How to
สาว ป.โท บริหารธุรกิจ ปิ๊งไอเดียทำน้ำดื่มกลิ่นดอกมะลิ พาสเจอไรซ์ หอม หวาน ชื่นใจ หวังเผยแพร่เรื่องราวทางวัฒนธรรมไทยผ่านเครื่องดื่มที่ทานง่าย ปลุกคนในยุคปัจจุบันให้หวนคิดถึงเรื่องราวในอดีต เมื่อครั้งอยู่กับ ปู่ย่า ตายาย ขณะเดียวกันเป็นเวลคัมดริ้งต้อนรับต่างชาติได้อีกด้วย คุณกมลทิพย์ สระทองล้อม หรือคุณปุ๊ก เจ้าของไอเดียน้ำดื่มกลิ่นดอกมะลิ วัยเพียง 25 ปี เธอจบการศึกษาปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยสวนดุสิต คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง ปริญญาโทจากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหง อดีตเคยทำงานที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แต่ปัจจุบันผันตัวมาเป็นเจ้าของกิจการเครื่องสำอาง และน้ำดื่มกลิ่นดอกมะลิ สร้างยอดขายแล้วกว่า 20,000 ขวด “หลังจบการศึกษา ป.ตรี ทำงานที่ อย. 2 ปี ระหว่างที่ทำงานประจำประกอบอาชีพเสริมไปด้วย นั่นคือ สร้างแบรนด์เครื่องสำอาง โดยเลือกใช้สารสกัดจากดอกกล้วยไม้ไทย พันธุ์หวายม่วงแดง และน้ำลอยดอกมะลิ แต่แล้วเมื่อเดือนกันยายนปี 60 ตัดสินใจลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัวอย่างจริงจัง” เครื่องสำอางที่คุณปุ๊กจะทำนั้น เธอบอกว่า ใช้สารสกัดจากดอกกล้วยไม้ไทย พันธุ์หวายม่ว
กลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่แห่งการท่องเที่ยวในอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม สำหรับตลาดน้ำทุ่งบัวแดง ตลาดน้ำสุดชิคใกล้ชิดธรรมชาติที่เหล่าบรรดานักท่องเที่ยวต้องมาเช็กอิน เพราะ ณ เวลานี้ ไม่ต้องไปไกลถึงจังหวัดอุบลราชธานีก็มีดอกบัวสวยๆ ท่ามกลางบรรยากาศดีๆ มีร้านค้าขายของกิน ของฝาก เครื่องดื่มอร่อยๆ ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 44 ไร่ เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนสิงหาคม รอให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมเยียน คุณธานินทร์ เทพสุรินทร์ เจ้าของตลาดน้ำทุ่งบัวแดง ณ บางเลน เท้าความว่า ในอดีตพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นบ่อเลี้ยงปลา มีปลานิล ปลาจีน รวมแล้วประมาณ 30 ตัน แต่ปัจจุบันถูกเนรมิตให้เป็นทุ่งบัวแดง เพราะต้องการให้อำเภอบางเลน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ใกล้กรุงเทพฯ นักท่องเที่ยวสามารถมาได้ทุกวัน โดยไม่ต้องไปไกลถึงทุ่งบัวแดงจังหวัดอุบลราชธานี เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อเดือนสิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา คุณธานินทร์ เดิมเป็นมัคคุเทศก์ เขา บอกว่า ไม่ถนัดเลี้ยงปลา ประกอบกับมีความฝันอยากทำตลาดน้ำที่ไม่เหมือนกับที่ไหน เลยเปลี่ยนจากบ่อปลาเนื้อที่ 44 ไร่ แบ่งเป็นโซนต่างๆ อาทิ ร้านค้าขายของกิน ของฝาก เครื่องดื่ม และ 24 ไร่ เป็
ย้อนไปเมื่อปี พ.ศ. 2553 ผู้เขียนได้มีโอกาสไปดูงานการเกษตรที่เกาะไต้หวัน และได้กิ่งพันธุ์ชมพู่ยักษ์ไต้หวันมาเลี้ยงให้ต้นเจริญเติบโต และได้นำยอดมาเสียบบนต้นชมพู่พันธุ์ทับทิมจันท์ ที่ “สวนคุณลี” อยู่ที่ ตำบลคลองคะเชนทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 886-7398, (056) 613-021 เวลาประมาณ 2 ปีต่อมา ยอดชมพู่พันธุ์ไต้หวันเจริญเติบโตดีเรื่อยมา และตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2555 เป็นต้นมา ทางผู้เขียนเห็นว่าต้นชมพู่ไต้หวันแตกทรงพุ่มใหญ่ เห็นว่าควรจะใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อบังคับให้ต้นชมพู่ออกดอกติดผลนอกฤดู โดยใช้สารแพคโคลบิวทราโซล ในการบังคับให้ต้นชมพู่ออกนอกฤดูนั้น ผลปรากฏว่า ต้นชมพู่ได้ออกดอกมาเพียง 1-2 ช่อ เท่านั้น ผู้เขียนรู้สึกตื่นเต้นมาก ได้พยายามบำรุงรักษาเป็นอย่างดีเพื่อดูว่าผลชมพู่จะมีขนาดผลใหญ่จริงหรือไม่ ในขณะที่ต้นชมพู่เลี้ยงผลอยู่เพียง 1-2 ช่อนั้น (เนื่องจากต้นยังมีขนาดเล็ก) พอเข้าเดือนมีนาคม 2555 ผลปรากฏว่าต้นชมพู่ยักษ์ไต้หวันที่เสียบไว้ทยอยออกดอกและติดผลทั้งต้น หลังจากที่ห่อผลชมพู่ไต้หวันไปได้ประมาณ 25-30 วัน (โดยเริ่มห่อในระยะที่ผลชมพู่ถอดหมวก หรือผลใหญ่ขนาดนิ้วโป้ง) พบว่า ผลชมพู่
ระหว่างวันที่ 17-23 มกราคม 2561 มีงานวันยางพาราและกาชาดจังหวัดบึงกาฬ ประจำปี 2561 ภายใต้แนวคิด “ศาสตร์พระราชารุ่งเรือง เมืองศูนย์กลางยางพารา เกษตรอินทรีย์ก้าวหน้า เปิดประตูการค้าอินโดจีน” ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ ภายในงานมีอบรมอาชีพฟรี ดังนี้ วันศุกร์ที่ 19 มกราคม เวลา 13.00-16.00 น. อบรมอาชีพทำข้าวเหนียวมูน 4 หน้า (หน้าสังขยา หน้ากระฉีก หน้าปลา และหน้ากุ้ง) วันเสาร์ที่ 20 มกราคม เวลา 09.00-12.00 น. อบรมอาชีพการทำสปาเกตตี 3 เมนู (คาโบนาร่า ซีฟู้ดไข่กุ้ง เบค่อนพริกแห้ง) เวลา 13.00-16.00 น. ไอศกรีม 3 รส ได้แก่ มะยมพริกเกลือ กล้วยบวชชี และฟักทองแกงบวด วันอาทิตย์ที่ 21 มกราคม เวลา 09.00-12.00 น. ข้าวหน้าไก่ เวลา 13.00-16.00 น.ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋น วันจันทร์ ที่ 22 มกราคม เวลา 09.00-12.00 น. ซี่โครงหมูย่างและปีกไก่ทอดบาร์บีคิว เวลา 13.00-16.00 น. ขนมจีนน้ำยา 3 ชนิด ได้แก่ ขนมจีนซาวน้ำ น้ำยาปู และน้ำพริกกุ้งสด วันอังคารที่ 23 มกราคม เวลา 09.00-12.00 น. ข้าวหน้าหมูทอดทงคัตซึ ข้าวหน้าแกงกะหรี่หมูไข่ข้น เทมปุระผักรวม ซุปมิโสะ เวลา 13.00-16.00 น. เมนูป
ภาษาถิ่นอีสาน เรียกสับปะรด ว่า บักนัด หรือ หมากนัด ส่วนคนใต้เรียกว่า ยานัด สำหรับ เค็มบักนัดคือการแล่เอาแต่เนื้อปลาสดมาหั่นชิ้นเล็กๆ เคล้ากับเกลือป่น และเนื้อสับปะรด (มีบางคนบอกว่ามันก็คือสับปะรดเค็มนั่นแหล่ะ!) เมื่อคลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากันดีแล้ว นำไปอัดใส่ขวด แล้วปิดฝาให้แน่นหมักไว้หลายๆ วัน พอเนื้อปลาหอม และจนได้ระยะเวลาที่เหมาะสมก็นำมากินได้ จะนำมาปรุงในรูปของอาหารต่างๆ สำหรับกับจิ้มผักต่างๆ เช่น หลนเค็มบักนัด ตุ๋นเค็มบักนัด หรือกินสดๆ ที่ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ซอยหัวหอมแดง พริกขี้หนู เท่านี้ก็อร่อยแล้ว หรือจะนำไปผัดกับผักต่างๆ เช่น เค็มบักนัดผัดหน่อไม้ เป็นต้น ผู้เขียนเองแม้ว่าจะเป็นลูกอีสานแท้ๆ ก็ยังไม่เคยลองลิ้มชิมรสอาหารชนิดนี้เลยสักครั้ง…เคยได้ยินได้ฟังมาจากเพื่อนมาบ้าง และเคยเจอกับ เค็มบักนัด บ้าง ตามงานแสดงสินค้าโอท็อปต่างๆ ซึ่งพอจะรู้ว่า…เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านโบราณในการถนอมอาหารของชาวอีสานมาช้านานแล้ว ซึ่งส่วนมากชาวบ้านมักจะนิยมทำกันมากในช่วงฤดูฝนน้ำหลากและมีปลาแม่น้ำเยอะๆ ประกอบกับมีสับปะรดในพื้นถิ่นอีสานที่สุกพร้อมกันพอดี ทำให้ทั้งสองอย่างนี้ได้มาเจอกัน ชาวบ้านพื้นถิ่นจึงหยิบ
การทำงานของคนเราจะไปสู่ความสำเร็จได้ ก็ด้วยปัจจัยสำคัญ 2 ประการ คือ หนึ่ง-ลงมือทำ สอง-ทำต่อไปอย่างต่อเนื่อง เท่านี้ “ความสำเร็จ” ก็ไม่หนีไปไหน เช่นเดียวกับ “จักริน วังวิวัฒน์” เจ้าของอาณาจักรไร่ชาเนื้อที่กว่า 2,000 ไร่ บนดอยห้วยตาด บ้านปางกื้ด อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ที่เริ่มต้นบอกว่า “…ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจไร่ชาเลยแม้แต่น้อย” แต่อาศัยการเรียนรู้ด้วยตัวเองแล้วลงมือทำ บวกกับได้รับการถ่ายทอดจากผู้เป็นพ่อ จึงทำให้ “ไร่ชาระมิงค์” ของตระกูลวังวิวัฒน์ ยืนหยัดอยู่จนถึงวันนี้เป็นเวลาถึง 76 ปี พื้นที่สีเขียวไต่ระดับจากพื้นราบ ค่อย ๆ ไล่ความสูงขึ้นไปตามแนวคดโค้งของถนนที่รถวิ่งได้แค่คันเดียว ถ้ามีรถสวนทางมาเมื่อไหร่ ที่ทำได้คือหยุดรถจอดรอให้อีกคันผ่านไปก่อนแล้วจึงค่อยวิ่งต่อไปได้ บรรยากาศแบบนี้เป็นทางขึ้นเขาที่บ้านห้วยตาด อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ มุ่งหน้าสู่ไร่ชาของคนไทย 100% “ไร่ชาระมิงค์” ที่ “จักริน วังวิวัฒน์” เป็นกรรมการผู้จัดการ “จักริน” ชื่อเล่น “ต้น” เป็นทายาทรุ่นที่ 3 บุตรชายคนโตของ “นิตย์-เพ็ญพรรณ วังวิวัฒน์” นักธุรกิจใหญ่ อดีตประธานสภาหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ มีน้องชาย 1 คน คือ “ตา
“กาแฟอาราบะซอลต์” เด่นชัย ส่งเสริมเกษตรกรปลูกเสริมรายได้และเพิ่มพื้นที่สีเขียว คงไม่มีใครปฏิเสธว่า “กาแฟ” เป็นเครื่องดื่มที่นิยมดื่มกันมากที่สุดในโลก SANJIV CHOPRA ศาสตราจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้กล่าวไว้ว่า “กาแฟอุดมไปด้วยกรดคลอโรจินิก ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระชั้นยอดตัวหนึ่งก็ว่าได้” ขณะที่มีผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าไม่ควรดื่มกาแฟเกิน 400 มิลลิกรัม ต่อวัน และหลีกเลี่ยงการใช้ครีมหรือน้ำตาล ที่หยิบยกคำดังกล่าวมาเพื่อจะสื่อว่า กาแฟ มีประโยชน์หากรู้จักดื่มอย่างพอดี กาแฟ มิใช่พืชท้องถิ่นหรือพืชดั้งเดิมของประเทศไทย ตามประวัติว่าไว้ว่ามีถิ่นดั้งเดิมบนพื้นที่สูงในประเทศเอธิโอเปีย เจริญงอกงามอยู่ตามใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ที่ 1,370-1,830 เมตร อุณหภูมิระหว่าง 15-24 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยทั้งปี 1,900 มิลลิเมตร ชอบดินร่วนสีแดงที่มีหน้าดินลึก กาแฟที่ปลูกกันอยู่ในโลกใบนี้มีหลายพันธุ์ แต่ที่นำมาปลูกในประเทศไทยมี 2 พันธุ์หลักๆ ก็คือ พันธุ์โรบัสต้า (Robusta Coffee) ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ปลูกกันมาก ถึงร้อยละ 80 และพันธุ์อาราบิก้า (Arabica Coffee) ปลูกกันอยู่ป
สาวไทยปิ๊งไอเดียนำน้ำมันสกัดจากว่าน 108 น้ำมันสกัดจากจระเข้ และน้ำมันสกัดจากพริก ทำยาหม่องสูตรเจลใสเกรดพรีเมี่ยม ปราศจากสารเคมีเร่งความร้อน แตกต่างจากยาหม่องทั่วไปในตลาด ด้วยเนื้อสัมผัส สรรพคุณ และกลิ่นหอมสดชื่นที่เป็นเอกลักษณ์ ง่ายต่อการทาถูนวด ช่วยให้ผ่อนคลาย ถูกอกถูกใจคนไทยและชาวต่างชาติ ล่าสุดเตรียมส่งออกไปยังประเทศรัสเซีย คุณวลัญช์ชยา ชีวินชัยเฉลิม หรือคุณโบว์ เจ้าของยาหม่องวังทองในวัย 38 ปี เล่าว่า หลังจากจบการศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ ได้ทำงานเกี่ยวกับเครื่องประดับ กระทั่งเมื่อปีที่แล้วเกิดไอเดียอยากทำยาหม่องขายคนจีน เพราะมองว่าตลาดจีนเป็นตลาดใหญ่ที่น่าสนใจ ที่สำคัญคนจีนชอบสินค้าไทย เลยเสาะหาวัตถุดิบชั้นดี และแหล่งผลิตยาหม่อง คุณโบว์ อธิบายต่อว่า สาเหตุที่เลือก “ยาหม่อง” เพราะคนจีนส่วนใหญ่ชอบฝีมือการนวดและน้ำมันนวดของคนไทย ยาหม่องติดอันดับสินค้าขายดีที่ต่างชาติมักซื้อกลับประเทศ อีกทั้งยังมีช่องว่างในการทำธุรกิจ เลยชวนเพื่อนสนิทคุณวราภรณ์ ยันต์เจริญ เข้ามาร่วมเป็นหุ้นส่วน “ยาหม่องส่วนใหญ่ในท้องตลาดมีสารเคมีเร่งความร้อน คนเป็นเบาหวาน เด็ก ผู้สูงอายุ ที่ผิวบอบบางทาแล้วมักเกิดอาการแสบ ห
นางจันจิรา เจริญฤทธิ์ ครู กศน.อำเภอรัษฎา จ.ตรัง เปิดเผยว่า จากการที่จังหวัดตรังมีการปลูกฝรั่งกันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอำเภอรัษฎา ช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก ก็จะส่งผลกระทบต่อราคา และผลฝรั่งที่ตกเกรด หรือไม่ได้ขนาด ก็จะต้องคัดทิ้ง สร้างผลกระทบต่อเกษตรกร จนหลายคนต้องเลิกปลูกกัน กศน.อำเภอรัษฎา ซึ่งตระหนักถึงผลกระทบดังกล่าว จึงได้ศึกษาวิธีการแปรรูปฝรั่งต่างๆทั้งการนำมาทำน้ำฝรั่ง ฝรั่งดอง แต่ก็ไม่ตอบโจทย์ และแก้ปัญหาได้มากนัก จนกระทั่งคิดค้นนำฝรั่งมาทำเป็นน้ำพริกเป็นผลสำเร็จ สามารถนำออกวางจำหน่ายได้อย่างกว้างขวาง ทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด โดยจะเน้นกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และกลุ่มรักสุขภาพ เนื่องจากมีรสชาติอร่อย หอม มัน หวาน และเผ็ดกำลังดี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขอรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์อาหาร นายสุรวุฒิ ขันคง ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอรัษฎา กล่าวว่า ส่วนผสมหลักของน้ำพริกฝรั่ง ประกอบด้วย เนื้อฝรั่งสด 1 กก. พริกแห้ง 5-8 เม็ด หัวหอม 3-4 กลีบ กระเทียม 5-6 กลีบ กุ้งแห้ง 100 กรัม กะปิ 20 กรัม น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ และเครื่องปรุงรส 1 ช้อนชา โดยนำส่วนผสมทั้งหมดมาปั่นจนละเอียด แล้วนำไปเคี
นายสมศักดิ์ ชื่นจิตร อายุ 61 ปี เกษตรกรในพื้นที่หมู่ 3 ต.มหาโพธิ์ อ.เก้าเลี้ยว จ.นครสวรรค์ ได้นำผู้สื่อข่าวเข้าดูฟาร์มเลี้ยงหนูนาบนพื้นที่ 1.5 ไร่ ซึ่งเปิดมาได้เพียง 7 เดือน แต่ประสบความสำเร็จอย่างสูง เพาะถือเป็นฟาร์มเพาะเลี้ยงหนูนาขายแห่งเดียวในจังหวัด ที่สามารถสร้างรายได้ต่อเดือนมากว่า 1 แสนบาท เนื่องจากขณะนี้ตลาดเปิดกว้าง และมีผู้นิยมนำหนูนาไปทำอาหารกันอย่างแพร่หลาย จากการสำรวจฟาร์มหนูนาพบว่า อาคารที่เพาะเลี้ยงมีทั้งหมด 2 ส่วน โดยส่วนหนึ่งเป็นโรงเพาะเลี้ยงหนูนาวัย 10 วัน และอีกส่วนหนึ่งเป็นหนูนาโตเต็มวัย ซึ่งทั้ง 2 โรงเลี้ยงนี้ จะมีการเลี้ยงด้วยการใช้บ่อปูนซีเมนต์แบบมีฝาปิด จำนวนหลายบ่อ มามาวางเรียงราย พร้อมกับนำฟางมาปิดปกคลุม รวมถึงมีการเจาะรูที่ฝาและด้านข้างบ่อให้เชื่อมต่อระหว่างกัน เพื่อให้หนูสามารถวิ่งออกมากินอาหาร และไปมาระหว่างบ่อได้อย่างอิสระ โดยมีการขึงตะแกงเหล็กรอบโรงเลี้ยงเอาไว้อย่างแน่นหนา นายสมศักดิ์ เล่าว่า เนื่องจากได้ศึกษาคลิปการเลี้ยงหนูนาด้วยบ่อปูนสิเมนต์ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจากยูทูป จึงมีความสนใจอยากจะเพาะเลี้ยงบ้าง เพราะมองว่าขณะนี้หนูนาหายากขึ้น แต่ยังเป
