How to
คุณสิริดา นาคทัต สาวไทยนักเรียนนอก จบกฎหมายจากอังกฤษ กลับเมืองไทยอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง อยากทำด้านอาหารแต่ยังมองภาพไม่ออกว่าจะทำธุรกิจอะไรดี ด้วยความเป็นสาวรุ่นใหม่จึงใช้ตัวช่วยในการตัดสินใจ ด้วยการเดินทางไปดูงานแสดงสินค้าอาหารในหลายประเทศทั่วโลก สำรวจซุปเปอร์มาร์เก็ตของประเทศต่างๆ ตลอดจนศึกษาเทรนด์หรือแนวโน้มของอาหารทั่วโลก สุดท้ายลงตัวที่ “กัมมี่” เพราะมองว่าขนมขบเคี้ยวเป็นตลาดที่โตขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขนม “กัมมี่” หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่า “เจลลี่” มีลักษณะเหนียวๆ เคี้ยวแล้วหนึบหนับๆ ในบรรดาขนมขบเคี้ยวของชาวอเมริกันและยุโรป กัมมี่คือขนมขบเคี้ยวแนวหน้าของชาติยุโรปและอเมริกา จากการที่คุณสิริดาได้เรียนอยู่เมืองนอก ได้เห็นพวกฝรั่งชอบกินขนมประเภทกัมมี่กันทุกเพศทุกวัย เธอจึงเกิดไอเดียอยากผลิตกัมมี่ที่เป็นขนมของพวกฝรั่งต่างชาติ มาทำเป็นขนมขบเคี้ยวในแบบฉบับของคนไทย โดยเอาจุดเด่นของเมืองไทยคือ นำผลไม้ไทยใส่ในกัมมี่ เป็นการแปลงสัญชาติขนมกัมมี่ของยุโรป ให้เป็นขนมกัมมี่สัญชาติไทยได้อย่างแยบยล ประโยคหนึ่งที่คุณสิริดากล่าวชี้นำได้อย่างเฉียบคม เธอกล่าวว่า ถึงแม้เศรษฐกิจจะตกต่ำ แ
เค้กมะพร้าว เป็นการผสานแนวคิดที่นำขนมแบบฝรั่งมาผสมกับไม้ผลแบบไทย สร้างความกลมกลืนได้ทั้งรสชาติและความเป็นธรรมชาติอย่างลงตัว นับวันความนิยมทานเค้กมะพร้าวมีมากขึ้น ภายหลังผู้คนตระหนักว่ามะพร้าวไม่ได้ทำให้มีรสอร่อยและหอมเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย “ทิตยา (Thitaya)” เป็นร้านเค้กเล็กๆ อยู่ในซอยอารีย์ ถนนพหลโยธิน กทม.ที่ทำเค้กแนวโฮมเมดจากฝีมือของเจ้าของร้าน ด้วยการคัดสรรเลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพแล้วไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะเค้กมะพร้าวที่ใช้มะพร้าวอ่อนจากแหล่งปลูกที่เชื่อถือ รวมไปถึงยังมีเค้กชนิดอื่นและขนมอีกหลายชนิด นอกจากนั้นยังมีอาหารจานเดียวแบบอื่นที่มีรสชาติอร่อยในราคาไม่แพงไว้บริการด้วย้ คุณอาทิตย์ วงศ์ยฤทธิ์ เจ้าของร้าน เล่าว่า เปิดร้านแห่งนี้มา 5 ปีแล้ว สำหรับตัวเองร่ำเรียนและทำงานทางด้านกฎหมาย แต่ด้วยความสนใจและมีใจรักการทำขนมและอาหารเพราะติดใจฝีมือของคุณยายในวัยเด็ก จึงไปอบรมหาความรู้เพิ่มทักษะจากสถาบันการสอนทำเค้ก ขนม และอาหาร ที่มีชื่อดังหลายแห่ง จากนั้นจึงลองทำขายทางออนไลน์ กระทั่งมีลูกค้าติดใจสั่งซื้อกันเป็นจำนวนมาก จนทำให้ต้องตัดสินใจใช้พื้นที่ภายในบ้านตกแต่
“บ้าน” สถานที่ที่ดูเหมือนจะปลอดภัยที่สุดสำหรับคนและน้องหมา จนบางครั้งเราเองก็อาจจะมองข้ามหรือหลงลืมอันตรายใกล้ตัวบางอย่างไป แต่อุบัติภัยที่เกิดขึ้นกับน้องหมาส่วนใหญ่ก็มักจะเกิดขึ้นจากในบ้านได้นะคะ มาอ่านกันหน่อยดีกว่าว่าจะมีอันตรายอะไรบ้างที่เราสามารถพบได้ว่าจะทำให้เกิดปัญหากับน้องหมาของเรา สารเคมีที่ใช้ในบ้าน สารเคมีหลายอย่างที่ทุกบ้านต้องมีต้องใช้กันอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ยาฆ่าแมลง ยากำจัดหนู น้ำยาถูพื้น ผงซักฟอก สารฟอกขาว ทินเนอร์ น้ำมันเครื่อง ฯลฯ ซึ่งคนอย่างเรารู้จักอันตรายของสิ่งเหล่านี้กันดีอยู่แล้ว ดังนั้น เวลาจะนำมาใช้ เราๆ ก็จะใช้กันอย่างระมัดระวัง แต่สำหรับน้องหมาที่ไร้เดียงสาประกอบกับความซุกซนตามนิสัย อาจเผลอไปเล่นและรับเอาสารเคมีเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายจนเกิดอันตรายขึ้นได้ ทั้งการได้รับผ่านการกิน การสัมผัส หรือแม้แต่การสูดดมก็ดี ล้วนแล้วแต่สร้างผลเสียให้กับน้องหมาได้ทั้งนั้นนะคะ สีทาบ้าน ก็อาจเป็นอันตรายได้เช่นกัน น้องหมาบางตัวอาจมีนิสัยชอบเลียตามผนังกำแพง ก็สามารถรับสารไฮโดรคาร์บอนและสารตะกั่วที่เจือปนอยู่เข้าสู่ร่างกายได้ และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งเจ้าของสุนัขบางบ้านมักใช้กับ
คุณชวพจน์ ชูหิรัญ หรือ “คุณนพ” เจ้าของโรงงานหมูเสียบไม้ ย่านติวานนท์ จ.นนทบุรี ที่มีกำลังการผลิตนับแสนไม้ต่อวัน ผ่านงานผ่านอาชีพมามากมาย จนในที่สุด ก็พบกับทางเดินที่กล่าวได้ว่าประสบความสำเร็จเกินคาด นั่่นคือ เจ้าของโรงงานหมูเสียบไม้ ที่ใช้หมูราว 5-6 ตันต่อวัน มาถึงวันนี้ คุณนพ มีประสบการณ์มากพอในฐานะเอสเอ็มอีที่ประสบความสำเร็จพร้อมจะแบ่งปันประสบการณ์และแนวคิดในการทำธุรกิจผ่าน “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” คุณนพ แนะให้ฟัง คือการเลือกทำอาชีพว่า “อย่าไปเชื่อกระแส อย่าไปดู ไปตามอย่างโซเชียลมาก ไม่ใช่ว่าเห็นใครเขาทำอะไรดี ก็ทำตาม อย่างบางร้านคนรุมซื้อ เข้าคิวในช่วงพักเที่ยง คุณลองไปดูเขาตอนบ่าย 2 สิ บางทีนั่งหงอยน้ำลายยืด หรือถ้าจะดู ก็อย่าไปดูแค่ในมุมที่เขาขายดี ต้องดูในมุมอื่น เวลาอื่นด้วย” นอกจากนี้ การทำอาชีพไหน หรือทำอะไรขายก็ตาม ถ้ามีกำไร 100 เปอร์เซ็นต์ จัดเป็นอาชีพที่ดี อย่างการนึ่งข้าวเหนียว หรือหุงข้าวสวยขาย โดยเทียบการลงทุนให้ฟังว่า ข้าวเหนียว 1 กก. เมื่อนึ่งแล้วได้ 1.5 กก. แบ่งใส่ถุงขาย ถุงละ 1 ขีด ได้ 15 ถุง ขายถุงละ 5 บาทได้เงิน 75 บาท ในขณะที่ต้นทุนข้าวเหนียว 30-35 บาท ต่อ กก
ช่วงวันหยุด หาเมนูสนุกๆ ง่ายๆ ทำให้เด็กๆ ทานกันดีกว่า จากฟัดจ์บราวนี่ ฉ่ำหวานอร่อย เราตกแต่งด้วยฝอยใบเตยหรือฝอยทองที่ใส่น้ำใบเตยทำให้มีสีเขียว นำมาตัดสั้นๆ วางตกแต่งเป็นสนามหญ้า เด็กๆ จะเพลิดเพลินไปอีกแบบหนึ่ง ส่วนผสม แป้ง 100 กรัม เกลือ 1/2 ช้อนชา ผงฟู 1 ช้อนชา ไข่เบอร์สอง 4 ฟอง น้ำตาลทราย 200 กรัม กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา เนย 100 กรัม ดาร์กช็อกโกแลต 250 กรัม ถั่วมะคาเดเมีย 100 กรัม ฝอยใบเตย น้ำตาลปั้นตุ๊กตา วิธีทำ เตรียมพิมพ์ ทาเนย ปูกระดาษไข ทาเนยให้ทั่ว จากนั้นร่อนแป้ง เกลือ ผงฟูเข้าด้วยกัน ต่อมาละลายเนยและดาร์กช็อกโกแลต ด้วยวิธี Bain Marie (water bath) คือ เอาเนยและช็อกโกแลตใส่ในอ่างใบเล็ก วางบนหม้ออีกใบที่ใส่น้ำต้มเดือด โดยไม่ให้อ่างใบเล็กสัมผัสกับน้ำเดือด คนเนยกับช็อกโกแลตให้ละลายเข้ากัน แล้วเทดาร์กช็อกโกแลตลงในไข่ คนให้เข้ากันอีกครั้ง 2. ใส่แป้ง ตีให้เข้ากัน ใส่ถั่วมะคาเดเมีย คนให้เข้ากัน แล้วเทใส่พิมพ์ เคาะไล่อากาศ อบด้วยไฟ 180ºc 25- 30 นาที หรือจนกว่าจะสุก นำไปพักบนตะแกรงจนเย็น จากนั้นเคาะออกจากพิมพ์ ตัดฝอยใบเตย วางบนบราวนี่ แต่งด้วยตุ๊กตาน้ำตาลปั้น
เฉาก๊วย ใครๆ ก็รู้จักเฉาก๊วย นับเป็นสินค้าอีกชนิดหนึ่งที่ผู้บริโภครู้จักดี ใครที่ทำสินค้าตัวนี้ออกมาขายก็แทบจะไม่ต้องแนะนำอะไรกันมาก จุดต่าง จุดตัดของสินค้าตัวนี้อยู่ที่ คุณภาพ รสชาติ ความสะอาด เหนียวๆ หอมๆ ก็เป็นอันใช้ได้ เฉาก๊วย ที่ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ไปเจอมาคราวนี้ ก็นับว่าแปลก และใช้จุดขายต่างออกไป ด้วยการปั่นน้ำแข็งกับนม จนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน โปะเฉาก๊วยเนื้อหนา จนล้นแก้ว แล้วราดคาราเมลให้ไหลเยิ้มไปกับตัวน้ำแข็งและนม จนได้ลักษณะของเฉาก๊วยลาวา ขายในราคาแก้วละ 30 บาท เฉาก๊วย เจ้านี้ โด่งดังมาจากราชบุรี เรียกว่า ทำตลาดรอบนอกมาก่อน เมื่อเข้ามาเปิดตัวที่กรุงเทพฯ ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในเวลา 1 ปี ขายแฟรนไชส์ไปแล้ว 75 สาขาทั่วประเทศ คุณรัติการ หรือน้ำผึ้ง (ซ้ายมือ) คุณรัติการ จันทา หรือคุณน้ำผึ้ง เจ้าของ “นมโตเฉาก๊วยลาวา” เล่าว่า เดิมทีเป็นผู้ค้าขายสินค้าตามตลาดนัด และเนื่องจากเป็นคนชอบกินเฉาก๊วย ก็เลยทดลองทำ โดยอาศัยการลองผิดลองถูก คิดค้นคาราเมลมาราด เมื่อทำออกขายที่ตลาดนัด ก็ได้รับการตอบรับดีมาก และยิ่งได้มาออกร้านที่ ห้างฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ก็ยิ่งเป็นที่รู้จั
ในยุค 4.0 นี้ มักจะได้ยินบ่อยๆว่า “การเป็นเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและเติบโตแบบก้าวกระโดด ไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล เพราะด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิตอลทำให้ใครๆก็เป็นเจ้าของธุรกิจได้ เพียงแค่มีสมาร์ตโฟนเพราะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายและรวดเร็ว” ทำให้ 1-2 ปีมานี้ พบว่าประเทศไทยเกิดพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ขึ้นมากมาย ที่เติบโตขึ้นตามอัตราการเข้าถึงสมาร์ตโฟน โซเชียลมีเดีย และอินเตอร์เน็ต ทำให้ตอนนี้ตลาดขายสินค้าออนไลน์ในไทยกลายเป็น Red Ocean มีการแข่งขันกันสูงมาก ทุกคนต่างทำเพจขายสินค้ากัน แข่งขันกันหายอดไลก์ยอดแชร์ ด้วยวิธีการเหมือนๆ กันหมด คือการทำคอนเทนต์คุณภาพดีๆ ไม่ก็อัดงบซื้อโฆษณาออนไลน์เยอะๆ เพราะคิดว่าหากช่องทางสื่อสารที่มีสามารถเข้าถึงลูกค้าได้จำนวนมากๆ จะเป็นทางรอดของธุรกิจ ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในเรื่องการทำธุรกิจในยุค 4.0 ที่ภาครัฐพยายามจะผลักดันนั้น ยังคงมีหนทางอีกยาวไกล เพราะคำว่าธุรกิจในยุค 4.0 ที่คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจ เป็นเพียงเรื่องของการใช้แพลตฟอร์มเป็นเครื่องมือ เป็น Market Place เพื่อขายของและเข้าถึงลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ แนวคิดสำหรั
“ผู้ใหญ่อี๊ด – อนันต์ อินทร” หนุ่มใหญ่ร่างบาง ผิวคล้ำ พูดจาสุขุม เกษตรกรยุคใหม่ที่ใช้หลักทฤษฎีเกษตรพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาพัฒนาบ้านเกิด จากนักกฎหมายผันตัวเองเป็นเกษตรกร เจ้าของไร่ธันยจิราพร ไร่อ้อยที่ใหญ่สุดในนครสวรรค์ ส่งต่อผลผลิตสู่กลุ่มโรงงานน้ำตาลมิตรผล “การทำอะไรก็ตาม อย่างแรกเราต้องมีใจรักก่อน แล้วมาศึกษา พร้อมกับวางแผน ซึ่งการทำงานของผมจะน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 3 ห่วง (ความพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันที่ดี) 2 เงื่อนไข (ความรู้และคุณธรรม) ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้กับงานและการดำเนินชีวิตในประจำวัน” ผู้ใหญ่อี๊ด เล่าว่าหลังจากจบการศึกษาระดับม.6 แล้วเรียนต่อในด้านกฎหมาย จากนั้นหันมาทำไร่อ้อย เริ่มต้นลงมือทำเองทุกอย่าง โดยนำหลักต่างๆ มาประยุกต์ใช้ เน้นการคิดต่าง ผู้ใหญ่อี๊ดเล่าเพิ่มเติมว่าเริ่มทำไร่อ้อยตั้งแต่ปี 2529 จนถึงตอนนี้อายุ 49 ปีแล้ว ปัจจุบันมีไร่อ้อยที่เป็นของตัวเอง 400 ไร่ และมีลูกไร่อีก 3,000 กว่าไร่ การทำไร่อ้อย มีกระบวนการทำอย่างไรบ้าง? -สิ่งแรกคือเราต้องรู้เกี่ยวกับระบบดินก่อน แล้วนำเอาเรื่องของวิชาการเข้ามาปรับใช้ โดยการนำดิ
“ประยุทธ มหากิจศิริ” ที่ทุกคนรู้จักกันดีในนาม “เจ้าพ่อเนสกาแฟ” มหาเศรษฐี อันดับ 18 ของเมืองไทย ปี 2015 จัดโดย Forbes ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 4.56 หมื่นล้านบาท และยังมีธุรกิจอีกมากในอาณาจักรตระกูลมหากิจศิริ ในนาม “บริษัทพีเอ็ม กรุ๊ป” ที่เจ้าสัวได้ปลุกปั้นขึ้นมากับมือ มีทั้งธุรกิจผลิตเหล็ก สนามกอล์ฟ อุตสาหกรรมพลังงาน มูลค่ารวมหลายหมื่นล้านบาท จากประสบการณ์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 70 กะรัต วันนี้อาจจะเป็นเวลาที่ความรู้ต่างๆ ได้ตกผลึก และพร้อมถ่ายทอดแบ่งปันสู่คนรุ่นใหม่ และสังคม เมื่อ 2 ปีก่อน เจ้าสัวประยุทธ เคยลุกขึ้นมาจับปากกาเขียนหนังสือ “ลองดู ประยุทธ มหากิจศิริ” จัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อต้นปี 2558 จนมาถึงตอนนี้มียอดพิมพ์กว่า 1.5 แสนกว่าเล่มแล้ว เพื่อบันทึกประวัติชีวิต 5 รุ่น “มหากิจศิริ” พร้อมแบ่งปันความรู้ และประสบการณ์ต่างๆ มาแชร์ให้คุณลองนำไปประยุกต์ใช้ โดยจัดพิมพ์แจกจ่ายให้ตามห้องสมุดในโรงเรียน มหาวิทยาลัย เพื่อเป็นสาธารณประโยชน์ ใครที่พลาด หรือยังไม่ได้อ่าน เจ้าสัวประยุทธ ก็ขอถือโอกาสนี้ ลุกขึ้นมาเปิดคอมพ์ ขยับเมาส์ โพสต์สเตตัส เปิดเพจ “Let’s Try S
หาก “รายได้” คือเป้าหมายของการทำธุรกิจ “กำไร” จึงกลายเป็นผลที่ต้องได้รับ แต่จะมีสักกี่คนเลือกมองข้ามสิ่งนี้ไปก่อน “อนันต์ อัศวโภคิน” คือหนึ่งในผู้คิดต่าง เขาเลือก “ให้ ก่อน รับ” และคำตอบของความคิดแบบนี้ นำมาซึ่งความ “รวย” ทุกครั้งที่ “อนันต์ อัศวโภคิน” บอสใหญ่ของแลนด์แอนด์เฮ้าส์ และธุรกิจในเครือรุกจะทำธุรกิจอะไรเป็นน่าจับตามองทั้งสิ้น เหมือนอย่างสมัยก่อนที่เขาปล่อยแนวคิดบ้านพร้อมอยู่ออกมา ใครๆ ในวงการอสังหาริมทรัพย์ต่างงงกันว่าเขาจะมาไม้ไหน เพราะนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สมัยก่อนเขาจะขายกระดาษเพื่อเอาเงินสดใส่กระเป๋าก่อน แล้วถึงจะเริ่มก่อสร้างโครงการ แต่เขากลับไม่คิดเช่นนั้น เพราะเขาเชื่อว่าคนที่ซื้อบ้านต้องอยากเห็นบ้าน อยากจับต้องวัสดุ และอยากเห็นของจริงทั้งหมด ก่อนจะตัดสินใจซื้อบ้าน เพราะบ้านราคาไม่ใช่ถูก แถมยังต้องอยู่กันทั้งชีวิต เขาจึงตอบสนองลูกบ้านด้วยการให้ผู้ซื้อ เพียงแค่ยกกระเป๋าเดินทางเข้ามาก็สามารถอยู่ได้เลย จนกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ของลูกค้าเมื่อหลายสิบปีก่อน กระทั่งเขามีความคิดในการทำธุรกิจค้าปลีกอสังหาริมทรัพย์ในเทอร์มินอล 21 อโศก ซึ่งหลักคิดของเขาบอกว่าที่นี่จะไม่มีห้างส
