’s University) หลังเรียนจบทายาทสาวรีบกลับมาช่วยกิจการครอบครัว “บ้านผลไม้เป็นธุรกิจที่พ่อกับแม่ช่วยกันสร้าง เห็นถึงความตั้งใจของทีมงานทุกคนที่อยู่ด้วยกันมา 10 กว่าปี ในฐานะที่เป็นทายาท และโตมากับธุรกิจนี้จึงอยากให้มีต่อไปเรื่อยๆ เป็นความภูมิใจที่ได้ทำผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพให้ผู้บริโภคได้ทาน” ทายาทสาวถ่อมตัวว่า เธอยังต้องเรียนรู้การบริหารงานอีกพอสมควร ทั้งนี้ ต้องอาศัยพ่อ
เพิ่งจะเคยเห็นเหมือนกันว่ามีร้านกาแฟที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าจ่ายเงินค่าเครื่องดื่มตามความพอใจ ชนิดว่า ถ้าอร่อยมาก ก็จ่ายมาก ถ้าไม่อร่อย ก็ไม่ต้องจ่าย คุณเอกสิทธิ์ รัชตะกิตติสุนทร เจ้าของกาแฟ a’sey a’sey crafe’ เอเซย์ เอเซย์ คราฟเฟ่ ตั้งอยู่ที่ บ้านโฮ่งมะค่า ตำบลบ้านแปะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ คอนเซ็ปต์ให้ลูกค้าจ่ายเงินค่ากาแฟตามความพอใจ คุณเอกสิทธิ์ เล่าว่า ปัจจุบันนอกจากเปิดร้านกาแฟแล้ว ยังเป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดให้กับสถานีโทรทัศน์ดิจิตอลแห่งหนึ่ง และเป็นเจ้าของไร่เอกเขนกปลูกผักสลัดออร์แกนิก สำหรับร้านกาแฟ a’sey a’sey crafe’ เปิดได้เพียง 4 เดือนเท่านั้น ที่มาก็คือ เจ้าของร้านต้องการใช้พื้นที่ตรงนี้พบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง ประกอบกับรู้จักโรงคั่วเมล็ดกาแฟ จึงตัดสินใจเปิดร้าน “ผมชอบดื่มกาแฟ และมีญาติเป็นเจ้าของโรงคั่วกาแฟ เลยทดลองเปิดบ้านเป็นร้านกาแฟ หวังให้เป็นที่พบปะสังสรรค์ของเพื่อนๆ แต่จากนั้นไม่นาน เริ่มมีลูกค้ามาใช้บริการ และบอกปากต่อปากในเรื่องของรสชาติ และบริการที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือ จ่ายเงินค่าเครื่องดื่มตามความพอใจ” คุณเอกสิทธิ์ เผยต่อว่า เมื่อลูกค้าสั่งเครื่องดื่ม และรับ
ยางพารา ยังถือได้ว่าเป็นพืชเศรษฐกิจส่งออกของประเทศไทยที่สำคัญอย่างหนึ่ง แม้ว่าบางช่วง อาจจะราคาตก หรือซบเซา แต่อย่างไรก็ตาม น้ำยางจากต้นยางพารา ก็สามารถนำมาแปรรูปเป็นสินค้าที่นำไปใช้ในอุตสาหกรรมยางรถยนต์ หรือนำไปใช้ประกอบการทำถนน หรือกระทั่งการแปรรูปไปสู่การทำเครื่องนอน อย่าง หมอน ที่นอน และแปรรูปไปสู่การทำกระเป๋า กระเป๋าเดินทาง เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า ประกอบกับในปัจจุบันที่ดูเหมือนว่าการประกอบอาชีพเพียงอาชีพเดียวคงไม่เพียงพออีกต่อไปแล้วในปัจจุบัน ด้วยภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้หลายคนหันมาสนใจการประกอบอาชีพเสริม นอกเหนือจากงานประจำที่ทำอยู่ทุกวัน การมองเห็นช่องทางและโอกาสในการประกอบอาชีพ จึงเป็นการเพิ่มรายได้ให้ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว คุณจตุพล พรหมเทพ วัย 29 ปี วิศวกรหนุ่มคนนี้ก็เช่นกัน เขาไม่เพียงมีงานประจำทำเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีอาชีพเสริม เป็นคนขายกระเป๋าจากยางพารา ไอเดียกิ๋บเก๋สุดสร้างสรรค์ ที่มีทั้งรูปสัตว์และผลไม้ ใบไม้นานาชนิด ซึ่งเป็นไอเดียต่อยอดจากคุณลุงวัยเกษียณเป็นผู้ริเริ่ม โดยคุณจตุพล เล่าให้ฟังว่า “จุดเริ่มต้นของการทำกระเป๋าจากยางพารา มาจากค
วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่จังหวัดนครพนม ในช่วงฤดูแล้งปีนี้แม้จะมีพายุฝนฤดูร้อน ตกลงมาต่อเนื่อง แต่ยังมีหลายพื้นที่จะประสบปัญหาจากภาวะภัยแล้ง ขาดน้ำในการทำการเกษตร แต่ชาวบ้านหนองแต้ และ ชาวบ้านนาขาม ต.นาขาม อ.เรณูนคร จ.นครพนม ได้พลิกวิกฤตเป็นโอกาส นำอาชีพภูมิปัญญาชาวบ้าน ทำนากบมาสร้างรายได้หน้าแล้ง ด้วยการปรับพื้นที่นา นำตาข่ายเขียวมาขึงเป็นคอกเลี้ยงกบ ขายลูกอ็อด เนื่องจากมองว่า ลูกอ็อด เป็นที่ต้องการของตลาดสูง และหายาก โดยได้เริ่มจากการเลี้ยงตามภูมิปัญญาชาวบ้านลองผิดลองถูกมานานหลายปี จนกระทั่งเกิดความชำนาญ กลายเป็นอาชีพที่มีผลผลิตสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านได้เป็นอย่างดี จนทำให้หมู่บ้านเหล่านี้เป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่า หมู่บ้านเลี้ยงกบ ซึ่งถือได้ว่า เป็นแห่งเดียวของนครพนม ซึ่งในแต่ละปีจะมีบรรดาพ่อค้า แม่ค้า เดินทางมารับซื้อลูกอ็อด ช่วงหน้าแล้ง ไปส่งขายออกสู่ตลาดทั่วภาคอีสาน ปีละหลาย 10 ตัน สร้างเงินหมุนเวียนสะพัดปีละกว่า 10 ล้านบาท ทีเดียว โดยอาชีพทำนากบ จะเริ่มขึ้นในช่วงหน้าแล้งหลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ ชาวบ้านจะใช้พื้นที่นาว่าง นำตาข่ายเขียวมาขึงเป็นบ่อเลี้ยงกบ จากนั้น
ปัจจุบันเริ่มมีคนไทยในต่างประเทศ ปลูกผักไว้ทานกันเองบ้างแล้ว ทั้งนี้ก็เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ได้กินผักที่อยากกิน ผ่อนคลายการคิดถึงบ้าน ที่สำคัญเกิดความภูมิใจได้ทานผักที่ปลูกเอง เฉกเช่นคุณสุพรรณกรรณิการ์ หรือคุณนิกา วังสีราบิคช ปัจจุบันอายุ 54 ปี สาวไทยที่ไปอาศัยอยู่รัฐเฮสเซิน ประเทศเยอรมันนี คุณนิกา ไปอยู่ที่ประเทศเยอรมันนีนาน 17 ปีแล้ว โดยแต่งงานกับสามีชาวเยอรมัน ปัจจุบันเธออาศัยอยู่ทางภาคกลาง จังหวัด Schwalmstatd หมู่บ้าน ทรูทสไซน. เขตรัฐเฮสเซิน เป็นเมืองเล็กๆ แต่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เป็นจังหวัดที่ถูกสร้างใหม่เกิดขึ้นเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่2 “ดิฉันแต่งงานกับสามีชาวเยอรมัน16 ปี เริ่มปลูกผักกินเองตั้งแต่แต่งงานปีแรก สามีก็มีความรู้เรื่องการปลูกผักท้องถิ่น และการเลี้ยงสัตว์พอสมควร สำหรับจุดเริ่มต้น เพราะบ้านอยู่นั้น ไกลจากตัวเมือง ของกินหายาก และมีราคาแพง เลยจำเป็นต้องปลูกผักทานเอง แต่ทว่าดินจังหวัดนี้ไม่ค่อยดี มีแต่เศษหิน เศษกระเบื้อ เวลาปลูกพืชจำเป็นต้องปรับปรุงดินก่อน” บริเวณบ้านที่คุณนิกาอาศัยอยู่มีพื้นที่ค่อนข้าง เลยพอจะปลูกผักได้ เธออาศัยปรับปรุงดินใช้วิธีใส่ขี้ไก่ และปุ๋ย
