How to
ชาวอินโดนีเซียนั้นใช้ซีอิ๊วเป็นเครื่องปรุงรสหลักในอาหารเลยทีเดียว โดยมีทั้งซีอิ๊วขาว และซีอิ๊วดำรสหวานเรียกว่า “เกอจั๊บ มานิส” (Kecap Manis) ทั้งใช้จิ้ม ใช้ปรุงรส ใช้หมักกับอาหารต่างๆ เช่น หมักปลาแล้วนำไปย่างที่เรียกว่า “อิกัน บาการ์” (Ikan bakar) ซึ่งเคยเขียนถึงไปแล้ว เวลาใส่ซีอิ๊วหวานในอาหาร ใส่ทีก็ไม่ใช่ใส่น้อยๆ แต่จะใส่จนอาหารนั้นมีสีน้ำตาลเข้ม วันนี้ลองมาทำเมนูซีอิ๊วหวานแบบง่ายๆ และถูกปากชาวเรากันดีกว่าค่ะ นั่นคือ ไก่ผัดซีอิ๊วหวาน ที่มีชื่อเรียกว่า “อะยัม เกอจั๊บ” (Ayam Kecap) หรือ อะยัม มาสัก กิจั๊บ (Ayam masak kicap) ก่อนอื่นนำไก่ส่วนที่ชอบ จะเป็นปีก น่อง หรือส่วนอื่นๆ ก็ได้ ถ้าเป็นส่วนที่ชิ้นใหญ่ก็สับเสียหน่อย นำไปหมักกับขิงสับ กระเทียมสับ เกลือ และพริกไทย ทิ้งไว้ในตู้เย็น ระหว่างนี้จะไปทำอะไร เล่นเฟซ เล่นไลน์เพลินๆ ไปก่อนก็ตามสะดวก เมื่อกะว่าเครื่องหมักเข้าเนื้อดีแล้วก็ตั้งกระทะใส่น้ำมันมากหน่อย รอจนร้อนก็ใส่ไก่ลงไปทอดให้ผิวนอกสุกเหลืองสวยงามก็ตักขึ้นมาพักไว้ เทน้ำมันออกให้เหลือติดกระทะนิดหน่อย ใส่เนยลงไปผสม ตามด้วยกระเทียมสับ หอมแดงสับ และหอมใหญ่ซอย ผัดจนสุกใสจะได้กลิ่นหอมโชย
“สมเกียรติ ผักอร่อย” ฟาร์มรับซื้อผัก ที่ได้รับมาตรฐาน GMP ในการผลิต การคัดบรรจุผัก เพื่อส่งจำหน่าย และเป็นแหล่งศึกษาดูงานด้านการเกษตรและการคัดบรรจุที่ทันสมัย ซึ่งน่าจะเป็นต้นแบบเกษตรกรคนรุ่นใหม่ และขยายผลไปสู่เกษตรกรรายอื่น เพื่อให้เกิดเครือข่าย ความเข้มแข็ง สามารถใช้วิถีชีวิตเกษตรพอเพียง แต่มีรายได้เพิ่มขึ้นแบบสม่ำเสมอและยั่งยืน จากแม่ค้าผัก ตลาดสด จบ ป.6 สร้างอาณาจักรผัก คุณสมเกียรติ ลำพันแดง และ คุณสุนันทร์ สตะจริง คู่สามีภรรยา เจ้าของสวน “สมเกียรติ ผักอร่อย” เล่าให้ฟังว่า ทั้งคู่ไม่ได้เรียนจบสูงมากนัก เรียนจบแค่เพียงชั้นประถมศึกษา ยึดอาชีพแม่ค้าขายผักในตลาดสด เมื่อประมาณ 6-7 ปีก่อน และได้รับรู้ปัญหาอย่างหนึ่งของการขายผักคือ ตลาดผักไม่สม่ำเสมอ ไม่สม่ำเสมอในที่นี้หมายถึง ผักบางชนิดก็หายากในบางฤดู บางชนิดก็เยอะเกิน และบางชนิดก็หาไม่ได้ ขาดตลาดไปเลยก็มี ยกตัวอย่าง ผักบุ้ง บางฤดูหายากในตลาด ลูกค้ามีความต้องการ แต่แม่ค้าไม่มีขาย หรือบางทีก็มีเยอะเกินไป ซึ่งด้วยความเป็นแม่ค้าก็สงสัยว่าทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้น เลยคิดหาวิธีการว่าจะทำอย่างไร ถึงจะมีผักขายได้ตลอด มีมากมีน้อย ก็ควรน่าจะต้องมีขา
จากกรณีที่ชาวบ้านจังหวัดชัยนาทประสบปัญหาราคารับซื้อปลากรายตกต่ำกระทบกับรายได้ สร้างความเดือดร้อนจนต้องรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่ม แล้วดึงการแปรรูปเนื้อปลาเข้ามาเสริมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้มีรายได้มากยิ่งขึ้น คุณสิทธิชัย ลิ้มตระกูล หรือ คุณชัย รองประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรปลากราย จังหวัดชัยนาท บอกว่า การป้องกันจากการถูกเอาเปรียบทางด้านราคา จึงเป็นเหตุผลให้ชาวบ้านรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มเพื่อรวบรวมปลากรายสดขายให้กับผู้รับซื้อโดยตรง ขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการอุดช่องว่างของการตั้งราคาจึงนำเอากระบวนการแปรรูปเนื้อปลากรายเข้ามาเป็นกิจกรรมของกลุ่มไปพร้อมกันด้วย เพื่อตัดระบบพ่อค้าคนกลางออกไป ฉะนั้น สิ่งที่ตามมาคือเทคโนโลยี การบริหารจัดการความรู้ ทักษะ และการตลาด ที่จำเป็นต้องแสวงหาเพิ่มเติม คุณสิทธิชัย (เสื้อดำ) กับบางส่วนของสมาชิกกลุ่ม ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าที่ทำธุรกิจจำหน่ายปลากราย ได้แก่ ร้านอาหารในจังหวัดชัยนาท กลุ่มผู้ประกอบการโต๊ะจีนในชัยนาท ขณะเดียวกัน ยังได้มีการขยายตลาดออกไปยังจังหวัดใกล้เคียงอื่นๆ อีกหลายแห่ง รวมถึงบางส่วนของกรุงเทพฯ ดังนั้น จึงถือเป็นกลุ่มบุกเบิกเรื่องปลากรายในจังหวัดชัยน
ใครว่าสัตว์มีปีกตระกูลแมลงวันจะเป็นสัตว์ที่น่ารำคาญไร้ประโยชน์และเป็นพาหนะเชื้อโรคอย่างเดียว ต้องคิดใหม่ไปดูชาวจังหวัดสกลนคร กลับนำสัตว์เหล่านี้มาทำประโยชน์ และกลายเป็นสัตว์ที่มีราคารับซื้อหนอนแมลงวันสูงถึงกิโลกรัมละ 300 บาท ไปจนถึงคัดแยกขนาดใหญ่หรืออบแห้งกิโลกรัมละ 1,000 บาท แต่แมลงวันที่กล่าวถึงนี้ไม่ใช่แมลงวันทั่วไปที่พบเห็น แต่เป็นแมลงวันอีกสายพันธุ์ที่คนส่วนมากไม่คิดว่าจะเป็นแมลงวันดูยังไงก็ไม่เหมือน ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่ ศูนย์วิจัยกำจัดอินทรีย์ชุมชน บ.โนนศาลา ม.12 ต.เชียงเครือ อ.เมือง จ.สกลนคร พบกับ ดร.สมควร โพธารินทร์ หัวหน้าโครงการ อ.คณะวิทยาศาสตร์และวิศกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์วิทยาเขตสกลนคร นายรามินทร์ ศรีโยหะ ผู้ช่วยงานวิจัย นายอำพร วงศ์ยะมะ ผู้ใหญ่บ้านโนนศาลา ม.12 ในการสอบถามถึงโครงการดังกล่าว โดยทราบว่าขณะนี้ชุมชนบ้านโนนศาลา ได้ดำเนินโครงการนำร่องนำหนอนแมลงวันลายไปย่อยสลายเศษอาหารของหมู่บ้านเพื่อลดมลภาวะ นายรามินทร์ ศรีโยหะ กล่าวว่า สำหรับแมลงวันที่เอ่ยถึงนี้ คือแมลงวันสายพันธุ์ลาย หรือ black soldier fly เป็นแมลงวันที่พบอยู่ทั่วไปตามธรรมชาติในสภาพภูมิอากาศเขตร้อนและเขตอบอ
นายทัน สายปัน หรือ ลุงทัน ขายไก่ย่างบริเวณหน้าวิทยาลัยเทคนิคแม่สอด ริมถนนแม่สอด – บ้านแม่ปะใต้ หมู่บ้านสันทราย หมู่ที่ 9 ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตากกลายเป็นขวัญใจของเด็กนักเรียน , นักศึกษา และชาวบ้านในละแวกนั้นไปแล้ว เมื่อลุงใจดี นำไก่มายางขายใน ราคาถูก ให้กับนักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป ในราคาไม้ละ 5 บาท ชนิดราคาถูกแบบสุดๆ เพราะมีเพียงที่เดียวในแม่สอด ที่ขายไก่ย่างราคาถูก ทำให้ลูกค้าหลากหลายอาชีพต่อคิวซื้อไก่ย่างกัน นายทัน เปิดเผยว่า เคยทำอาชีพเป็นกรรมกรก่อสร้าง เห็นนักเรียน นักศึกษาขับรถไปเรียนหนังสือ จึงคิดสงสารเด็ก ไหนต้องเสียค่าเช่าหอพัก ค่าเรียนหนังสือ เงินที่พ่อแม่ให้มาเป็นค่าเรียนหนังสือ ก็คงไม่มาก จึงตัดสินใจไปขายไก่ยาง ไม้ละ 5 บาท ข้าวเหนียวห่อละ 5 บาท ส่วนกำไรนั้น มีเพียงน้อยนิด ได้กำไรจากไก่ย่างไม้ละเพียง 1 บาทเท่านั้น โดยจะเริ่มขายไก่ย่างระหว่างเวลา 08.00 – 10.00 น. และหยุดวัน เสาร์ – วันอาทิตย์ ที่นักเรียน นักศึกษา ไม่มาเรียนหนังสือเท่านั้น
ปลาสังกะวาด หรือที่คนภาคอีสานรู้จักกันในชื่อ ปลายอน เป็นปลาที่ไม่มีเกล็ด ชอบอาศัยอยู่กันเป็นกลุ่ม ว่ายน้ำได้รวดเร็ว สามารถกินได้ทั้งซากพืชและซากสัตว์ที่เน่าเปื่อย ปลาสังกะวาด แพร่พันธุ์กระจายอยู่ตั้งแต่แม่น้ำโขง ตลอดจนแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งในประเทศไทยจะมีชุกชุมในเขื่อนเก็บน้ำบางแห่ง เช่น เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เป็นต้น คุณปรีชา ชะเอม อยู่บ้านเลขที่ 99 หมู่ที่ 5 ตำบลท่าชัย อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท เป็นเกษตรกรที่เลี้ยงปลากระชังอยู่เหนือจากเขื่อนเจ้าพระยา ทำให้เขามีน้ำเลี้ยงปลาได้ตลอดทั้งปี และที่สำคัญปลาที่เลี้ยงเจริญเติบโตได้ดีเป็นที่ต้องการของตลาด รวมทั้งปลาสังกะวาดด้วย จากพนักงานธนาคาร ผู้มีใจรักการเลี้ยงปลา คุณปรีชา เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนเมื่อช่วงชีวิตเข้าสู่วัยทำงาน ได้เลือกอาชีพเป็นพนักงานธนาคาร เมื่อทำมาได้จนอายุ 52 ปี จึงรู้สึกอิ่มตัวกับงานทางด้านนี้ จึงมีความคิดว่าอยากออกจากงานก่อนเกษียณ แต่ต้องมีอาชีพอื่นที่รองรับในการมีรายได้ เพื่อมีเงินเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันด้วย “ช่วงแรกที่คิดจะออกจากงานที่ทำ ในใจคิดเสมอว่าต้องออกก่อนอายุ 60 ปี เพราะว่าถ้ามาอยู่บ้านอยู่เฉยๆ เดี๋ยวกำ
ใครไปเที่ยวหัวเมืองปักษ์ใต้สักสองสามวัน เป็นต้องได้กินใบเหมียงผัดไข่แน่ๆ ครับ ถ้าอยู่หลายวันขึ้นไปอีก ก็อาจได้กินต้มกะทิ หรือไม่ก็แกงเลียงใบเหมียง เพราะอันว่า ใบเหมียง (Gnetum gnemon) หรือใบเหลียงก็เรียกนี้ เป็นผักยอดนิยมของคนใต้อีกชนิดหนึ่ง คือที่จริงต้นเหมียงก็ขึ้นอยู่ทั่วไปทุกภาคที่มีเขตป่าชุ่มชื้นนะครับ แต่คนใต้ดูจะเอามากินมากที่สุด จนแทบนึกไปว่ามีแต่เฉพาะพื้นที่ภาคใต้เอาเลย ถ้าใครเกิดติดอกติดใจรสชาติฝาดมัน กรอบ เคี้ยวสนุกของใบเหมียง ทั้งที่กินสดเป็นผักน้ำพริก หรือใส่ผัดใส่ต้ม ก็ซื้อต้นอ่อนที่มีขายตามริมทางเป็นระยะๆ ตั้งแต่แถบชุมพรลงไปมาปลูกได้ ลงไว้ตรงมุมไหนของบ้านที่ชื้นๆ หน่อย ไม่นานนักก็เด็ดยอดมากินได้อย่างอร่อย ไม่ต้องกลัวว่าจะเสี่ยงกับสารพิษตกค้างในผัก แบบผักตลาดทั่วไป และผมควรต้องบอกด้วยครับว่า ผลการตรวจสารพิษตกค้างในผักผลไม้ ของ Thai-PAN (เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช) ในปี พ.ศ.2560 พบว่าตัวอย่างใบเหมียงที่สุ่มตรวจไม่พบสารพิษตกค้างเลย ดังนั้น ถึงจะไม่ได้ปลูกกินเอง มันก็นับเป็นผักพื้นบ้านที่ซื้อกินได้สะดวกปาก สบายใจที่สุดอย่างหนึ่งในเวลานี้เลยแหละครับ ร้านรวงใ
ผมได้ “พริกมัน” มาจากงานเทศกาลข้าวใหม่ปลามัน ที่วัดลานตากฟ้า จังหวัดนครปฐม มาถุงหนึ่ง นับว่าเป็นของดีที่ไม่ค่อยได้พบเจอมานาน พริกชี้ฟ้าพันธุ์บางช้างของชาวสวนแถบ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม หรือที่ภาษาตลาดเรียกพริกมันนี้ สมัยผมเด็กๆ เมื่อ 40-50 ปีก่อนก็มีให้ซื้อกินกันเป็นปกตินะครับ เม็ดไม่ใหญ่นัก สีเขียวขณะดิบนั้นเป็นเขียวแก่จัด ผิวมันปลาบ เมื่อสุกก็แดงเข้ม เนื้อแน่นกรอบ เรากินโดยย่างไฟเตาถ่านจนสุก ลอกเปลือกที่ไหม้ดำออก ราดน้ำปลาเล็กน้อย ก็กินได้อิ่มหนึ่งมื้อ ถ้าบอกว่ากินแบบนี้ง่ายไป ก็มีสูตรที่เอาไปหั่น ใส่ผัดพริก ผัดใบกะเพรา ใส่แกงป่า คือใช้เหมือนพริกชี้ฟ้าทั่วไปนั่นแหละครับ ความเด่นของมันคือ มีเนื้อพริกที่อร่อย หอม ไม่เผ็ดมากจนเกินไป ในหนังสือ แม่ครัวหัวป่าก์ (พ.ศ.2452) ของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ มีพูดไว้ว่า “..พริกที่ (พระพันพรรษา อัครมเหสีในรัชกาลที่ 2) จะตำน้ำพริกนั้นใช้พริกสวนนอก ทรงหักดมดูทุกเม็ด เมล็ดไหนต่อมกลิ่นหอมจึงจะทรงใช้” ผมคิดว่าท่านผู้หญิงเปลี่ยนน่าจะหมายถึงพริกมัน “บางช้างสวนนอก” ชนิดนี้แหละครับ เราๆ อาจไม่คุ้นเคยกับการใช้พริกชี้ฟ้าเป็นตัวนำรสเผ็ดในกับข้าวไทย ด้วยว่าเร
แม่บ้านชอบกินสเต๊ก ปิ๊งไอเดียคิดสูตรเองเปิดร้านขาย ลงทุนเกือบแสน วันแรกขายได้ 1,200 บาท อาศัยหัดสังเกตพฤติกรรมลูกค้าจากเศษอาหารที่เหลือในจาน จำได้หมดว่าลูกค้าคนไหนชอบทานอะไร หรือ ไม่ชอบทานอะไร เรียกว่าพัฒนาธุรกิจไม่หยุด กิจการดี ทะยานขึ้นเรื่อยๆ ยอดขายขยับเป็นวันละ 7,000 บาท ใช้เวลา 7 ปี ขายแฟรนไชส์ได้ 120 สาขา คุณชัญญปัญ ศรีโสภา หรือคุณอุ๊ เล่าว่า เป็นแม่บ้านที่ชอบทานสเต๊ก บ่อยครั้งมักจะโชว์ฝีมือทำเมนูนี้ทานกันบ่อยๆ ในครอบครัว แต่กว่าสูตรจะคงที่ใช้เวลาพัฒนาเกือบปี หลังจากทุกคนประจักษ์แล้วว่ารสชาติสเต๊กคุณอุ๊นั้น “อร่อย” หญิงสาว เผยว่า เกิดความคิดอยากลองเปิดร้านขาย ในปี 2554 เปิดร้านตั้งชื่อว่า “โชกุนสเต๊ก” โดยลงทุนเกือบ 1 แสนบาท ร้านแรกตั้งอยู่ใกล้บิ๊กซีคลองสาม เครื่องมืออุปกรณ์ครบครัน “อุ๊ลงทุนเกือบแสน เปิดร้านวันแรก ขายได้เพียง 1,200 บาท อาศัยไม่ย่อท้อ พัฒนาทักษะและฝีมือเรื่อยมา วันที่สองขายได้เพียง 700 บาท เลยมานั่งวิเคราะห์ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร ด้วยการเก็บจานอาหารของลูกค้าที่ทานเสร็จ หยิบดูทีละจานว่ามีอะไรเหลือบ้าง หากจานไหนผักเหลือเยอะ แสดงว่าให้ผักมากเกินไป หรือบางจานมีมันเหลื
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ออกแบบรถตัดหญ้าควบคุมด้วยรีโมทคอนโทรล โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ชี้ปลอดภัยสูง มีที่ครอบใบตัด เศษหญ้าออกมาทางด้านหลัง ง่ายต่อการใช้งาน ลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และน้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายสะดวก ตัวแทนนักศึกษา ชั้นปีที่ 3 วิศวกรรมเครื่องจักรกลเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ที่ร่วมออกแบบและคิดค้นรถตัดหญ้า โดยมี ผศ.ดร. เกรียงไกร แซมสีม่วงอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์เป็นที่ปรึกษา น.ส. อัญญิกา สว่างจิตร เล่าถึงจุดเริ่มต้นของโครงการว่า การตัดหญ้าด้วยมือตัด หรือใช้เครื่องตัดหญ้าที่ต้องยืนตัดและต้องใช้แรงเหวี่ยงไปมา ล้วนทำให้เกิดการเหนื่อยเมื่อยล้า อีกทั้งอาจต้องทนกับการทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานาน เพื่อที่ทำให้สนามหญ้า สนามฟุตบอล สนามเด็กเล่น หรือพื้นที่ที่ปลูกหญ้านั้นมีปริมาณหญ้าที่เหมาะสม สวยงาม และเหมาะกับสถานที่ต่างๆ แต่การที่จะซื้อเครื่องตัดหญ้าหรือรถตัดหญ้านั้น นอกจากจะมีราคาที่สูงแล้ว ยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน การบำรุงดูแลรักษาสภาพเครื่อง และสภาพพื้นที่อีกด้วย จากซ้ายไปขวา น.ส. ปัณณพัชร สุรชวาจา นายธนายุต เน
