How to
แม่ทิพย์-สมพงค์ สุวรรณศรี เจ้าของร้านขนมเบื้อง วัย 51 ปี เล่าถึงที่มาให้ฟังว่า ขายขนมเบื้องมาร่วม 25 ปี เรียนรู้สูตรจากเพื่อนที่รู้จัก และดูวิธีทำเพียงครั้งเดียว ด้วยความที่เป็นแม่ค้าอยู่แล้วจึงเรียนรู้เร็ว กลับมาหัดทำด้วยตัวเอง จนสามารถเปิดร้านขายเองได้ เจ้าของร้านคนเก่ง ยังเล่าต่ออีกว่า เมื่อก่อนขายแผ่นใหญ่เหมือนร้านอื่น ภายหลังต้นทุนวัตถุดิบราคาสูงขึ้นจึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการขายด้วยการเปลี่ยนมาทำไซซ์มินิแทน แต่คุณภาพไม่ได้ลดลง ยังคงความอร่อยเหมือนเดิม จุดเด่นของร้านแม่ทิพย์ อยู่ที่ไซซ์มินิพอดีคำ วนแป้งบนเตาขนาดใหญ่ได้ถึง 200 ชิ้น ต่อ 1 ครั้ง ไม่ใส่ครีมเยอะ มีไส้หวานและเค็มเหมือนร้านขนมเบื้องทั่วไป ส่วนรสชาติ แม่ทิพย์ เล่าอย่างถ่อมตัวว่า อร่อยเหมือนร้านอื่นๆ แล้วแต่ลูกค้าชอบ จุดเด่นอีกอย่าง คือ ไม้แซะ ที่แม่ทิพย์และสามีช่วยกันคิดค้นขึ้นมาเพื่อย่นเวลาในการขาย เมื่อขนมเบื้องสุกได้ที่ใช้ไม้แซะๆ ขึ้นจากเตาได้ทีละ 3 แผ่น รวดเร็วทันใจลูกค้า ขายราคาชิ้นละ 1 บาท ร้านขนมเบื้องแม่ทิพย์ไม่มีที่ขายประจำ หากสนใจอยากลองชิมแต่ยังไม่รู้พิกัด สามารถโทรไปสอบถามได้ที่ 087-404-2759 ชื่อร้าน แม่ทิพย์
ข่าวใหญ่ในแวดวงนักชิมในช่วงปลายปีที่ผ่านมาก็คือ มิชลินได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดทำ คู่มือมิชลินไกด์ (Michelin Guide) เล่มสีแดง ฉบับกรุงเทพฯ ประจำปี 2018 (พ.ศ.2561) ขึ้นเป็นครั้งแรก มีร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกทั้งสิ้น 126 ร้าน มีทั้งรางวัล 2 ดาวมิชลิน (ปีนี้ยังไม่มีร้านไหนได้ถึงระดับสูงสุด 3 ดาวมิชลิน) 1 ดาวมิชลิน บิบ กูร์มองด์ (Bib Gourmand) และมิชลิน เพลท (Michelin Plate) และสิ่งที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลกก็คือ มีร้านประเภท ร้านอาหารริมทาง หรือ สตรีตฟู้ด ได้รับรางวัลมิชลินด้วยถึง 28 เจ้า นำทีมโดยเจ๊ไฝซึ่งคว้าดาวมิชลินไป 1 ดวง นอกนั้นที่เหลือได้รางวัลบิบ กูร์มองด์ และมิชลิน เพลท การจัดทำคู่มือมิชลินไกด์ กรุงเทพฯ นั้น สำหรับปิ่นโตเถาเล็กถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะมีนักชิมจากทั่วโลกจำนวนมหาศาลมักจะยึดไกด์บุ๊กชนิดนี้เป็นสรณะในการตระเวนชิมตามประเทศต่างๆ (รวมถึงข้าพเจ้าเองด้วย) จึงนับว่าเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทยเราในด้านอาหารการกินได้อย่างดีเยี่ยม ปิ่นโตเถาเล็กจึงขอพาแฟนๆ ไปท่องกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร หาอะไรกินที่ร้านซึ่งได้รางวัลมิชลินกันดีกว่า ช่วงเย็นย
เชื่อว่าท่านนักบริโภคถั่วทุกท่าน คงรู้จักถั่วของไทยชนิดนี้ “ถั่วลิสง” น่าจะเป็นถั่วที่มีมานานนับเป็นร้อยๆ ปี ถามคนเฒ่าคนแก่ขณะนี้ก็บอกว่ามีมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตาทวดแล้ว เรียกกันว่า “ถั่วดิน” คนสมัยก่อนเอามาต้ม คั่วกินเล่น หนุ่มสาวไปเที่ยวหากันก็ได้ถั่วดินคั่วนั้นแหละเป็นของว่างแก้เขินอาย กินเล่นกันมากๆ คอแห้งดื่มน้ำตาม คงเกิดลมแก๊สในกระเพาะส่งเสียงปี๊ดปู้ดกันเพลินดีนะ ไม่อยากบอกว่าอายนะ “ถั่วลิสง” เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ แถวบราซิล แถบเทือกเขาแอนดีส และประเทศโบลิเวีย แถบลุ่มแม่น้ำอะเมซอน แพร่พันธุ์เข้ามาประเทศไทยเมื่อไรไม่ทราบ แต่ก็คงนานนับร้อยๆ ปีอย่างที่ว่า ในขณะนี้ยังมีปลูกกันอยู่แถวขอนแก่น นครสวรรค์ นครนายก ลพบุรี สระบุรี ลำปาง และอุตรดิตถ์ อุตรดิตถ์มีปลูกกันเป็นแหล่งประจำที่ตำบลน้ำริด ตำบลบ้านด่านนาขาม อำเภอเมือง มีพื้นที่ปลูกตำบลละ 2,500 ไร่ ให้ผลผลิตดีในช่วงปลูกเป็นถั่วแล้ง อาศัยความชื้นจากดิน และน้ำห้วย ช่วงหลังฤดูทำนาเก็บเกี่ยวข้าวแล้วหยอดถั่วพันธุ์ไทนาน 9 เหมาะสำหรับกะเทาะเมล็ดขาย กับถั่วเมล็ดฝักลายพันธุ์พระราชทานจัมโบ้ลาย พันธุ์กาฬสินธุ์ 2 นิยมบริโภคในรูปถั่วต้ม
“เครื่องผสมปุ๋ยชีวภาพ” ผลงานนวัตกรรมจากโครงการ “Learning Express” โครงการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี (RMUTT) และ Singapore Polytechnic (SP) ประเทศสิงคโปร์ อีกหนึ่งโครงการของกองยุทธศาสตร์ต่างประเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ภายใต้การดูแลของ รศ.ดร. ณฐา คุปตัษเฐียร ผู้ช่วยอธิการบดี ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์ต่างประเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ที่สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับนักศึกษาและคณาจารย์ด้วยการสร้างประโยชน์ให้กับคนในชุมชนด้วยความถนัดตามสาขาวิชาเอกของตนเอง รศ.ดร. ณฐา คุปตัษเฐียร ผู้ช่วยอธิการบดี เปิดเผยว่า โครงการ Learning Express : RMUTT-SP ดำเนินการมาแล้ว 5 รุ่น เป็นโครงการที่ร่วมพัฒนากระบวนการคิด สร้างประสบการณ์การเรียนรู้โดยตรงผ่านการลงมือทำให้กับนักศึกษาไทยและนักศึกษาสิงคโปร์อย่างเต็มที่ ดำเนินกิจกรรมเป็นทีมสหวิชาการ (Multi-disciplinary) ในการสร้างนวัตกรรมเพื่อชุมชน (Social Innovation) ผ่านกระบวนการการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) เป็นทักษะในการคิดเพื่อฝึกให้นักศึกษาช่วยแก้ปัญหาในชุมชนต่างๆ ผ่านขั้นตอนการสัมภาษณ์ของผู้อยู่ใน
ผ้าฝ้าย เป็นผ้าที่สวมใส่แล้วสบายที่สุด เหมาะกับหน้าร้อน หรืออากาศเมืองร้อนแบบบ้านเรา เนื่องจากระบายอากาศดี กลุ่มตัดเย็บผ้าฝ้าย และทำผ้าย้อมคราม บ้านดงสาร อ.เซกา จ.บึงกาฬ เป็นอีกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหนึ่งที่น่าสนใจ ด้วยความสามารถในการดำรงคงอยู่ของอาชีพนี้อย่างเหนียวแน่นมาตั้งแต่ปี 2554 โดยการรวมตัวกันของคนชุมชน บ้างทำเป็นงานหลัก บ้างใช้เวลาว่างจากการกรีดยางพารา มาหารายได้เสริม คุณวิรัตน์ แผ่นทอง และคุณไพรวัล แผ่นทอง สองสามีภรรยา ผู้รวบรวมสินค้านำออกสู่ตลาด เล่าให้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ฟังว่า ลักษณะของผ้าย้อมคราม คือเป็นผ้าฝ้าย ที่เกิดจากการย้อมคราม ตั้งแต่เป็นเส้นด้าย โดยครามที่นำมาย้อม ก็มาจาก ต้นคราม ที่ปลูกกันไว้ตามหัวไร่ปลายนา กลุ่มนี้รวมตัวกันได้ 15 คน มีสินค้าหลักๆ คือ ผ้าถุง กระเป๋า กระโปรง เสื้อ กางเกง ที่ทางกลุ่มออกแบบเอง ย้อม ตัดเย็บกันเอง และขั้นตอนสุดท้ายก็คือหมักด้วยโคลน ให้ผ้านุ่ม และฟิกซ์สีกันสีตกอีกด้วย “คนที่มาทำ คือส่วนใหญ่ทำเป็นอาชีพเสริม อาชีพหลักคือกรีดยาง บางคนทำได้หลายผืนต่อสัปดาห์ เฉลี่ยๆ แล้วจะมีรายได้ราว 3000 บาทต่อเดือน พอเป็นค่ากับข้าวในครัวเรือน” คุณวิรัตน์
เช้าวันนี้ น้องเต้ย และ น้องฮาร์ท วัย 9 ขวบ ชั้น ป.2 รวมทั้งน้องปั๊บ ชั้นป.1 นักเรียนโรงเรียนบ้านคลองแขยง จ.กำแพงเพชร ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบแหล่งเรียนรู้ “ผ.ผักสวนครัว” ทำหน้าที่เป็น ผู้ช่วยคุณครู ลงมือปฏิบัติจริงเพื่อเรียนรู้ขั้นตอนการเพาะต้นอ่อนทานตะวัน กิจกรรมใหม่ที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ เรียนรู้จากประสบการณ์นอกห้องเรียน ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ โรงเรียนมีขนาดเล็กทำให้ต้องจัดแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนสำหรับกิจกรรมแหล่งเรียนรู้ต่างๆ อาทิ แหล่งเรียนรู้ “ผ.ผักสวนครัว” “ข.ขยะขายได้” “บ.บ้านอัญชัน” “ร.เรือนนางฟ้า” “น.น้ำหมักชีวภาพ” “บ.ใบไม้ทับถม” และ “ป.ปลาตากลม” เป็นต้น สามหนุ่มน้อยขมีขมันช่วยกันตัดต้นอ่อนทานตะวันที่ปลูกไว้ในตะกร้า แบ่งใส่ถุงพลาสติกใสแล้วนำไปชั่งให้ได้ถุงละ 150 กรัม ฝากให้คุณครู ผู้อำนวยการนำไปจำหน่ายในราคาถุงละ 20 บาท กิจกรรมการเพาะต้นอ่อนทานตะวันของโรงเรียนบ้านคลองแขยงเริ่มมาตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2561 เป็นการต่อยอดกิจกรรมภายใต้โครงการซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต ที่บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เข้ามาส่งเสริมการผลิตอาหาร ให้ความรู้ด้านคุณภาพอาหารและคว
กระแสเพลง “คุกกี้เสี่ยงทาย” ดังเปรี้ยง สาวไทยเจนวายหัวใสทำคุกกี้เสี่ยงทาย (รัก) 1 กระปุก 1 คำทำนาย ขายเดือนเดียว ลูกค้าแห่อุดหนุน 3,000 กระปุก เน้นออกบูธ ขายตามอีเว้นต์ ผู้สื่อข่าวเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ รายงานบรรยากาศจากงาน “มหกรรมอาหาร Fun Food Fair By แม่มณี” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-25 มีนาคม 61 ณ บริเวณชั้น 4 เอ็มซีซีฮอลล์ เดอะมอลล์บางกะปิ ว่า คุณเอย เจ้าของไอเดียในวัย 26 ปี จับกระแสเพลงคุกกี้เสี่ยงทายของวง BNK48 มาทำคุกกี้ทูเล่ 5 รสชาติ ช็อกโกแลต ชาโคล สตรอว์เบอร์รี ชาเขียว เนย เน้นขายออนไลน์ คอนเซ็ปต์ 1กระปุก 1คำทำนาย เจ้าของคุกกี้เสี่ยงทาย (รัก) บอกต่อว่า ใช้เวลาคิดเพียง 2 วัน ก็ทำออกมาขาย ปรากฏได้การตอบรับดีมาก เพียงเดือนเดียวยอดขาย 3,000กระปุก จำหน่ายในราคากระปุกละ 49 บาท จับกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น
ศิลปะการแสดงพื้นเมืองของภาคใต้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมายาวนาน ต้องยกให้ “มโนราห์” มหรสพที่สามารถสะกดผู้ชมให้ตรึงใจไปกับท่วงทำนอง และลีลาการร่ายรำของผู้เล่น สร้างความสนุกสนาน ครึกครื้นชวนให้ต้องขยับตาม ซึ่งเสน่ห์ของการละเล่นชนิดนี้สิ่งสำคัญอยู่ที่เครื่องประดับที่มีสีสันสดใส ปัจจุบัน มีคนบางกลุ่มยึดเป็นอาชีพ นั่นคือ ประดิษฐ์เครื่องประดับมโนราห์ สร้างรายได้และช่วยอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมไทย คุณปฏิพัฒน์ สัจบุตร วัย 37 ปี และคุณณัฐพงษ์ สัจบุตร วัย 33 ปี สองพี่น้องชาวอาศัยอยู่หมู่ที่ 4 ต.นาข้าวเสีย อ.นาโยง จ.ตรัง ที่สืบทอดกิจการต่อจากบรรพบุรุษ (คุณประเทือง สัจบุตร ผู้เป็นพ่อ) ด้วยการประดิษฐ์ส่วนประกอบต่างๆ ของการแสดงมโนราห์ ยกตัวอย่าง เครื่องประดับ เครื่องดนตรี เติมไอเดียคนรุ่นใหม่ ทำหน้ากากตัวตลกที่ใช้ในการแสดงมโนราห์ ภาษาท้องถิ่นเรียกว่า หน้ากากพรานบุญ ที่มีขนาดเล็กกว่าปกติประมาณ 10 เท่า ใช้สำหรับห้อยกับสร้อยคอ หน้ารถ ใช้เป็นเครื่องประดับ มีคนบางกลุ่มนำไปปลุกเสกขึ้นหิ้งบูชาในฐานะเครื่องรางของขลัง แต่ล่าสุดได้ดัดแปลงมาทำ “เทริดจิ๋ว” ซึ่งเป็นเครื่องประดับศีรษะของมโนราห์ ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าปกติป
ปลาคาร์พ หรือ แฟนซี คาร์พ (Fancy carp) เดิมทีเป็นปลาไนชนิดธรรมดา เป็นปลาน้ำจืดในกลุ่มปลาตะเพียน (carp) ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า โคย (Koi) นิยมเลี้ยงเพื่อความสวยงาม หรืออีกทางมีความเชื่อว่าปลาคาร์พเป็นปลาแห่งโชคลาภเสริมฮวงจุ้ยด้านธุรกิจสร้างผลกำไรดี จึงเป็นที่นิยมเลี้ยงกันแพร่หลายในปัจจุบัน ด้วยกระแสที่มาแรง ทำให้เกิดพ่อค้าแม่ค้าหลายรายมองเห็นช่องทางการสร้างอาชีพ บ้างเลี้ยงเพื่อสร้างรายได้ บ้างก็เลี้ยงเพราะความชอบ จนเกิดเป็นอาชีพ คุณมลิวรรณ ผ่านชมภู หรือ คุณติ๊ก อยู่บ้านเลขที่ 275 หมู่ที่ 7 บ้านหนองเดิ่น ตำบลหนองกอมเกาะ อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย เป็นอีกหนึ่งคนที่ชื่นชอบและหลงใหลสีสัน ลวดลาย ความสวยงามที่ไม่ซ้ำกันของปลาคาร์พ จากเลี้ยงเล่นๆ กลายเป็นอาชีพหลักในที่สุด โดยก่อนหน้านี้คุณติ๊กช่วยพี่สาวทำงาน เป็นบริษัทเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งออฟฟิศอยู่ที่บ้าน บริเวณข้างๆ จะมีบ่อเลี้ยงปลาคาร์พที่พี่เขยเป็นคนเลี้ยงไว้ ด้วยความที่เห็นทุกวัน ช่วยพี่เขยให้อาหารบ้างตอนที่เขาไม่อยู่ จึงเกิดความผูกพัน และกลายเป็นความชอบโดยที่สุด คราวนี้เมื่อชอบเวลาไปเห็นปลาคาร์พที่ไหนสวยๆ ก็ซื้อมาเลี้ยงเพิ่ม เลี้ยงจนปลาเต็ม
มีโอกาสได้คุยกับคุณหนึ่ง-เกรียงไกร ที่ใครๆ ก็รู้จักดีในนามของผู้ดูแลคุณเล็กฟาร์ม (Kunlekfarm) ฟาร์มที่นำเข้าและเพาะพันธุ์แมวบริติช ชอร์ตแฮร์ จากต่างประเทศ ที่การันตีคุณภาพคับแก้ว ได้รับการยอมรับจากกลุ่มคนรักแมวบริติช ชอร์ตแฮร์ ในอันดับต้นๆ ของประเทศ คุณเล็กฟาร์ม ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 8 ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี คุณหนึ่ง บอกเราว่า ชื่อฟาร์มมาจากชื่อของคุณแม่ ที่ก่อนก่อตั้งอยู่ในวัยใกล้เกษียณ ต้องการให้คุณแม่มีอะไรทำหลังเกษียณ แต่ในท้ายที่สุดผู้ที่สัมผัสกับฟาร์มจริงๆ ก็คือตัวของคุณหนึ่งเอง แรกเริ่มจากการเลี้ยงแมวพันธุ์เปอร์เซียมาก่อน แต่พฤติกรรมของแมวเปอร์เซียตัวนั้นมีความเป็นตัวเองสูงมาก จับเมื่อไรจะถูกกัด ทำให้เกิดความรู้สึกว่า หากเลี้ยงแมวอีกจะต้องเป็นแมวที่เชื่องที่สุด และแมวอยู่กับคนได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือทำอย่างไรให้แมวติดคน เรียกอีกแบบว่า เลี้ยงแมวให้เหมือนหมา ตบโต๊ะก็มา เรียกชื่อก็รู้ และไม่กลัวน้ำ คุณหนึ่ง บอกกับเราว่า ราว 7-8 ปีที่แล้ว แมวบริติช ชอร์ตแฮร์ ขายในราคาเริ่มต้นที่ 80,000 บาท ถือว่าแพงมาก เราจึงอยากเพาะโดยการนำเข้าแมวจากต่างประเทศ ซึ่งขณะนั้นนำเข้าพ่อแม่พ
