How to
ก่อนเข้าเรื่องอาหารการกิน ขอสวัสดีแฟนๆ “อาทิตย์สุขสรรค์” ก่อน ด้วยฉบับนี้เป็นฉบับแรกที่ได้รับโอกาสจากกอง บก.มติชน เปิดพื้นที่ให้เขียนเรื่องอาหารจานเด็ด แบ่งปันความอร่อย โดยไม่เกี่ยงว่าจะเป็นสตรีต ฟู้ด หรือ จานหรูในโรงแรม เราเริ่มกันเลยนะคะ พื้นที่มีน้อยใช้สอยประหยัดค่ะ (อิอิ) ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ไปเที่ยวงานถนนคนเดินที่เชียงราย เขาจัดกันทุกวันเสาร์ ถือเป็นบิ๊กอีเว้นต์ของจังหวัดก็ว่าได้ เพราะมีการปิดถนนยาวเป็นกิโลเมตร ขอบอกว่าของกินเพียบ แถมราคาก็เป็นมิตร ส่วนมากสไตล์ร้านเป็นแบบฟู้ด ทรัก เจอร้านหนึ่งน่าสนใจใช้รถกะป๊อดัดแปลง ตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่น ขายปิ้งย่างแค่ 3 อย่าง แต่ขายดีมาก ชะโงกดูบนเตา มีไส้ย่าง สันคอหมูย่าง และพริกหยวกยัดไส้หมู ดูธรรมดาแต่ยั่วน้ำลายมาก เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ด วางในกล่องกระดาษถูกสุขอนามัย จุ๋ย จุ๋ย- “นิธิตา มณีรัตน์” เจ้าของกะป๊อไส้ย่าง แม่ค้าสาวมาดห้าวชาวเชียงราย บอกว่า ไส้ย่างที่นำมาเสียบไม้ปิ้งขายเป็นส่วนของไส้อ่อน ไส้หวาน นำมาหมักสูตรของทางภาคเหนือสืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ หนักเครื่องเทศ เพิ่มรสชาติให้เข้มข้น ย่างออกมากลิ่นหอม สีเหลืองชวนรับประทาน ไม่รอช้า
หนุ่มเทศบาลไอเดียแจ่ม ขายน้ำแข็งปั่นขนมปังเย็น “ จ้ำบ๊ะ ” หวานเย็นใส่ถาด สีสันสวยงามเห็นแล้วอดใจไม่ไหว้ที่อากาศร้อนๆในตอนนี้ต้องลองสักถาด ที่ร้านแชมป์เปี้ยน สาขา 2 ที่บริเวณห้างแต้ ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ ถนนอ่างทอง-สิงห์บุรี ตำบลตลาดหลวง อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง ที่นำความอร่อยของน้ำแข็งปั่นขนมปังเย็น ที่ชาวอ่างทองเรียกว่า “จ้ำบ๊ะ” โดยนำน้ำแข็งปั่นด้วยน้ำหวานและนมสด มาใส่ถาดที่มีขนมปังวางอยู่ พร้อมด้วยเครื่องเคียง ลูกจาก เฉาก๊วย มีโอริโอ้ โอโจ้ มาร์ชแมลโลว์ คอร์นเฟล็กที่วางเป็นเครื่องเคียงอยู่ในถาด พร้อมเสริฟให้ลูกค้าในราคา 35 บาท แบบจัดเต็มทั้งความหวานมันเย็นแบบไม่มีการหวงเครื่องเคียง นายปริญญา มะปรางหวาน อายุ 34 ปี เปิดเผยว่า ตนเองเป็นลูกจ้างเทศบาลเมืองอ่างทอง ได้เปิดร้านขาย“จ้ำบ๊ะ” เป็นอาชีพเสริมและเริ่มขายดีมีลูกค้าขาจรและขาประจำจำนวนมาก จึงเปิดขยายสาขา2โดยให้ภรรยาเป็นผู้ดูแล และเกิดปิ้งไอเดียที่ไม่เหมือนใคร นำ “จ้ำบ๊ะ” มาใส่ถาดขาย แบบไม่หวงเครื่อง เป็นการเรียกลูกค้า และเป็น Signature ขึ้นชื่อของทางร้าน นอกจากนั้นยังมีน้ำแดง น้ำเขียว โกโก้ โอวัลติน ไมโล กาแฟ ชาเนสที โอริโอ้ สตรอว์เบอร์ร
จากกระแสละครดังบุพเพสันนิวาส ทำให้ชุดไทยได้รับความนิยมแต่งกายกันอีกครั้ง ไม่เว้นแม้แต่คนขายก๋วยเตี๋ยวเรือ ทั้งเจ้าของ พนักงานในร้าน พร้อมใจแต่งชุดไทยขายก๋วยเตี๋ยว ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือชามกะลา Zeed ถ.เอกาทศรถ อ.เมือง จ.พิษณุโลก เส้นทางไปสนามกีฬากลาง น.ส.คณิตฐา ชาญสูงเนิน อายุ 34 ปี เจ้าของร้าน พร้อมกับพนักงานในร้าน ได้พร้อมใจกันแต่งกายชุดไทยต้อนรับบริการ สร้างรอยยิ้มและประทบใจให้กับลูกค้าที่มาอุดหนุน น.ส.คณิตฐา ชาญสูงเนิน เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเรือชามกะลา Zeed เปิดเผยว่า ได้เปิดขายก๋วยเตี๋ยวเรือชามกะลา Zeed มา 3 ปีแล้ว ร้านเดิมอยู่ถ.ธรรมบูชา ใกล้ ๆ โรงแรมพิษณุโลกออร์คิด และได้ย้ายมาอยู่ร้านแห่งใหม่ ถ.เอกาทศรถ ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมนี้ แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ รสชาติดั้งเดิมที่เน้นรสแซ่ป ของก๋วยเตี๋ยวเรือที่ใส่ชามกะลา และชามดินเผา ส่วนที่มาที่ไปของการแต่งชุดไทยขายก๋วยเตี๋ยวนั้น น.ส.คณิตฐา เปิดเผยว่า ช่วงนี้กระแสฟีเวอร์ละครดังมาก ที่ร้านมีเพจ ลูกค้าขาประจำมักจะสอบถามเข้ามาที่เพจเป็นประจำ ลูกค้าที่เช็คอินที่ร้านมักจะใช้ภาษาที่ใช้ก็อิงกับกระแสละครดัง อาทิ รอก่อนนะออเจ้า อย่าเพิ่งปิดร้าน กำลังไปเยื
พื้นที่ภาคตะวันออกแถบจันทบุรี ระยอง ตราด เป็นภูมิประเทศหุบเขา ป่าดิบชื้น บางแห่งอากาศเย็นตลอดปี เลยเป็นแหล่งปลูกและเก็บสมุนไพรสำคัญๆ หลายอย่างมาตั้งแต่สมัยโบราณ ที่คนภาคอื่นพอจะรู้จัก ก็เช่น กระวานขาว ซึ่งใช้ลูกแห้งเข้าเครื่องต้มซุป หน่อสดกลิ่นฉุนซ่า เอามาผัดเผ็ดอร่อย, ขิงแห้ง ใช้แง่งสดตำเข้าเครื่องแกงเผ็ด และ เร่ว (Bustard cardamom) หรือ หมากเน่ง ซึ่งลูกแห้งใช้เข้าเครื่องยาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร มันเป็นสินค้าออกสำคัญในสำเภาไปยุโรปและจีนตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แถมหน่อสดยังเป็นเครื่องปรุงกลิ่นสำคัญชนิดขาดไม่ได้ในซุปก๋วยเตี๋ยวเลียงของครัวภาคตะวันออกอีกด้วย แหล่งปลูกเร่วสำคัญตอนนี้คงเหลืออยู่ที่เขาสอยดาว อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี แต่เมื่อเกือบสองร้อยปีก่อน หลักฐานเอกสารจดหมายเหตุรัชกาลที่ 3 ระบุว่า เฉพาะเพียงใน พ.ศ.2378 ราชสำนักกรุงเทพฯเก็บส่วยผลเร่วจาก 11 หัวเมืองอีสานได้มากถึง 26.6 ตัน แถมการส่งส่วยเร่วเข้ากรุงเทพฯนั้น นอกจากมาทางหัวเมืองอีสานและลาว อย่างสาละวัน จำปาสัก อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ สุวรรณภูมิ สุรินทร์ ขอนแก่น ศรีสะเกษ ยังมีมาจากหัวเมืองภาคตะวันออก อย่างปราจีนบุรี ฉะเชิงเ
หลายคนต่างพูดว่า การมีเงินเดือนสูงๆ ทำให้มีชีวิตดี มีความสุข แต่สำหรับ “เล็ก หงส์สุวรรณ” นักร้อง-นักดนตรีที่มีชื่อคนหนึ่ง เล่นดนตรี-ร้องเพลงที่เมืองพัทยา มีรายได้นับแสนบาทต่อเดือน แต่กลับเห็นว่าชีวิตในเมืองท่องเที่ยวช่างโหดร้าย หาความสุขที่แท้จริงได้ยาก จึงต้องหันเหชีวิตมาช่วยภรรยาขายก๋วยเตี๋ยวที่ตลาดประชารัฐ ข้างศาลากลางจังหวัดสระแก้ว ว่างจากเสิร์ฟอาหารก็นั่งร้องเพลงดีดกีตาร์ให้ชาวบ้านที่นั่งกินก๋วยเตี๋ยวฟัง มีความสุขกว่าเยอะ นายเล็ก หงษ์สุวรรณ อายุ 51 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1128/2 เทศบาลเมืองสระแก้ว อ.เมืองสระแก้ว จ.สระแก้ว หลังจากเรียนจบทางด้านดนตรี ได้ออกเดินทางจากบ้านเกิดที่จังหวัดฉะเชิงเทราไปเป็นนักร้อง-เล่นดนตรีประจำห้องอาหารที่พัทยา ได้เงินเดือนหลักแสนขึ้น ทำมากว่า 20 ปี สุดท้ายก็เห็นสัจธรรมของชีวิตว่า วงการชีวิตเป็นนักร้อง-นักดนตรีที่พัทยา หลังเลิกงานเพื่อนเยอะ ดื่ม กินทุกวัน อาจนำโรคมาให้ จึงหันเหชีวิตมาขายก๋วยเตี๋ยวช่วยภรรยาที่ตลาดประชารัฐ ศาลากลางจังหวัดสระแก้ว “เป็นนักร้อง-นักดนตรีอยู่ในห้องอาหาร ได้เงินมาก มีเพื่อนฝูงมาก ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย เลิกงานก็สังสรรค์กันทุกวัน อยู่ในสิ่งแ
หลังจากผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Attawut Pislok เจ้าของร้านโวยวายคาเฟ่ได้ลงข้อความเชิญชวนให้ไปลิ้มลองอาหารลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน คือ ซูชิไข่มดแดง แต่ต้องสั่งจองล่วงหน้า 1 วัน ปรากฏว่ามีคนสนใจสั่งจองกันจำนวนมาก โดยร้านโวยวายคาเฟ่แห่งนี้ตั้งอยู่ในสวนดีปาร์ค ริมถนนสีหราชเดโชชัย ต.บ้านคลอง อ.เมืองพิษณุโลก เป็นร้านเล็กๆ ตกแต่งร้านสไตล์ศิลปินที่สวยงามแต่เรียบง่าย ขายกาแฟ น้ำปั่น สลัด ซูชิ โก๊ยเจ๋ง ปีกไก่หม่าล่า ยำต่างๆ เช่น ยำเบอร์รี่กุ้งสด ยำไข่แดงเค็ม ยำสาหร่าย และโวยวายเบอร์เกอร์ แต่ที่เป็นเมนูเด็ดเฉพาะกิจเวลานี้ก็คือ ซูชิไข่มดแดง และมะปรางปั่น นายอรรถวุฒิ บุญจันทร์ อายุ 35 ปี เจ้าของร้านโวยวายคาเฟ่ เปิดเผยว่า ตนเรียนจบจากวิทยาลัยเพาะช่างจากกรุงเทพฯ จึงมีอาชีพหลักในการวาดภาพ ตอนแรกเช่าร้านเพื่อไว้สำหรับวาดภาพและรับรองเพื่อนศิลปินวาดภาพด้วยกัน แต่ด้วยร้านนี้เดิมเป็นร้านอาหารมีเคาน์เตอร์สำหรับทำอาหารอยู่แล้ว เลยขายกาแฟและอาหารด้วย เพราะตนชอบทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก ปู่และย่าสอนให้ทำอาหารทานเอง และตนก็ชอบทำด้วย เมื่อ 2 วันที่ผ่านมาเห็นว่าที่ตลาดใต้ หรือตลาดสดเทศบาล 1 มีไข่มดแดงจำหน่าย ตนจึงคิดว่าน่าจะลอง
ไม่ต้องเรียนจบสูงก็สามารถเป็นเจ้าของกิจการ หรือเป็นนายตัวเองได้ หากมีไอเดีย และลงมือทำ เหมือนกับ คุณเก่ง-อารีรัตน์ ราโพธิ์ วัยเพียง 23 ปี สาวสิงห์บุรี เจ้าของร้าน ถั่วปั่น 5 สี ธุรกิจเล็กๆ แต่สร้างรายได้ได้จริง เธอเล่าว่า เรียนจบเพียงชั้น ม.3 ทำงานมาหลากหลายอาชีพ จนรู้สึกว่าอยากมีกิจการเป็นของตัวเอง จึงหันมาค้าขายปรับเปลี่ยนจนเป็นร้านถั่วปั่น 5 สี ขายมานานร่วม 2 ปี “ตอนแรกทำน้ำถั่วปั่นกินเองอยู่เป็นประจำ อีกอย่างมีแฟรนไชส์น้ำถั่วปั่นค่อนข้างเยอะ แต่เราไม่ได้ซื้อมา เห็นว่าน่าสนใจและดีต่อสุขภาพ ลองมาทำกินเอง หาสูตรจนลงตัวแล้วยึดเป็นอาชีพ” เจาะกลุ่มลูกค้ารักสุขภาพ แก้วละ 30 บาท รายได้ต่อวันประมาณ 3-4 พันบาท ตื่นแต่เช้าเตรียมวัตถุดิบออกขายราว 6 โมงเช้า จนถึงบ่ายโมงโดยประมาณ ใช้ถั่วซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก 5 ชนิด วันละ 5 กิโลกรัม นำไปนึ่ง 8 ชั่วโมง โดยถั่วแต่ละชนิดจะมีสรรพคุณ ดังนี้ ถั่วเหลือง – ป้องกันการขาดแคลเซียมในกระดูก และบำรุงระบบประสาทในสมอง ถั่วแดง – ช่วยขับปัสสาวะ แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ แก้ลมพิษ บรรเทาอาการปวดข้อและบวม ถั่วดำ – มีสารช่วยบรรเทาอาการปวดลำไส้เล็ก บำรุงโลหิต ถั่วเขียว – แ
หลังศึกษาจบด้านสื่อสารมวลชน จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง สาวผู้มีใจรักการ “ให้” ก็ใช้ชีวิตทำงานเพื่อสังคมกับมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ โดยย้ายถิ่นฐานมาอยู่จังหวัดเชียงใหม่ และนี่จึงเป็นจุดหักเหให้สาวเมืองหนองคายผู้ใช้ชีวิตเผชิญอยู่ในกรุงเทพฯ นานหลายปี กลายเป็นคนเชียงใหม่ ลงหลักปักฐานสร้างอาชีพในพื้นที่แห่งนี้ ชาวบ้านมีรายได้ องค์กรอยู่ได้ด้วย ด้วยหัวใจเต็มเปี่ยมไปด้วยการ “ให้” เธอจึงไม่ได้ยืนหยัดในพื้นที่นี้เพียงลำพัง แต่ได้ชักชวนเพื่อนๆ ร่วมทางฝัน จนบัดนี้บ้านของเธอกลายเป็นชุมชนคนสร้างอาชีพ อยู่ร่วมกันในอาณาจักรเล็กๆ ชื่อ “เวิ้งมาลัย” คุณมาลัย สัญกาย หรือ คุณกุ้ง คือหญิงสาวเจ้าของ เวิ้งมาลัย ที่เรากล่าวถึง โดยเธอเล่าว่า หลังจากทำงานให้กับมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ บวกกับคลุกคลีอยู่จังหวัดเชียงใหม่ โดยย้ายมาอยู่ตั้งแต่ปี 2541 ต่อมาจึงเลือกซื้อที่ดินในซอยวัดอุโมงค์ อำเภอเมือง ขนาด 136 ตารางวา ปลูกบ้านหลังขนาดพอเหมาะ ต่อมา ทางมูลนิธิมีโครงการผลิตสินค้า ซึ่งหัวใจสำคัญข้อหนึ่งเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านให้มีงานทำ ซึ่งจากการพูดคุยจึงเห็นพ้องต้องกันว่าสินค้านำมาจำหน่ายไม่ควรจงใจหรือบังคับให้ผู้ซื้อซื้อด้วยความจำใจ
ปิ่นโตเถาเล็กมีภารกิจมาสังเกตความอร่อยที่จังหวัดตรังเพียง 1 คืน แต่โชคดีที่พี่สลิล โตทับเที่ยง ช่วยแนะนำร้านอาหารทะเลแห่งใหม่ ซึ่งใหม่สำหรับปิ่นโตเถาเล็กแต่คนตรังคงคุ้นเคยกันดีเพราะเปิดมานาน 4 ปีครึ่งแล้ว ร้านนี้มีชื่อเฮฮาดีว่า “ปูม้า ปาร์ตี้” ชื่อร้านเหมือนเป็นร้านกินดื่ม แต่ความจริงคือร้านอาหารทะเลในบรรยากาศทันสมัย มีทั้งโซนด้านนอกและห้องปรับอากาศ เหมาะสำหรับมาปาร์ตี้เป็นหมู่คณะ ตัวร้านอยู่ริมถนนควนขนุน ไม่ไกลจาก“สี่แยกอนุสาวรีย์พระยารัษฎา” จากตัวร้านมองเห็นห้างโรบินสันตรงสี่แยกได้ลิบๆ ชณมนัต ทองสถานุสถ์ เจ้าของชื่อว่าคุณชณมนัต (หรือ “คุณชณ”) เป็นคนหาดสำราญ จังหวัดตรัง เคยทำทั้งทัวร์ท่องทะเลและส่งอาหารทะเลมาให้ร้านที่กรุงเทพฯ เป็นศิษย์เก่า ม.เกษตรศาสตร์ เหมือนข้าพเจ้าด้วย (แต่ห่างกัน 11 ปี) มาร้านนี้จึงมีข้อได้เปรียบ มีของทะเลสดๆ ส่งมาจากหาดสำราญ อีกทั้งกันตังและสตูล ล้วนแล้วแต่น่าลิ้มลองทั้งนั้น คุณชณ บอกว่า ร้านนี้ไม่ใช้ผงชูรส แต่จะต้มน้ำสต๊อกจากกระดูกปลาตั้งแต่บ่าย 2 โมง จึงมีรสหวานอร่อยตามธรรมชาติ น้ำจิ้มซีฟู้ดนั้นก็ตำด้วยมือ ไม่ใช้เครื่องปั่น เครื่องปรุงเช่นซีอิ๊ว จะใช้ของดีท้อง
นอกจากอาหารจานเด็ดจาก 50 เขต กทม.ที่จะขนมาให้ลองลิ้มชิมรสกันอย่างจุใจแล้ว งาน Fun Food Fair แม่มณีชวนชิม ยังมีทัพอาหาร 4 ภาค ที่เห็นแล้วต้องยั่วน้ำลาย มาให้คนกรุงได้อิ่มอร่อยกันอย่างแน่นอน วันนี้เลยขอพาไปรู้จักกับจานเด็ด 4 ภาค ที่บางร้านไม่เคยออกงานที่ไหนมาก่อน ภาคตะวันออก กุยช่ายเจ๊อิม สูตรแป้งบาง ไส้ทะลัก เจ้าดังแห่งเมืองแปดริ้ว ร้านลอดช่องแม่วงษ์ ลอดช่องเนื้อนุ่มหนึบ เจ้าดังตลาดบ้านใหม่ 100 ปี น้ำมังคุด สดใหม่จากสวนทองจันทร์ ของอาหนิง นิรุตติ์ ศิริจรรยา ส่งตรงจากจันทบุรี ร้านดังจากเมืองแปดริ้ว ที่ขอนำเสนอในงานนี้ มีอยู่ 3 ร้าน ร้านแรกนี่เลย กุยช่ายเจ๊อิม เกาะขนุน กุยช่ายเจ้าดัง แห่งอำเภอพนมสารคาม ที่อร่อยเด็ดจนกลายเป็นของดีเมืองแปดริ้วไปแล้ว จุดเด่นอยู่ที่กุยช่ายทำกันสดๆ ตั้งแต่ปั้นแป้ง ใส่ไส้ จนถึงนำไปนึ่ง กุ้ยช่ายเจ๊อิม แตกต่างจากเจ้าอื่นๆ ตรงที่เป็นกุ้ยช่ายแป้งบาง ข้างในใส่ไส้อัดแน่นจนแทบทะลัก อร่อยเต็มปากเต็มคำ ทำให้มีคนถามหา และตามมาเข้าคิวซื้อกันถึงที่ โดยมี 3 ไส้ให้เลือก คือ ไส้กุยช่าย หน่อไม้ และเผือก ทีเด็ดสำคัญอีกอย่าง คือ น้ำจิ้มรสชาติออกหวานเผ็ดเค็มนิดๆ กำลังดี ใครได้ลอง
