หลักสูตรเรียนฟรี
บุรีรัมย์ กลายเป็นจังหวัดที่เป็นหมุดหมายของนักกีฬาฟุตบอล และผู้พิสมัยความเร็วในสนามแข่งรถระดับโลก จากในอดีตที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงระดับความยากจนไว้ว่า “บุรีรัมย์ ต้องตำน้ำกิน” ทว่า “บุรีรัมย์” ไม่ได้มีเพียง สนามฟุตบอล สนามช้าง อารีน่า และสนามแข่งรถสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต เท่านั้น หากแต่ยังมีภูมิปัญญาที่เป็นมรดกตกทอดมากว่า 5 ทศวรรษ คือการทอผ้า เลี้ยงไหม ปลูกหม่อน ที่บ้านนาโพธิ์ มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ โดย ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ชักชวนผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” ไปติดตาม ค้นเคล็ดแห่งความสำเร็จและประสบการณ์ของชาวบ้านนาโพธิ์ ผ่านศูนย์หัตกรรมพื้นบ้านนาโพธิ์ ประคอง ภาสะฐิติ อายุ 75 ปี ประธานศูนย์หัตกรรมพื้นบ้านนาโพธิ์ เล่าให้ฟังว่า เธอเริ่มทอผ้าตั้งแต่อายุ 13 ปี “เมื่อ 50 ปีก่อนบ้านนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์ ขึ้นชื่อเรื่องความแห้งแล้ง ไม่มีนา ไม่มีข้าว ไม่มีหม่อน ข้าวสารถังละ 3 บาท ขณะที่ชาวบ้านทอผ้าไหมผืนละ 80 บาท” แต่ความแร้นแค้นเริ่มหมดไปเมื่อปี 2516 ความอัตคัด-ขัดสน ถึงพระเนตรพระกรรณ สมเด็จพระนาง
อดีตข้าราชการครูวัยเกษียณใช้ทักษะและความชำนาญด้านฝีมือช่างและงานศิลป์ที่มีติดตัว รังสรรค์รากไม้ไร้ค่าให้กลายเป็นผลงานสุดทึ่ง ที่ผสมผสานระหว่างภูมิปัญญา สถาปัตยกรรม และประติมากรรม เรียกว่า “จินตนาการจากรากไม้” จำลองเป็นรีสอร์ตสุดเหมือน ฐานชุกชี และประติมากรรมธรรมชาติ ใช้ประดับตกแต่ง ถูกอกถูกใจต่างชาติรุมอุดหนุน สร้างรายได้นับแสนบาทต่อเดือน คุณนิพนธ์ หัสดี ในวัย 78 ปี เท้าความว่า จบ ปวช. ช่างก่อสร้างที่อุเทนถวาย จากนั้นต่อปริญญาตรี วิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร ยึดอาชีพครูมายาวนาน 36 ปี ตำแหน่งสุดท้าย คือ อดีตรองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว กระทั่งปี 2532 ลาออกมาดูแลบุพการี และรับบำนาญเลี้ยงตัวเอง ด้วยความที่คุณนิพนธ์ เป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ เขา บอกว่า ไม่อยากอยู่ว่างๆ อยากหากิจกรรมที่มีประโยชน์ โดยส่วนตัวชอบงานไม้ เลยอยากสร้างชิ้นงานที่ทำจากไม้ เลยเป็นที่มาของไอเดีย “ผมเกิดไอเดียเพิ่มมูลค่ารากไม้ ให้กลายเป็นผลงานประติมากรรม จากการที่ได้นั่งมองรากไม้ไร้ค่า ที่มีรูปทรงแตกต่างกันไป คิดว่าหากนำมาสร้างบ้าน หรือจำลองเป็นเป็นรีสอรต์ สะท้อนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนไ
อิมเมจเมคเกอร์ (Image Maker) หรือนักสร้างภาพเป็นอาชีพที่น้อยคนจะรู้จักและเข้าใจ สำหรับ ใบพัด อธิษฐ์พัชร นิพิษฐาภัทร กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอแฟงห์ จำกัด ถือเป็นบุคคลหนึ่งที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการนี้มานานกว่า 10 ปี ตั้งแต่ในยุคที่ต้องพึ่งพาสื่อมวลชนมาจนถึงยุคใหม่ที่ใครๆ ก็สามารถนำเสนอตัวตนได้อย่างไร้ขีดจำกัด ซึ่งไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ…ไม่มีใครอยากอยู่อย่างไร้ตัวตนและไม่มีใครอยากเป็นคนที่ถูกลืมเลือน การสร้างภาพลักษณ์ไม่ใช่เรื่องใหม่และก็ไม่ได้ถูกพูดถึงเป็นครั้งแรก มนุษย์คุ้นเคยกับภาพลักษณ์มาตั้งแต่เริ่มรู้จักการเข้าสังคม เราใส่ใจว่าคนอื่นจะคิดกับเรายังไง เราสนใจว่าตัวเราจะเป็นคนแบบไหน ในแต่ละวันที่เราใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางผู้คน เราห่วงว่าวันนี้เราจะเป็นคนที่ดีหรือยัง ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นการทำงานของอิมเมจเมคเกอร์ เสน่ห์ของงาน สีสันของการใช้ชีวิต การเดินทางผ่านช่วงเวลาทำให้ได้เรียนรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งสำคัญและอะไรเป็นสิ่งที่ควรจะต้องกำจัดทิ้ง ตลอดชีวิตการทำงาน “ใบพัด อธิษฐ์พัชร นิพิษฐาภัทร” ได้สั่งสมประสบการณ์ทางด้านภาพลักษณ์ เรียนรู้ เข้าใจ และผ่าฟันอุป
คุณเอก-สามารถ ศรีสังข์บุญ อายุ 49 ปี เล่าว่า ก่อนหน้านี้ประกอบธุรกิจในสายงานด้านอุตสาหกรรม รวมถึงรับบริการงานพิมพ์บนภาชนะ บรรจุภัณฑ์ ในย่านแห่งหนึ่งในเมืองหลวง เมื่อเห็นว่าการแข่งขันสูงขึ้น จึงย้ายฐานมาอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื่องจากมีแหล่งอุตสาหกรรมมากมาย ธุรกิจเจริญเติบโตไปตามลำดับ พอเข้าปี 2554 เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในอยุธยา “ผมกับหุ้นส่วนประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง ใช้เงินจำนวนมากในการต่อสู้จนแก้ปัญหาน้ำไว้ได้ แต่โครงสร้าง และเครือข่ายธุรกิจเสียหาย การฝืนตัวเองในสายอาชีพจึงทำได้ยาก” คุณเอก เล่าต่อ จากนั้นมีโอกาสได้พูดคุยกับนักธุรกิจญี่ปุ่นที่เคยร่วมงานกัน ถึงการทำงานหลังจากนี้ ได้รับคำตอบว่าจะทำเกี่ยวกับอาหาร ทำอะไรก็ได้ที่สามารถพัฒนาต่อยอดได้ “เขายกตัวอย่างปลาหมึกหนึ่งตัว กับปลาหมึกตามตลาดนัด ราคานั้นต่างกันมากทั้งๆ ที่คุณภาพ และขนาดเท่ากัน ของแบบนี้มันอยู่ที่การดีไซน์ และการสร้างแบรนด์สินค้า” หลังจากได้ฟังความคิดของนักธุรกิจญี่ปุ่น คุณเอกกลับมาคิดตาม กระทั่งมีเพื่อนฝากซื้อไก่ทอดเจ้าประจำ ชื่อร้าน ไก่ตุ๊ก “ผมไปนั่งรอซื้อช่วงเช้า เห็นเพื่อนขายดีมาก ไม่ได้หยุด ลูกค้ามาซื้อต่อเนื่อง
ฝ้าย (Cotton) คือ เส้นใยเก่าแก่ชนิดหนึ่งซึ่งใช้ในการทอผ้ามาแต่สมัยโบราณ โดยหลักฐานทางโบราณคดีที่บ่งบอกให้รู้ว่ามีการปลูกฝ้ายและปั่นฝ้ายเป็นเส้นด้ายมานานแล้ว คือการขุดพบฝ้ายในซากปรักหักพังอายุประมาณ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล ที่แหล่งโบราณคดีโมฮันโจ ดาโร (Mohenjo daro) บริเวณแหล่งอารยธรรมลุ่มน้ำสินธุในเขตประเทศปากีสถานปัจจุบัน ใยฝ้ายได้มาจากส่วนที่ห่อหุ้มเมล็ดของต้นฝ้าย หรือที่เรียกว่า ปุยฝ้าย ซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นเล็กๆ ฝ้ายมีคุณสมบัติเนื้อนุ่ม โปร่งสบาย ระบายความร้อนได้ดี เนื่องจากฝ้ายมีช่องระหว่างเส้นใย จึงเหมาะกับสภาพอากาศในฤดูร้อน และเมื่อเปียกจะตากแห้งได้เร็ว การใช้ฝ้ายมาใช้งานทำได้โดยนำฝ้ายมาปั่นเป็นเส้นด้าย แล้วนำมาทอเป็นผืนผ้า ท่านที่เคารพครับ!!! ปัจจุบันประเทศไทยมีการปลูกฝ้ายน้อยมาก แต่ที่บ้านดินทรายอ่อน หมู่ที่ 6 ตำบลหัวนา อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู ได้มีเกษตรกรรวมตัวกันเป็นกลุ่มและปลูกฝ้าย แล้วนำเส้นใยจากดอกฝ้ายมาถักทอเป็นผ้าฝ้ายรูปแบบต่างๆ ย้อมด้วยสีธรรมชาติ แล้วแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด จนได้รับความสนใจจากลูกค้าทั่วประเทศ สร้างงาน สร้างอาชีพ ทำรายได้เข้าหมู่บ้า
วันที่ 14 พ.ค. ที่บ้านดนตรีเพ็ชรลังการ บ้านเลขที่405 ม.3 บ้านค้อ ต.บ้านค้อ อ.เมือง จ.ขอนแก่น นายจักรพงศ์ เพ็รชแสน หรือครูพงศ์ อดีตนักดนตรีวงโปงลางสะออน ได้สร้างกลองเพลจากไฟเบอร์กลาส ขนาดกว่า 2.20 เมตร โดยใช้หนังควาย 2 ตัว เพื่อนำถวายวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จ.นครพนม โดยหวังจะเป็นต้นแบบในการสร้างวัสดุเทียมเลียนแบบธรรมชาติ ลดการตัดไม้ทำลายป่า นายจักรพงศ์ กล่าวว่า ได้มีโอกาสเดินทางไปไหว้ทำบุญยังหลาย สถานที่ตามโอกาสต่าง ๆ และได้ไปเจอกับกลอง ที่อยู่ในวันซึ่งเป็นวัดที่มีผู้คนไปทำบุญกันบ่อยครั้ง โดยเฉพาะ อย่างวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร เห็ว่ากลองนั้นมีอยู่ในวัด หรือที่เราเรียกกันว่า กลองเพล โดยมี 2 ลักษณะ คือ กลองที่ทำจากไม้ที่เป็นต้นเลย ซึ่งในอดีตนั้นมีไม้ต้นใหญ่ๆ สามารถนำมา ทำกลองได้เลย และลักษะที่ 2 คือ การนำเอาไม้มาต่อกันเพื่อนำมา เข้าหน้าหนังทำเป็นกลองเพล แล้วนำ ไปถวายพระในวัดต่างๆ จึงตัดสินใจทำกลองเพลลูกแรกโดยการนำท่อน้ำประปา พีวีซี ขนาดใหญ่มาทำ กลองเป็นการทดลองลูกแรก หลังจากทำเสร็จก็ลองตีดู เสียงดังกระหึ่มอย่างมาก น้ำหนักก็เบาด้วย ในการทำกลองเพลไฟเบอร์กลาสใช้เวลาในการขึ้นรูป 5 วัน ห
งานฝีมือยังเป็นอะไรที่ขายได้ โดยเฉพาะงานคราฟต์ของไทย ด้วยตัวงานมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีเรื่องราวที่ถูกสืบทอดและสานต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ใครเห็นเป็นต้องชอบทุกราย คุณฟลุค-เขมิกา ชัญโต อายุ 25 ปี สาวสวยผู้หลงใหลในงานฝีมือ เล่าให้ฟังว่า เรียนจบเพียงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จาก กศน. ก่อนหน้านี้ทำงานประจำอยู่ที่จังหวัดชลบุรี พร้อมทั้งยึดอาชีพขายของออนไลน์ไปพร้อมกัน กระทั่งย้ายกลับบ้านที่จังหวัดยโสธรด้วยความคิดถึง และนี่เองเป็นจุดเริ่มต้นของการขายงานคราฟต์ผ่านออนไลน์ “ที่บ้านฟลุคทำสินค้าโอท็อปของจังหวัดยโสธรหลายอย่าง เลยอยากจับงานฝีมือมาขายรวมกัน โดยงานคราฟต์ที่ฟลุคเลือกนำมาขายผ่านออนไลน์ เป็นงานฝีมือจากกลุ่มผู้สูงอายุ” คุณฟลุค เล่าย้อนว่า ได้เจอกับกลุ่มผู้สูงอายุจากจังหวัดศรีสะเกษ เมื่อครั้งไปเดินเที่ยวงานแสดงสินค้างานหนึ่ง “จากเดิมท่านจะทำเป็นพวกของใช้ในครัวเรือน เช่น สุ่มไก่ สุ่มดักปลา เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปก็ขายไม่ค่อยดี กระทั่งได้รับคำแนะนำจากวัฒนธรรมจังหวัดว่าให้ลองเปลี่ยนรูปแบบเป็นเครื่องประดับ จึงเริ่มทำเป็นต้นมา” ซึ่งเครื่องประดับดังกล่าว คือต่างหูสุ่มจิ๋ว และมาลัยข้าวตอกจิ๋ว ที่คุณฟลุ
คุณยายวัย 67 สู้ชีวิต สร้างงานให้กับตัวเอง ประดิษฐ์งานฝีมือสานสาดคล้า หรือเสื่อคล้า ภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างงาน สร้างรายได้ หวั่นจะกลายเป็นตำนานไร้คนสานต่อ โอดไม่มีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาส่งเสริม ที่บ้านเลขที่ 140/1 ม.6 ต.โคกสะบ้า อ.นาโยง จ.ตรัง ซึ่งเป็นบ้านของ คุณยายจำเรียง คล้ายเถาว์ อายุ 67 ปี นั่งสาละวนและตั้งอกตั้งใจ สานสาดคล้า หรือ สานเสื่อคล้า โดยบริเวณใกล้เคียงคุณยายจำเรียง มีกองต้นคล้าวางเรียงรายเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งสาดคล้าหรือเสื่อคล้า จัดวางอย่างเป็นระเบียบ พร้อมที่จะขายให้กับชาวบ้านที่สนใจเลือกซื้อสาดคล้า ซึ่งเป็นงานฝีมือที่เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างแท้จริง คุณยายจำเรียง เล่าให้ฟังว่าทำงานฝีมือสานสาดคล้ามาตั้งแต่อายุ 17 ปี ได้เรียนรู้การทำเสื่อจากพ่อ ด้วยสภาพแวดล้อมในหมู่บ้านเป็นหนองน้ำ เป็นที่นา ทำให้มีต้นคล้าจำนวนมาก ซึ่งต้นคล้า เป็นไม้ล้มลุก เจริญเติบโตขึ้นเป็นกอมีอายุหลายปี ลำต้นมีทั้งแบบตั้งตรง มีเหง้าหรือหัวอยู่ใต้ดิน ลำต้นกลมเป็นสีเขียวเข้มออกเป็นข้อๆ และมีข้อปล้องยาว หากรวมทั้งก้านและใบจะมีความสูงประมาณ 1-2 เมตร ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแยกหน่อปลูกในที่เป็นน้ำหรือเป็นโค
เมืองไทยยุคนี้มีคอนโดมิเนียมราคาหลุดโลก! เจ้าของสถิติที่แพงที่สุดในขณะนี้เป็นของโครงการ “98 ไวร์เลส” ผู้พัฒนาคือ บมจ.แสนสิริ ที่มีราคาตารางเมตรละ 7 แสนบาท ส่วน 5 อันดับคอนโดมิเนียมที่แพงที่สุดในประเทศไทยจะมีคอนโดมิเนียมจากค่ายไหนบ้าง และจะต้องควักเงินเท่าไหร่ถึงจะซื้อได้สักหนึ่งห้อง ต้องติดตาม
“บ้านผลไม้” ธุรกิจแปรรูปผลไม้ ตั้งอยู่ที่ ตำบลรอบเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ธุรกิจครอบครัวของ คุณจิรทีปต์ ปัทมโยธิน และ คุณนริชา กุลนานันท์ ที่มีความรักในการแปรรูปผัก-ผลไม้ที่มีอยู่ในท้องถิ่น ตามที่เคยมีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับโครงการโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูป ที่เชียงรายและเชียงใหม่ และโครงการตามพระราชดำริ ที่สกลนครและบุรีรัมย์ ปัจจุบัน บ้านผลไม้ดำเนินธุรกิจมาร่วม 15 ปี โดยมีทายาทรุ่นที่ 2 คือ คุณสุทัตตา ปัทมโยธิน วัย 26 ปี มารับช่วงบริหารงานในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป คุณสุทัตตาเรียนจบปริญญาตรี จากคณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ควบด้วยปริญญาโท ด้านการจัดการ จากมหาวิทยาลัยเทกซัส วูแมน (Texas Woman’s University) หลังเรียนจบทายาทสาวรีบกลับมาช่วยกิจการครอบครัว “บ้านผลไม้เป็นธุรกิจที่พ่อกับแม่ช่วยกันสร้าง เห็นถึงความตั้งใจของทีมงานทุกคนที่อยู่ด้วยกันมา 10 กว่าปี ในฐานะที่เป็นทายาท และโตมากับธุรกิจนี้จึงอยากให้มีต่อไปเรื่อยๆ เป็นความภูมิใจที่ได้ทำผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพให้ผู้บริโภคได้ทาน” ทายาทสาวถ่อมตัวว่า เธอยังต้องเรียนรู้การบริหารงานอีกพอสมควร ทั้งนี้ ต้องอาศัยพ่อ
