How to
เพิ่งจะเคยเห็นเหมือนกันว่ามีร้านกาแฟที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าจ่ายเงินค่าเครื่องดื่มตามความพอใจ ชนิดว่า ถ้าอร่อยมาก ก็จ่ายมาก ถ้าไม่อร่อย ก็ไม่ต้องจ่าย คุณเอกสิทธิ์ รัชตะกิตติสุนทร เจ้าของกาแฟ a’sey a’sey crafe’ เอเซย์ เอเซย์ คราฟเฟ่ ตั้งอยู่ที่ บ้านโฮ่งมะค่า ตำบลบ้านแปะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ คอนเซ็ปต์ให้ลูกค้าจ่ายเงินค่ากาแฟตามความพอใจ คุณเอกสิทธิ์ เล่าว่า ปัจจุบันนอกจากเปิดร้านกาแฟแล้ว ยังเป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดให้กับสถานีโทรทัศน์ดิจิตอลแห่งหนึ่ง และเป็นเจ้าของไร่เอกเขนกปลูกผักสลัดออร์แกนิก สำหรับร้านกาแฟ a’sey a’sey crafe’ เปิดได้เพียง 4 เดือนเท่านั้น ที่มาก็คือ เจ้าของร้านต้องการใช้พื้นที่ตรงนี้พบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง ประกอบกับรู้จักโรงคั่วเมล็ดกาแฟ จึงตัดสินใจเปิดร้าน “ผมชอบดื่มกาแฟ และมีญาติเป็นเจ้าของโรงคั่วกาแฟ เลยทดลองเปิดบ้านเป็นร้านกาแฟ หวังให้เป็นที่พบปะสังสรรค์ของเพื่อนๆ แต่จากนั้นไม่นาน เริ่มมีลูกค้ามาใช้บริการ และบอกปากต่อปากในเรื่องของรสชาติ และบริการที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือ จ่ายเงินค่าเครื่องดื่มตามความพอใจ” คุณเอกสิทธิ์ เผยต่อว่า เมื่อลูกค้าสั่งเครื่องดื่ม และรั
หนูพุก คนส่วนใหญ่รู้จักกันดี เป็นเมนูโปรดของใครหลายๆ คน ซึ่งในปัจจุบันหายาก ในขณะเดียวกัน ได้มีพ่อค้าแม่ค้าหัวใสพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส หันมาเพาะพันธุ์หนูพุกขายสร้างรายได้กันเป็นกอบเป็นกำ เพราะบางคนบอกว่าเนื้อของหนูพุกอร่อยนำมาย่างหรือผัดเผ็ดรสเลิศ ชนิดที่ว่า “เอาหมูมาแรกหนูก็ไม่ยอม” คุณชฎาพร เบ็ญมาศ หรือ ครูเวย์ อยู่บ้านเลขที่ 4/2 หมู่ที่ 6 ตำบลนิยมชัย อำเภอสระโบสถ์ จังหวัดลพบุรี ครูสอนดนตรีผู้มีอาชีพเสริมคือการเพาะเลี้ยงหนูพุกขาย ครูเวย์เรียนจบจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี คณะครุศาสตร์ เอกดนตรีศึกษา ปัจจุบัน เป็นครูสอนดนตรีอยู่ที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดลพบุรี คุณสาวชฎาพร เบ็ญมาศ หรือ ครูเวย์ เริ่มต้นเลี้ยงหนูพุกได้อย่างไร ครูเวย์ เล่าว่า ที่บ้านพ่อและแม่ทำไร่ทำสวน ปลูกมันสำปะหลัง ปลูกอ้อยอยู่แล้ว ตนจึงได้คลุกคลีอยู่กับไร่กับนามาตั้งแต่เด็ก หนูก็กินบ่อย อีกทั้งชาวบ้านในหมู่บ้านส่วนใหญ่ก็บริโภคหนูกันเป็นประจำ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วเป็นคนชอบรสชาติของหนู คิดว่าอร่อยเนื้อนุ่ม หากจะเพาะเลี้ยงหนูขายเองได้จะดีแค่ไหน เพราะในปัจจุบันหากินได้ยาก ราคากิโลกรัมหรือตัวละ 100-200 บาท จึงมองเห็นช่อ
ช่วงนี้หันไปทางไหนก็มักเจอกับเทศกาลอาหารที่ขนมาให้ลองลิ้มชิมรสกันแบบจุใจ.. มาถึงคราวนี้ “ประชาชาติธุรกิจออนไลน์” ขออินเทรนด์เรื่องอาหารกันบ้าง เพราะวันนี้จะพามารู้จัก 8 ร้านเด็ดรอบกรุงเทพฯ ที่มีตำนาน และอายุเกิน 100 ปี!! ส่วนจะมีร้านไหนบ้างเรามาดูกันเลย… หมี่กรอบจีนหลี สมัย ร.5 ร้านเก่าแก่ประจำตลาดพลู เปิดมากว่า 130 ปี เปิดขายตั้งแต่สมัย ร.5 และเป็นร้านที่สมเด็จรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดมากเรียกติดปากชื่อร้านว่า หมี่กรอบ ร.5 อยู่ท่าน้ำตลาดพลู จากร้านหมี่กรอบเจ้าดังยุคสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ได้รับการกล่าวขานถึงมายาวนาน จนวันนี้สืบทอดกิจการมาจนถึงรุ่นที่ 4 แต่รสชาติและความอร่อยตามคำร่ำลือยังคงได้รับการกล่าวขานถึงไม่เปลี่ยนแปลง ทีเด็ดของสูตรยกนิ้วให้กับการนำเอาเส้นหมี่ขนาดเล็กมาทำหมี่กรอบ โดยที่เวลาทอดจะต้องทอดเส้นหมี่ให้กรอบโดยไม่พองตัว (ไม่เหมือนหมี่กรอบที่อื่น) นำมาผัดปรุงรส ทำให้เส้นหมี่กรอบเคลือบน้ำซอส ให้รสชาติกลมกล่อม หวานอมเปรี้ยว ส่วนอาหารแนะนำของร้านคือ หมี่กรอบ, โรตีกล้วย, ทอดมันปลากราย, ราดหน้าหมู, ลาบปลาทู, แกงป่าไก่, โกยซีหมี่ ประจักษ์เป็ดย่าง เก่าจัด เก่าจริง เพราะร้าน “ประจักษ์เป็ดย่
ย่านพลับพลาไชยสวรรค์ของเหล่านักชิม รู้กันดีว่าย่านนี้นี่เต็มไปด้วยอาหารจานเด็ดทั้งนั้น และมีร้านต้นตำรับอาหารจีนรสเลิศเบียดกันอยู่ในย่านนี้เต็มไปหมด แต่ละร้านก็จะมีเอกลักษณ์และรสชาติที่แตกต่างกันไป แต่ยังคงความเป็นต้นตำรับดั้งเดิมแบบจีนเอาไว้ หอยทอด-ออส่วนกระทะร้อน เป็นอีกเมนูเด็ดยอดนิยมของคนไทย มีขายอยู่ทั่วไปตามร้านอาหารหรือภัตตาคารอาหารจีน แต่ที่เป็นสูตรเด็ดแบบต้นตำรับแท้ๆ นั้น หากินทั่วไปไม่ได้ ต้องที่นี่ที่เดียว ตำนานความอร่อยกว่า 40 ปี หอยทอดกระทะร้อนนายโซว ร้าน “หอยทอดกระทะร้อนนายโซว” เป็นอีกหนึ่งร้านตำนานความอร่อยที่เปิดขายมาเป็นเวลากว่า 40 ปี โดยมี “เฮียยืน” เป็นเจ้าของกิจการและเป็นพ่อครัวหลักของร้าน เป็นทายาทรุ่น 2 รับมือต่อจาก นายโซว รุ่นพ่อ สไตล์ของร้านและเมนูอาหารเป็นสูตรแต้จิ๋วต้นตำรับ อาทิเช่น หัวปลาเผือกหม้อไฟ ขาหมูเย็น เผือกหิมะ ซึ่งแต่ละเมนูได้รับความนิยมจากทั้งขาจรและขาประจำที่แวะเวียนมาร้านนี้มาตลอดหลายสิบปี ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แต่เมนูเด็ดที่ห้ามพลาดอย่างยิ่ง ใครไม่ลอง ถือว่ามาไม่ถึงร้าน ก็คือ “หอยทอด-ออส่วนกระทะร้อน” นั่นเอง จุดเด่นของ หอยทอด-ออส่วนกระทะร้อน ข
“แจ่วฮ้อนบอย ชาบูแจ่วสำเร็จรูป” มิติใหม่แห่งการกิน “แจ่วฮ้อน” ที่ไม่ต้องไปสั่งซื้อน้ำซุปถุงใหญ่มาทาน เหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป คราวนี้มาในรูปแบบแห้ง พกพาความอร่อยไปได้ทุกที่ เพียงแค่ฉีกซองเติมน้ำก็แซ่บได้แล้ว คุณจูน-เอรียา อัตถากร เจ้าไอเดียบรรเจิด “แจ่วฮ้อนบอย ชาบูแจ่วสำเร็จรูป” เล่าให้ฟังว่า เริ่มทำแจ่วฮ้อน บอยขายตั้งแต่อายุ 18 ปี โพสต์ขายผ่านเฟซบุ๊ก นอกจากจะขายแจ่วฮ้อนบอยแล้ว ในช่วงนั้นคุณจูนยังมีอาชีพเป็นครูสอนศิลปะ และหากมีเวลาจะไปขายของตามตลาดนัด “ตอนที่สอนพิเศษรู้สึกว่าอยู่แบบนี้ไม่ได้แล้ว มันเหนื่อยมาก สอนอาทิตย์ละ 6 วัน 8 โมงเช้าถึง 1 ทุ่ม ได้ค่าสอนชั่วโมงละ 300-400 บาท ทำๆ ไปรู้สึกว่าเงินที่ได้นั้นไม่มาก อยากมีเงินเป็นของตัวเอง อยากได้กระเป๋า รองเท้า เครื่องสำอาง กระทั่งเกิดความคิดคงไม่มีงานไหนที่หาเงินได้เยอะแล้วนอกจากทำธุรกิจ” คุณจูน เล่า ด้วยความคิดอยากทำธุรกิจ คุณจูนนำเงินทุนที่เก็บหอมรอมริบไว้สมัยเรียน และตอนทำงานพิเศษ หลักหมื่นต้นๆ ผลิต “แจ่วฮ้อนบอย” ขาย ส่วนเหตุผลที่เลือกเมนูนี้ เนื่องจาก แจ่วฮ้อน คืออาหารประจำครอบครัว ตั้งแต่เด็กเห็นที่บ้านทานแจ่วฮ้อนกันเป็นประจำ ไม่ว่าเ
“การลองผิดลองถูกหลาย ๆ วิธี ไม่ว่าจะเป็นการลดแลกแจกแถม เพื่อให้คนในหลายอาชีพ หลายพื้นเพ รู้จักสินค้า พร้อมรับฟังความคิดเห็นแล้วนำคำติชมมาปรับปรุงแก้ไข โดยอาศัยความผิดพลาดให้เป็นครูสอน และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เริ่มแรกคือการทำปลากะพงบางบ่อ เพราะคิดว่ามีสูตรปลาสลิดบางบ่ออยู่แล้วคงทำได้ไม่ยาก แต่ปรากฏว่าลักษณะของเนื้อปลาไม่เหมือนกัน จึงต้องปรับปรุงและพัฒนามาเป็นผลิตภัณฑ์ในปัจจุบัน” คือแนวคิดของ “วุฒิชัย แป้นถึง” เจ้าของแบรนด์ปลากะพงไร้ก้างพร้อมปรุง สมุทรเชฟ (Samutr Chef) ทายาทรุ่นที่ 2 ของฟาร์มปลากะพงราชาวดี ที่ได้เข้ามาสืบทอดกิจการต่อจากครอบครัว ที่ทำมากว่า 25 ปีแล้ว “วุฒิชัย” เล่าให้ “ประชาชาติธุรกิจ” ฟังว่า หลังจากเรียนจบในระดับมหาวิทยาลัยจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2558 เริ่มหันมาทำฟาร์มอย่างจริงจัง มีความคิดที่จะพัฒนาฟาร์มกะพงราชาวดีกว่า 150 ไร่ ซึ่งเป็นมรดกตกทอดของครอบครัวให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น แม้เคยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเป็นข้าราชการ แต่ตนคลุกคลีอยู่กับปลากะพงมาตั้งแต่เด็ก รับรู้กระบวนการการผลิตของปลากะพงตั้งแต่ไข่ปลาเริ่มฟักตัว จนกระทั่งมาเป็นอาหารอยู่บนจาน ฉะนั้นจึงตั้งค
ข้าราชการจำนวนไม่น้อยใช้เวลาว่างและวันหยุดทำอาชีพเสริมและงานอดิเรกที่ตัวเองชื่นชอบ ซึ่งนอกจากจะมีความสุขแล้ว ยังมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย อย่าง คุณสัญชัย มัดดา วัย 41 ปี หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “บังมัด” เป็นข้าราชการสังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดยะลา อยู่บ้านเลขที่ 41/13 หมู่ที่ 7 ตำบลสะเตงนอก อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ใช้บริเวณบ้านเลี้ยงกุ้งฝอยนา ขายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ มีรายได้หลักหมื่นต่อเดือน โดยส่งขายไปทั่วประเทศผ่านทางออนไลน์ ซึ่งเขาได้เปิดเพจชื่อ นาวาฟาร์มกุ้งฝอย ไว้คอยบริการลูกค้า เลี้ยงง่าย ลงทุนน้อย คุณสัญชัย มัดดา (บังมัด) เล่าที่มาที่ไปของการเลี้ยงกุ้งฝอยนาให้ฟังว่า ได้แรงจูงใจมาจากคุณพ่อ เพราะตั้งแต่เด็กๆ ตอนอยู่ กทม. เห็นคุณพ่อเลี้ยงปลาสวยงามส่งขายตลาดนัดจตุจักร มีรายได้ ซึ่งตอนนั้นก็ช่วยคุณพ่อเลี้ยงด้วย คุณพ่อจะสอนให้ทำทุกอย่าง จนกระทั่งมีความชอบสัตว์น้ำมาตั้งแต่เด็กๆ พอมาอยู่จังหวัดยะลา การเลี้ยงปลาสวยงามแบบคุณพ่ออาจจะมีปัญหาเรื่องการขนส่ง พี่ชายเลยแนะนำให้เลี้ยงกุ้งฝอย เนื่องจากมองว่ามีความรู้พื้นฐานเรื่องการเลี้ยงสัตว์น้ำอยู่แล้ว และไม่ต้องใช้เวลาดูแลมากนัก จึงเริ่มเ
อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าช่วงนี้ราคาข้าวของ เครื่องใช้ หรืออาหารการกินต่างๆ ก็ต้องปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดไปได้ในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง รวมไปถึงกำลังซื้อของคนก็มีขึ้นลงตามรายได้ที่ได้รับในแต่ละเดือน ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญมากสำหรับพ่อค้าแม่ขาย ร้านค้าบางราย ปรับตัวโดยการขยับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอีกนิด เพื่อให้ร้านอยู่รอดได้ ผิดกับมุมมองและแนวคิดเจ้าของร้าน “นก ข้าวมันไก่ เคาะโต๊ะ” ซึ่ง คุณชุตินิษฐ์ ชิตเจริญ หรือคุณนก เจ้าของร้านวัย 33 ปี กลับมองว่า “ไม่ได้ต้องการขายเอารวย แต่อยากขายเพื่อให้คนที่มีงบน้อย หรือนักเรียน นักศึกษา ให้เขาเหล่านี้มีข้าวกิน ท้องอิ่ม” ขายข้าวมันไก่10 บาท 10 ปี ราคาไม่เคยเปลี่ยน คุณนก ขยายความให้ฟังเพิ่มเติมว่า ก่อนจะมาทำข้าวมันไก่ขาย เคยเป็นพนักงานออฟฟิศคนหนึ่ง ทำงานประจำ มีเงินเดือนใช้ มีบัตรเครดิตใช้เหมือนสาวออฟฟิศทั่วๆ ไป เป็นสาวออฟฟิศอยู่เกือบ 4 ปีได้ ก่อนจะตัดสินใจลาออกมาค้าขาย ด้วยเหตุผลที่ว่า ทำงานไปเงินก็ไม่พอใช้ ทั้งยังติดหนี้บัตรเครดิตอีก จึงต้องหันกลับมาคิดใหม่ แต่ก่อนที่จะเกิดจุดเปลี่ยนและตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาเป็นแม่ค้านั้น เธอบอกว่า แต่เดิมที
พอคนเราอายุมากขึ้น ก็มักจะโหยหาความสุขในอดีตเป็นเรื่องธรรมดา ปิ่นโตเถาเล็กอยู่มานานกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว นึกถึงความหลังครั้งเยาว์วัยเมื่อครั้งที่พ่อพาไปกินข้าวต้มศรีย่าน ข้าวต้มวัดบวรฯ ยังจำรสมือของกุ๊กผู้ปรุงในสมัยก่อนได้ว่าทำกับข้าวได้รสชาติจัดจ้านแต่นุ่มนวลกลมกล่อม อีกทั้งวัตถุดิบยังสดใหม่ยิ่งนัก อาทิตย์นี้จึงขอเปิดปฏิบัติการตามหาร้านข้าวต้มรสดั้งเดิมมาให้แฟนๆ ได้เชยชม มีร้านข้าวต้มอยู่เจ้าหนึ่งย่านเทเวศร์เปิดมาตั้งแต่ พ.ศ.2498 ซึ่งพี่วิสุทธิ์เพื่อนรุ่นพี่ของกระผม สมัยหนุ่มๆ เคยอาศัยอยู่แถวหลังวัดมกุฏกษัตริยารามก็ฝากท้องเป็นประจำ และมีน้องๆ ที่สมัยเรียน เวลากลับจาก ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จะต้องแวะเวียนมาร้านข้าวต้มเก่าแก่เจ้านี้เป็นประจำ อย่ากระนั้นเลย ปิ่นโตเถาเล็กขอตามไปชิมลิ้มลองบ้างดีกว่า ร้านนี้มีชื่อว่า เชี่ยวชาญพานิช ตู้ไม้โบราณใส่กับข้าว ทางไปง่ายมาก มาตามเส้นทางเดินรถทางเดียวบน ถนนสามเสน ผ่าน ตลาดเทวราช(ที่คนชอบเรียกติดปากว่าตลาดเทเวศร์) พอขึ้นสะพานเทเวศรนฤมิตรแล้วให้ชิดซ้ายทันที เลี้ยวซ้ายที่สี่แยกเทเวศร์เข้าถนนกรุงเกษมเลียบคลองผดุงกรุงเกษม ร้านข้าวต้มเชี่ยวชาญพานิชอยู่ใน
แทบทุกคนคงเคยกินไข่ตุ๋นนะครับ มันเป็นกับข้าวที่ทำง่ายมาก แค่มีอุปกรณ์คือลังถึง หรือหม้อไฟฟ้าแบบมีซึ้งให้ด้วย ก็ทำได้แล้ว แถมปัจจุบันนี้ถ้าจะทำกับเตาไมโครเวฟก็มีวิธีสอนให้ทำได้สะดวกรวดเร็ว ยังไม่นับว่า สมัยก่อนบ้านไหนไม่มีลังถึง ก็สามารถใช้กระทะนี่แหละครับ ใส่น้ำตั้งไฟเตาถ่าน แล้วเอาชามคว่ำตั้งหนุนชามไข่ ครอบฝาปิดกระทะรมไอน้ำร้อนๆ ไปจนกระทั่งไข่สุก กินได้แทบไม่ต่างกันเลย จำได้ว่าราวยี่สิบกว่าปีก่อน ร้านอาหารแถวย่านปากบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี บ้านเกิดผม เกิดมีเมนูยอดฮิต คือ “ไข่ตุ๋นทรงเครื่อง” ที่ไม่ได้ใช้วิธีตุ๋น แต่เอาส่วนผสมทั้งหมดใส่หม้อที่ใช้ทำกุ้งอบวุ้นเส้น ตั้งไฟเตาแก๊สที่เปิดไว้ค่อนข้างแรง เพียงครู่เดียว ไข่จะสุกนุ่มที่ส่วนในสุด มีน้ำชุ่มออกมาตรงชั้นนอก แล้วบริเวณขอบๆ หม้อก็จะกรอบไฟหน่อย เรียกว่ามีไข่สามลักษณะในหม้อเดียว เป็นที่นิยมกันมากในสมัยนั้น ถ้าหากใครเคยกินไข่ตุ๋นตามร้านอาหารญี่ปุ่น จะได้กินไข่ถ้วยเล็กๆ เนื้อเนียนนุ่ม กลิ่นรสซอสโชหยุและซุปดาชิแบบญี่ปุ่นนำเด่นเป็นเอกลักษณ์ ส่วนไข่ตุ๋นที่คนไทยทำขายทั้งตามร้านอาหารใหญ่ๆ หรือร้านข้าวแกง ส่วนใหญ่จะเนื้อหยาบๆ ย่นๆ มีฟองอาก
