How to
ครั้งแรกที่ได้รับประทานหมึกน้ำดำ ที่ร้านอาหารแถวศรีราชา เป็นเมนูที่อร่อยและติดใจ ลองหาสูตรลองทำดู ครั้งแรกรสชาติจืด ไม่ถูกปาก เลิกทำไปค่ะ คราวนี้พี่สะใภ้ซึ่งทำกับข้าวเก่งมาก มาทำให้รับประทาน “ใช่เลย!” ปลาหมึกที่ใช้เป็นปลาหมึกน้ำตื้น ตัวจะผอมๆ และยาว คนละชนิดกับปลาหมึกที่ยัดไส้ทำแกงจืดที่ตัวอ้วน โชคดีที่ครั้งนี้ได้ปลาหมึกไข่ทั้งหมด! กัดแล้วมันมาก มีไข่ทุกตัว ส่วนผสม รากผักชี กระเทียม พริกไทย โขลกให้เข้ากัน น้ำมันพืชเล็กน้อย น้ำตาลปี๊บ ซีอิ๊วดำแบบหวาน เกลือ ปลาหมึกกล้วยสดๆ วิธีทำ ล้างปลาหมึก พักให้สะเด็ดน้ำ ผัดรากผักชี กระเทียม พริกไทยกับน้ำมันในหม้อให้หอม ไม่ต้องคน ให้มีส่วนที่เกรียมนิดๆ กับเกือบสุก ใส่น้ำตาลปี๊บ ซีอิ๊วดำแบบหวาน เกลือเล็กน้อย ใส่ปลาหมึกคลุกให้เข้ากัน ตั้งเตาไว้สักครู่ให้ใช้ไฟกลาง น้ำดำปลาหมึกเริ่มออก กลับเอาปลาหมึกด้านล่างที่สุกขึ้นมาด้านบนให้สุกทั่วๆ ปลาหมึกสุกทั่วแล้วจะเป็นสีชมพู น้ำดำจะออกมาท่วมปลาหมึก ชิมให้รสหวานนำเค็ม เคล็ดลับความอร่อยอยู่ที่การผัดสามเกลอ หรือรากผักชี กระเทียม พริกไทย เวลาผัดจะไม่คน บางส่วนไหม้นิดๆ บางส่วนไม่ไหม้ ตอนช่วยทำกลัวสุกไม่เท่ากันไปคน โด
ในโลกที่กำลังพูดถึงระบบเศรษฐกิจแบ่งปัน (แชริ่งอีโคโนมี) กระแสการเกิดขึ้นของสตาร์ตอัพทั่วโลกรวมทั้งไทย ที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากฝันถึงการเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มธุรกิจใหม่ ๆ ที่จะเข้ามา สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับวงการธุรกิจ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในประเทศไทย สตาร์ตอัพที่ประสบความสำเร็จไม่ได้มีแค่ความสามารถระดับหัวกะทิ สิ่งที่เห็นในประเทศไทย คือสตาร์ตอัพที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่เป็นกลุ่มบุคคลที่มีฐานะทั้งทางสังคมและทางการเงิน เป็นทายาทนักธุรกิจใหญ่และมีเครือข่ายธุรกิจให้การสนับสนุน และแม้เทคโนโลยีอาจทำให้สตาร์ตอัพสามารถเติบโตก้าวกระโดดขึ้นมาท้ารบธุรกิจยักษ์ใหญ่ได้ แต่ส่วนใหญ่ก็จะจบลงด้วยการถูกบริษัทยักษ์ใหญ่ซื้อกิจการไปนั่นเอง ทำให้ที่สุดกลุ่มธุรกิจ “ยักษ์ใหญ่” ที่มีเงินทุนมหาศาลยังคงถือแต้มต่อ และอำนาจทางเศรษฐกิจประเทศคงยังอยู่ในมือเจ้าสัวหรือตระกูลดังไม่กี่รายเช่นเดิม และในประเทศไทยคงไม่มีใครปฏิเสธว่า 2 กลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ทรงอิทธิพล ที่มีบทบาทในแทบทุกแวดวงธุรกิจก็คือ “เครือเจริญโภคภัณฑ์” ของเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ และ “เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี”เจ้าของอาณาจักรไทยเบฟ, ทีซีซีกรุ๊ป และอ
วิษณี เทพเจริญ (บีท) นักธุรกิจสาวคนเก่ง ลูกสาวคนที่ 2 ของ วิษณุ กับ ศิริญา เทพเจริญ ทายาทธุรกิจอสังหาฯหมื่นล้าน ภายใต้แบรนด์ “ณุศาสิริ” นักธุรกิจรุ่นใหม่วัย 25 ปี ใช้ความมั่นใจเป็นแนวทางในการพัฒนาตนเอง ไปพร้อม ๆ กับพัฒนาธุรกิจของครอบครัว โดยการพิสูจน์ศักยภาพของตนเองในการทำงาน ผ่านประสบการณ์และโอกาส นับตั้งแต่ในสมัยเรียนมหาวิทยาลัยด้วยวัยเพียง 18 ปี และในวัย 25 ปี เธอได้ขึ้นมาเป็นผู้บริหารเต็มตัวให้กับ บริษัท ณุศาสิริ จำกัด (มหาชน) บริษัทที่เป็นผู้นำด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจการท่องเที่ยวและสุขภาพ ในตำแหน่ง Assistant CEO รับหน้าที่ดูแลในส่วนของการตลาดและการขายให้กับณุศาสิริทั้งหมด “จริง ๆ แล้ว บีทเป็นคนที่ชอบการตลาดอยู่แล้วค่ะ บีทเชื่อว่าทุกอย่างคือ marketing (everything is marketing) และคุณพ่อเคยบอกว่า ไม่อยากให้เรียนบัญชี เพราะกลัวงก ตอนนั้นจึงเลือกเรียนการตลาด และก็ชอบมันจนถึงปัจจุบันนี้” นักธุรกิจสาวผู้พกความมั่นใจไปด้วยทุกที่ และเป็นนักต่อรองชั้นยอด วิษณี เล่าว่า เธออยากไปเรียนต่างประเทศแบบพี่ชาย แต่พ่อไม่ยอมให้ไป แม้แต่โรงเรียนอินเตอร์ในประเทศก็ไม่ให้เรียน เพราะว่าเป็นลูกสาว
จากข้อมูล 10 อันดับธุรกิจรุ่ง-ร่วง ประจำปี 2561 จัดทำโดย ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า ธุรกิจรุ่ง อันดับ 1 ธุรกิจการให้บริการด้านเทคโนโลยีการสื่อสารและอุปกรณ์ โดยเฉพาะผู้ให้บริการโครงข่าย 2. ธุรกิจบริการทางการแพทย์และความงาม 3. ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ 4. ธุรกิจเครื่องสำอางและครีมบำรุงผิว 5. ธุรกิจด้านปิโตรเคมีและพลาสติก และธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ 6. ธุรกิจโมเดิร์นเทรด ธุรกิจบริการด้านการเงิน และธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม 7. ธุรกิจร้านขายยาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ 8. ธุรกิจการศึกษา และธุรกิจเกี่ยวกับท่องเที่ยว 9. ธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิต ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และบ้านเช่า หรือห้องเช่า ธุรกิจด้านความเชื่อ เช่น โหราศาสตร์ เครื่องรางของขลัง 10. ธุรกิจวัสดุก่อสร้างและรับเหมา ธุรกิจร้านเสริมสวยและตัดผมแนวแฟชั่น ขณะที่ดาวร่วง อันดับ 1 ยังคงเป็นธุรกิจหัตถกรรม 2. ธุรกิจด้านการผลิตเหมืองแร่ 3. สื่อสิ่งพิมพ์ นิตยสาร และวารสาร 4. ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเครื่องเล่นดีวีดีและซีดี 5. ธุรกิจให้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน หรือโทรศัพท์บ้าน 6. ธุรกิจเคเบิลทีวี 7. ธุรกิจการผลิตสินค้าเกษตร ย
เมนูไก่ฝรั่งแซ่บหลายเด้อ นี้เป็นเมนูอร่อยแบบง่ายๆ รับประทานเป็นอาหารว่างอร่อยดีค่ะ ใช้เวลาปรุงไม่นาน ความอร่อยของเมนูนี้ อยู่ที่ความกรอบนิดๆ ของไก่ที่เราแตะๆ กับแป้งกรอบ ไม่ได้ชุบกับแป้งกรอบผสมน้ำที่อาจจะทำให้ซอสไม่เข้าเนื้อเท่าที่ควร หอมกลิ่นควันไม้จากซอสบาร์บีคิวกลิ่นรมควัน มีรสเผ็ดเล็กน้อยจากซอสพริก หอมและกรุบนิดๆ จากข้าวคั่ว ปรุงด้วยหอมแดงซอย ใบสะระแหน่ และผักใบเลื่อยคล้ายๆ เครื่องปรุงลาบ ตอนแรกคิดอยู่ว่า จะทำอย่างไรไม่ให้เลี่ยน จะใส่รสเผ็ดจากอะไรดี จะใช้ซอสพริกของฝรั่ง ก็จะไม่ค่อยคุ้นลิ้นและอาจไม่ค่อยเข้ากับข้าวคั่ว จะใส่พริกป่นก็กลัวจะเผ็ดแหลมไปไม่เข้ากับซอสบาร์บีคิว คิดว่าลองดูซอสศรีราชา น่าจะกลางที่สุดและเข้ากันที่สุด คิดถูกมากค่ะ เข้ากันได้ดีทีเดียวค่ะ ส่วนผสม ปีกไก่ (ชอบท่อนกลาง) พริกไทยป่น เกลือ แป้งทอดกรอบ น้ำมันพืช ซอสบาร์บีคิวกลิ่นรมควัน ซอสพริก ข้าวคั่ว หอมแดงซอย ผักใบเลื่อย วิธีทำ ล้างไก่ให้สะอาด ปีกไก่คลุกเกลือ พริกไทยป่นเล็กน้อยให้เข้ากัน คลุกแป้งกรอบแบบแห้งๆ ให้ทั่ว ตั้งกระทะใส่น้ำมันเยอะเกือบท่วมไก่ ให้น้ำมันร้อน นำไก่ลงไปทอดให้สุก เหลือง พักไก่ให้สะเด็ดน้ำ
อีกหนึ่งคนที่เดินตามความฝัน เมื่อเพจ ไร่บีสิทธิ์ ได้โพสต์เรื่องราวจุดเปลี่ยนชีวิตของชายคนหนึ่ง ว่า “ลาแล้วโรงงาน..ขอลาขาด” วันนี้เป็นวันทำงานวันสุดท้ายของผมแล้ว หลังจากเป็นมนุษย์เงินเดือนมา 17 ปี เริ่มทำงาน อายุ 15 หลังจากนี้ไปผมก็เปลี่ยนมาเป็นเกษตรกรเต็มตัวเเล้ว อายุผมตอนนี้ 32 ปี ผมว่ากำลังเหมาะที่จะได้กลับไปพัฒนาบ้านอยู่กับครอบครัว ดูแลพ่อแม่ ที่อายุก็เริ่มมาก สุขใจที่ได้กลับไปอยู่บ้าน ถึงแม้ใครๆ จะบอกว่าเสียดายรายได้ตั้งสี่ห้าหมื่นต่อเดือน กว่าจะได้ไม่น่าออก แต่ผมคิดดีแล้วว่า ถ้าไม่ออกตอนนี้จะให้ไปออกตอนอายุ 40-50 ก็คงมีแต่ใจ แรงคงหมดทำอะไรคงไม่ได้แล้ว ผมขอทำตามฝันตอนมีแรงหนุ่มดีกว่า ผมขอเป็นกำลังใจให้พี่ๆ เพื่อนๆ ที่ยังเป็นมนุษย์เงินเดือนและอยากกลับไปอยู่บ้าน ให้วางแผนให้ดีๆ เตรียมการเตรียมความพร้อมก่อนออกงานนะครับ ขอให้ทุกคนโชคดีครับ ปล. ผมเตรียมความพร้อมมาแล้ว 4 ปีโดยใช้เงินเดือนที่เหลือจากใช้จ่ายแต่ละเดือน ส่งให้ที่บ้านดูแลให้ เริ่มแรกผมวางแผนและปลูกไม้ยืนต้น จากนั้นค่อยๆ ต่อยอดมาเรื่อยๆ ก่อนออกงานผมก็หาตลาดและออร์เดอร์ไว้ พอออกงานก็ออกไปขายดีกว่าออกไปทำนำเงินไปลงทุนอย่างเดี
โลกนี้ไม่เคยมีความพอดี มีร้านอาหารมากมายหลายแห่งเปิดขายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน บริการลูกค้าดีเยี่ยมจนแทบจะป้อนข้าวให้ แต่กลับไม่ค่อยมีคนมาอุดหนุน เทียบกับร้านอีกประเภท เปิดบ้าง ไม่เปิดบ้าง บางร้านไม่ง้อลูกค้า (อย่างเช่น เฉาก๊วยมุกดา ในวัดพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน) กลับมีผู้คนมายืนออรอคิวจนแทบจะขี่คอกันเลยทีเดียว เป็นเพราะอะไรนั้นหรือ คำตอบมีหนึ่งเดียว ก็เพราะอาหารของร้านนั้นอร่อยสุดยอดนะสิจ๊ะ คราวนี้สุดแสนดีใจ มีร้านข้าวหมกไก่อิสลาม อาศัยขายเป็นเพิงริมทาง มาแนะนำ ติดป้ายตรงรั้วสังกะสีข้างร้านว่า ร้านอาหารมุสลิม ใครได้ชิมร้านนี้ถือว่ามีบุญมาก อยากรู้ใช่ไหมว่าทำไม เชิญอ่านต่อได้เลยจ้ะ นับเป็นความโชคดียิ่งกว่าถูกหวยเสียอีก ที่ปิ่นโตเถาเล็กไปครั้งแรกก็ได้ชิมเลย เพราะวันนั้นร้านเปิดพอดี อ่านมาถึงตรงนี้แฟนๆ คงแปลกใจว่า ปิ่นโตเถาเล็กเขียนอะไรกันนี่ ร้านเปิดก็ต้องได้ชิมสิ ขอบอกว่าเอกลักษณ์ของร้านข้าวหมกไก่เจ้านี้คือ เปิดขายไม่แน่นอน บางครั้งขายติดต่อกันหลายวัน เสร็จแล้วก็หยุดขายไปเป็นอาทิตย์ บางครั้งก็หยุดนานเป็นเดือนก็มี ขาประจำที่มาที่ร้านต่างบอกกันเป็นเสียงเดียวเลย ร้านข้าวหมกไก่อิสลามนี้
เสน่ห์ของ “กาแฟโบราณ” อยู่ที่ความหอมของเมล็ดกาแฟคุณภาพดีที่ผ่านการคั่วบดอย่างพอเหมาะ ผสานกับรสชาติที่เข้มข้น กลมกล่อม เมื่อรินผ่านน้ำแข็งทุบละเอียด เติมความหวานมันด้วยนมสด จะดูดหรือจะดื่มก็ชื่นใจ หายเหนื่อย ยิ่งอากาศร้อนๆ อย่างบ้านเรา ลูกค้ายิ่งคึกคัก แวะเวียนมาไม่ขาด เช่นที่ร้าน “อ้อย กาแฟโบราณ” ร้านเล็กๆ ภายในซอยปรีดีพนมยงค์ 14 ที่มี คุณพรรณวดี อยู่คง เป็นมือชง “วันๆ มีลูกค้าเยอะมากค่ะ บางวันกว่าจะได้กินข้าวเช้าก็ปาเข้าไปตอนบ่ายแล้ว” อาจารย์อ้อย บอกเมื่อถามถึงกิจการของครอบครัวที่เธอเข้ามารับไม้ต่อ พร้อมกับรับภาระดูแลพี่ๆ น้องๆ อีก 6 คน แทนแม่ซึ่งเป็นกำลังหลักของบ้านล้มป่วย กระทั่งปัจจุบันทุกคนสำเร็จการศึกษา มีการมีงานทำกันหมด แม้จะจบการศึกษาเพียงแค่ประถมศึกษาปีที่ 7 แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรค ด้วยความที่มุ่งมั่นตั้งใจ กับประสบการณ์กว่า 25 ปี รสมือที่เป็นที่ยอมรับของมิตรรักคอกาแฟ ทำให้บ่อยครั้งอาจารย์อ้อยต้องไปออกร้านให้บริการตามคำเชิญชวน และเป็นที่มาของการรับเชิญเป็นวิทยากรสอนวิชาชีพหลักสูตรกาแฟโบราณที่ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน หรือ มติชน อคาเดมี อาจารย์อ้อย หรือที่รู้จักเรียกขานกันในชื่
คุณเฉกชนก ช่วยนวล หรือ คุณเบนซ์ ลูกชายคนโตของอดีตครูที่เคยติดเกมงอมแงม อยู่ในสังคมไม่ดี เกือบเรียนหนังสือไม่จบ แต่สุดท้ายเลือกที่จะใฝ่ดีตอนโต ตั้งใจเรียนจนคว้าใบปริญญาโท ภายในเวลาปีครึ่ง จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมและการบริหารงานก่อสร้าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ทำงานเป็นวิศวกรบริษัทรับเหมาก่อสร้างมาหลายแห่ง ผ่านงานทั้งภาคสนามและส่วนบริหาร คุมงานก่อสร้างทั้งแนวราบและอาคารสูง บริษัทที่มียอดขายอันดับ 1 ด้านอสังหาริมทรัพย์ ควบคุมดูแลโปรเจ็กต์กว่า 40 โครงการ ล่าสุด จากวิศวกรที่อยู่กับงานบริหารด้านก่อสร้าง ปัจจุบันผันตัวมาเป็นโบรกเกอร์อสังหาริมทรัพย์ เปิดบริษัทรับฝากขาย เช่า และจำนองอสังหาริมทรัพย์ทุกชนิด มูลค่าที่ดินที่เคยขายได้ย่านฝั่งธนบุรี 500 ล้านบาท นอกจากนั้นยังเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้เรื่องการลงทุนสำหรับนักลงทุนมือใหม่ อดีตเด็กติดเกม ดั้นด้นเรียน จบ ป.โท ทำงานประจำ 4 ปี ปักธงไม่เป็นลูกจ้างใคร คุณเบนซ์ ในวัย 31 ปี เล่ากับเส้นทางเศรษฐีว่า เกิดมาในครอบครัวคุณพ่อคุณแม่รับราชการครู มีพี่น้อง 2 คน ชีวิตในวัยมัธยมศึกษา จนถึงระดับปริญญาตรี ติดเกมหนัก เกือบเรียนไ
“แมลงทับ” เป็นแมลงปีกแข็งชนิดหนึ่ง มีปีกสวยงาม ปีกสีเขียวสดเป็นประกายวาววับ หรือเขียวมรกต สีไม่ตก มีความคงทนสูง จึงมีคนนำไปทำเครื่องประดับเพิ่มมูลค่า อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแมลงทับในธรรมชาติหายากขึ้น จึงมีเกษตรกรหัวใส ใช้ภูมิปัญญาศึกษาวงจรชีวิตของแมลงทับ แล้วนำมาเลี้ยงจนประสบผลสำเร็จ อย่างเช่น คุณสมัคร นามสีฐาน อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลขที่ 19 หมู่ที่ 2 บ้านกุดกระสู้ ตำบลเก่ากลอย อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู โทร. (089) 937-9257, แม่อ้วน (ภรรยา) โทร. (085) 274-9288 เป็นผู้ที่ประสบผลสำเร็จในการทำการเกษตรจนได้รับความไว้วางใจให้เป็นประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอนากลาง และยังเป็นเลขานุการเครือข่าย ศพก.ระดับจังหวัดด้วย คุณสมัคร เล่าให้ฟังว่า ตนมีอาชีพหลักคือทำนาและทำสวน โดยทำการเกษตรหลายอย่าง เช่น ปลูกผักหวานป่ากว่า 1,200 หลุม กล้วยน้ำว้า 400 กอ ไผ่กิมซุ่ง 200 กอ ไผ่เลี้ยง 80 กอ มะนาว 150 ต้น ข่า 800 กอ เลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ดไก่ ฯลฯ แต่ละปีทำรายได้หลายแสนบาท แต่ยังมีรายได้น้อยกว่าแมลงทับ คุณสมัคร และ แม่อ้วน นามศรีฐาน แรงบันดาลใจในการเลี้ยงแมลงทับ ปี 2546 ป
