How to
ตระกูล “โสวรรณะตระกูล” ที่มี นายชม เป็นหัวหน้าครอบครัว ย้ายจากแถบสะพานพระราม 6 ไปทำมาหากินอยู่ที่อำเภอเมือง นครนายก โดยยึดอาชีพการเกษตร ปลูกทุเรียนและไม้ผลอื่นๆ ก่อนที่นายชมจะเสียชีวิตได้แบ่งที่ดินให้กับลูกๆ ทุกคน ซึ่งมีอยู่ 5 คน ด้วยกัน ลูกแต่ละคนตั้งชื่อสวนของตัวเองว่า “สวนละอองฟ้า” สวนละอองฟ้า 1 รู้จักกันดีในฐานะที่รวบรวมทุเรียนพันธุ์ดีไว้กว่า 40 พันธุ์ มี คุณชาตรี โสวรรณะตระกูล เป็นเจ้าของในปัจจุบัน สมาชิกของครอบครัวนี้เคยเล่าให้ฟังว่า สมัยที่นายชมดูแลสวนทุเรียนอยู่ ลูกๆ ซึ่งเป็นหนุ่ม ไปหาน้ำมารดต้นทุเรียนในหน้าแล้ง ต้องไปแบ่งน้ำกับชาวบ้าน บางทีกระทบกระทั่งกัน เกือบจะมีเรื่อง เมื่อลูกๆ มารายงาน นายชม บอกว่า “เอาทุเรียนไว้ก่อน” นั่นแสดงว่า นายชมรักและผูกพันกับทุเรียนอย่างมาก น่าดีใจ ที่ทุกวันนี้ ทั้งรัฐและเอกชน เห็นความสำคัญพันธุกรรมทุเรียนสวนละอองฟ้า 1 มีการอนุรักษ์และนำไปเผยแพร่ในวงกว้างพอสมควร ละอองฟ้า 2 เด่นมะยงชิด และมะปรางหวาน ผู้ที่ได้ครอบครองที่ดิน บริเวณบ้านเลขที่ 153 หมู่ที่ 3 ตำบลสาลิกา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก จำนวน 12 ไร่ 2 งาน คือ คุณวชิระ โสวรรณะตระกูล เดิมที
ควันหลงเทศกาลสงกรานต์ มหกรรมแห่งการเดินทาง การไม่ได้ไปไหนไกล ต้องใช้ชีวิตติดอยู่ในเมืองกรุงบนท้องถนนโล่งไร้รถรา ฟังแล้วน่าอิจฉา แต่ทว่า ก็ไม่ได้สะดวกดายสบายตัว สามารถยิ้มแฉ่งตลอดหรอก ก็ในเมื่อเมืองไม่ค่อยมีคน แล้วจะมีร้านรวงที่ไหนเปิดให้บริการ โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน ถ้าทำเองไม่เป็น ถ้าไม่รู้แน่ชัดว่ามีร้านไหนเปิดบ้าง การขับรถตระเวนหา บางครั้งอาจเปลืองน้ำมันอย่างน่าตบกะบาลตัวเอง … เช้าในวันที่ท้องเบาโหวง น้ำย่อยกัดกระเพราะดังโครกคราก เมื่อไม่มีอะไรติดตู้เย็นให้ย่อย จึงต้องกระโดดขึ้นรถแล้วออกเสาะหาอาหารเช้าคลายหิว ร้านแรกผ่านไป ร้านสองร้านสามค่อยๆผ่านไป… ป้ายคำว่า “ปิด” คล้ายถูกเข้าเครื่องถ่ายเอกสารทำสำเนามาแจกให้ผู้ประกอบการ พอเข้าใจ วันหยุดยาว ใครเล่ายังจะอยากทำงาน ใคร่ค้าขายใจแทบขาด แต่ถ้าไม่มีลูกมือ และที่สำคัญคือไม่มีลูกค้า จะเปิดไปหาพระแสงของ้าวที่ไหน เจอคำว่า “ปิด” บ่อยเข้า ทำเอาต้องเริ่มตั้งสติให้มั่น แล้วจู่ๆก็ปิ๊งวาบที่คำว่า “ฟู้ดแลนด์” ซุปเปอร์มาเก็ตเปิด 24 ชั่วโมง กับร้านอาหารที่มีชื่อว่า ‘ถูกและดี’ จากละแวกปากเกร็ด ฟู้ดแลนด์ใกล้สุดคือ “ไอที สแควร์” หลักสี่ ถ้าเป็นวันปกติ
จากกรณีปัญหาการใช้ทางเท้าเป็นทางมอเตอร์ไซค์ที่เผยแพร่กันมากในโลกออนไลน์ ในทางกฎหมายแล้ว เรื่องนี้มีกฎหมายที่มีโทษปรับอยู่ นั่นคือพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕ ที่บัญญัติว่า มาตรา ๑๗ ห้ามมิให้ผู้ใด (๒) จอด หรือ ขับขี่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือล้อเลื่อน บนทางเท้า เว้นแต่เป็นการจอดหรือขับขี่เพื่อเข้าไปในอาคารหรือมีประกาศของเจ้าพนักงานจราจรผ่อนผันให้จอดหรือขับขี่ได้ และมีบทกำหนดโทษอยู่ในมาตรา ๕๖ ที่ว่า ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๗ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท ทั้งนี้ ยังกำหนดให้ประชาชนผู้พบเห็นแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อให้พนักงานสอบสวน เจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ หากไม่ดำเนินการ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิด(มาตรา ๕๙) นอกจากนี้ ค่าปรับที่ได้จากการเปรียบเทียบ ให้แบ่งแก่ผู้แจ้งครึ่งหนึ่ง และพนักงานเจ้าหน้าที่ เจ้าพนักงานจราจร หรือตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการจราจร ผู้จับกุมอีกครึ่งหนึ่ง(มาตรา ๔๘ วรรคสาม) หมายเหตุ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้ เจ้าพนักงานท้องถิ่น
ไอติมกะทิคือของคู่ตลาดน้ำ! ห้ามพลาด ไอติมไข่แข็ง ไอติมกาแฟสด มันดีย์อ่ะตัวเธอว์! เจ้ยจังชักจะร้อนแล้วล่ะ เดินมาตั้งนาน คนก็เยอะ เวลาก็เริ่มบ่ายคล้อย โอ๊ย…อยากกินไอติม!! เดินเที่ยวตลาดน้ำแบบนี้ ถ้าไม่ได้กินไอติมถือว่าพลาด! อ๊ะ! นั่นไงเป้าหมาย… “ไอศกรีมกะทิสดดอนหวาย” เจ้ยขอ “ไอติมไข่แข็ง” ใส่ข้าวโพดกับข้าวเหนียวถ้วยนึงค่า! นี่น่ากินป่ะล่า? ใช้ไข่แดงสด ๆ ลงไปคลุกในถังไอติมจนได้ไข่แดงแข็ง ๆ กรุบ ๆ มัน ๆ อยากใส่ท็อปปิ้งอะไรก็จัดโลด อุ๊ยๆๆ มีคนสั่ง “ไอติมกาแฟสด” ด้วยล่ะ เจ้ยขอแบบนี้อีกแก้วนะคะ (สมแล้วที่ได้รับฉายา “เจ้ยจังหลุมดำแห่งจักรวาล”) ใครจะไปคิดว่า ไอติมกะทิจะเข้ากันกับกาแฟสดหอม ๆ เข้ม ๆ เหยยยย มันดีอ่ะเธอว์! ไอศครีมกะทิสดดอนหวาย (ตลาดน้ำดอนหวาย) ราคา : ไอติมกะทิสด 39 บาท / ไอติมกาแฟ 70 บาท สถานที่ : ทางเดินตลาดน้ำดอนหวาย ตลาดน้ำดอนหวาย อ.สามพราน นครปฐม เวลา : 08.30 – 18.00 น. (วันเสาร์-อาทิตย์) 09.00 – 16.00 น. (ธรรมดา) WiFi : ไม่มี WiFi ที่จอดรถ : มีที่จอดรถของตลาดน้ำดอนหวาย ที่มา Facebook Page : Starvingtime เรื่องกินเรื่องใหญ่ / ข่าวสดออนไลน์
รู้สึกคุ้นเคยยังไงก็ไม่รู้ ลูกชิ้นทองสุข จัดเป็นเมนูของว่าง กินเล่นๆ กินขำๆ กินไม่เป็นมื้ออาหาร นานแค่ไหนก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าชายย้วยมาเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ปี 2529 ก็ได้รับประทานเขาแล้ว ตอนนั้นน่าจะยังไม่มีแบรนด์ พวกเราเหล่าลูกค้ามีรหัสเรียกชื่อเป็นอันรู้กันว่า “ลูกชิ้นหอแพทย์” ต้องออกตัวก่อนว่าเขาคงจะเขียนป้ายชื่ออยู่มั้ง แต่เราคงไม่อ่านเองแหละ จำได้แต่ว่าลูกชิ้นหอแพทย์ ตอนหลังจากจบการศึกษาไปแล้ว (ไม่น่าเชื่อว่าชายย้วยเป็นคนมีการศึกษา ฮาฮา) เห็นมีรถมอเตอร์ไซค์ขับว่อนทั่วเมืองเชียงใหม่ติดยี่ห้อลูกชิ้นทองสุข ของดั้งเดิมเป็นลูกชิ้นทอด (อันนี้ดึงข้อมูลจากลิ้นชักความทรงจำ เด้อคับ) ตั้งโต๊ะทอดอยู่ใต้ถุนหอ เป็นลานจอดรถที่ส่วนใหญ่มีมอเตอร์ไซค์จอดเยอะๆ มีทั้งลูกชิ้นเนื้อกับหมู ตอนหลังงอกเป็นลูกชิ้นไก่ และมีช่วงหนึ่งเห็นมีหมูปิ้งด้วยอ่ะ ไม่รู้ว่าป้าทองสุขทำเองหรือมีคนมาแจมขาย เพราะว่าพอเริ่มขายดีมีลูกค้าติด ก็กลายเป็นทำเลคอมเมอร์เชียลขึ้นมา สมัยที่ลูกชิ้นทองสุขต้นฉบับออริจินัลอยู่ในหอพักนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์นั้น หอประชุมที่ใช้เป็นสถานที่จัดงานรับปริญญายังไม่ได้สร้างเ
ไก่เหล้าแดง เป็นเมนูที่คุณแม่ชอบทำให้ทานสมัยเด็กๆ ค่ะ เดิมทีนั้นจะทอดทั้งปีกแล้วทานลำบากค่ะ เลยเหลือแต่ปีกบนซึ่งเนื้อเยอะทานง่ายกว่า ความอร่อยของจานนี้อยู่ที่การเคี่ยวไก่ให้รสหอมเข้าเนื้อและทำให้ไม่ต้องทอดนาน เรียกว่าทอดแค่ให้ผิวตึงๆ ไก่จะนุ่มค่ะ บางคนลดขั้นตอน ไม่เคี่ยว นำไปทอดเลย ก็ทำได้แต่ไก่จะไม่หอม และเนื้อจะแข็งกว่าค่ะ เพราะต้องทอดนานกว่า ทอดไก่แล้วเอาลงไปคลุกกับซอสมะเขือเทศที่นำมาปรุงรส เปรี้ยว เค็มนิดๆ หวานหน่อยๆ อร่อยดีค่ะ สำหรับซอสนั้นถ้าทำให้เด็กๆ ทานก็ไม่ใส่เหล้านะคะ จานนี้ทานกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยค่ะ เด็กๆ จะทานข้าวได้เยอะ เด็กๆ คงยกไก่ขึ้นแทะมอมแมมเลยทีเดียวค่ะ ส่วนผสม (สำหรับทาน 2 คน) ปีกไก่บน 8 ชิ้น น้ำมันพืช การเคี่ยว รากผักชี 2 ราก กระเทียม 3 กลีบ พริกไทยเม็ด น้ำ ส่วนผสม ซอสเหล้าแดง ซอสมะเขือเทศ น้ำส้มสายชู น้ำตาล เกลือ เหล้า ผักเครื่องเคียง คะน้า วิธีทำ การเคี่ยวปีกไก่บน ต้มน้ำใส่รากผักชี กระเทียมทุบและพริกไทยทุบ น้ำเดือด ใส่ปีกไก่บน เคี่ยวไฟกลางๆ จนเปื่อยและสุกพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ การทำซอส ผสมซอสมะเขือเทศ น้ำส้มสายชู น้ำตาล เกลือเล็กน้อยและเหล้า คนให้เข้ากัน ชิมรสตามชอ
เขาว่าคนแก่ชอบกินของขม จริงหรือคะ? ฉันว่าฉันชอบกินของขมมาตั้งแต่ละอ่อน หรือว่าจะแก่แดดแก่ลม แต่ไม่ต้องขมขนาดบอระเพ็ดนะคะมันขมเกินไป ไม่ใช่แต่ชาวไทยที่ชอบกินของขม เพื่อนบ้านรอบตัวเราก็ล้วนกินพืชผักรสขมกันทั้งสิ้น ที่นึกออกอย่างแรกเลยคือ มะระ ตามด้วยใบขี้เหล็ก ใบยอ และสะเดา มะระเท่าที่เห็นประเทศในอาเซียนกินกันทุกประเทศคงได้รับอิทธิพลจากชาวจีนกันไปถ้วนทั่ว อย่างอื่นๆ ก็แล้วแต่ความนิยมในแต่ละท้องถิ่น เมื่อย่างเข้าปลายปีก็เป็นฤดูของสะเดาที่เป็นพืชพื้นถิ่นในแถบเอเชีย เป็นไม้ยืนต้นที่ขึ้นได้ทั่วไปตามป่าเบญจพรรณ นับเป็นพืชที่ใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วนของต้น ส่วนที่เรานำมากินก็จะเป็นส่วนยอดอ่อนและดอก มีรสขมมัน ใครชอบขมมากก็กินพันธุ์พื้นเมืองคือ สะเดายอดแดง ส่วนที่ชอบขมน้อยก็กินสะเดามันยอดสีเขียวอ่อน ช่วงปลายปีถึงต้นปีสะเดาจะออกช่อแตกใบอ่อนติดดอกน่านำมาลวกจิ้มกับน้ำปลาหวานและปลาดุกย่าง เสียเหลือเกิน ถ้าจะดีกว่านั้นต้องเป็นกุ้งแม่น้ำเผา นั่นเป็นเวอร์ชั่นไทยยอดนิยม ส่วนชาวเขมรก็นิยมนำสะเดามาลวกจิ้มน้ำพริกที่เรียกว่า “ตึกเกรือง” และนำมายำที่เรียกว่า “ญวมสะเดา” (ញាំស្ដៅ) โดยเขาจะนำสะเดามาลวก แล้วยำกับผัก
นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กรมประมงได้จัดโครงการเมืองเกษตรสีเขียวขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากิจกรรมด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ให้เป็นไปตามมาตรฐานการผลิตสินค้าจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและอุตสาหกรรมประมง โดยมีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือคาร์บอนฟุตพริ้นท์ สอดคล้องกับวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งภายใต้โครงการเมืองเกษตรสีเขียวได้มีการคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการและจัดส่งเจ้าหน้าที่กรมประมงในการลงพื้นที่เก็บข้อมูลผลิตภัณฑ์มาวิเคราะห์ค่าปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการผลิตสินค้าประมง เพื่อนำมาเป็นแนวทางในลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในผลิตภัณฑ์ให้ลดน้อยลง อีกทั้งได้มีการจัดฝึกอบรมเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการเพื่อพัฒนาความรู้และเพิ่มศักยภาพให้สามารถผลิตสินค้าที่มีกระบวนการผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยในปี 2559 กรมประมงได้คัดเลือกจังหวัดนำร่องในการจัดโครงการเมืองเกษตรสีเขียวจำนวน 5 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงใหม่ จ.หนองคาย จ.ศรีสะเกษ จ.ราชบุรี และจ.พัทลุง “ปีนี้ผลิตภัณฑ์ประมงที่ได้รับเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์จำนวน 2 กลุ่ม ได้แก่
สำหรับคนชอบของแปลกแหวกแนวแล้ว ร้านนี้ควรหาโอกาสไปลิ้มลองกันสักครั้ง ตกดึก…เพื่อนชวนไปกินโจ๊ก บอกเป็นร้านเปิดใหม่ ตกปากรับคำ เพราะเชียงใหม่มีร้านโจ๊กเจ้าประจำที่ครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีนอย่างเราผูกปิ่นโตมาช้านานอยู่เพียงไม่กี่ร้าน (ที่เข้าขั้นอร่อย) อาหารร้อนๆ รสชาติเบาปากแบบนี้ กินเมื่อไหร่ก็สบายท้อง แต่สำหรับ “ร้านโจ๊กเปิดหม้อ” แห่งนี้ มีจุดเด่นที่ไม่ธรรมดาเลย เพราะเสิร์ฟมาในหม้อดินใบเขื่อง มีให้เลือกสั่งกันถึง 3 สูตร สูตรแรก ยืนพื้น สำหรับคนชอบจืด เป็น “โจ๊กรสธรรมดา” ข้าวขาวใส่หมูบะช่อและไข่ไก่ ที่เพิ่มเติมคือ สามารถสั่งเครื่องเคียงได้ตามใจชอบ โดยทางร้านมีท็อปปิ้งต่างๆ ให้เลือกเติมเกือบ 30 ชนิด อย่างเช่น ไข่เยี่ยวม้า ไส้ทอด หมูกรอบ ตับลวก หมึกกรอบ ปีกไก่ตุ๋น กระดูกอ่อนต้ม หอยแมลงภู่ ข้าวโพดนึ่ง แคร์รอต เห็ดต่างๆ ฯลฯ เลือกสั่งได้ตามใจ สูตร 2 “โจ๊กรสต้มยำ” อันนี้สำหรับคนชอบรสชาติจัดจ้าน พวกกินข้าวต้มแต่ยังเติมพริกป่น-พริกน้ำส้มคงจะถูกใจไม่น้อย รสชาติโจ๊กในแบบต้มยำนี้เป็นเมนูใหม่ที่ไม่จำเจ สำหรับคนรักน้ำต้มยำที่อยากซู้ดเส้นร้อนๆ ทางร้านก็มีเมนูเส้นมาม่าเพิ่มเติมมาให้เลือกสั่งได้
คุณต้น สันติคม ศรีเจริญ ศิษย์เก่าวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีร้อยเอ็ด ตามโครงการ “เรียนฟรี อยู่ประจำ ทำโครงการ” สำเร็จการศึกษา ตั้งปี 2549 เป็นเจ้าของฟาร์มทางจังหวัดชลบุรี “ศรีเจริญฟาร์ม” วันนี้สำนึกรักบ้านเกิด งานผ้าป่าที่โรงเรียนหินกองวิทยาคาร ตำบลหินกอง อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด คิดถึงลุงวัชรินทร์ เขจรวงศ์ ที่เคยสนับสนุนการประชาสัมพันธ์ สมัยท่าน ผอ.เกรียงศักดิ์ ศิลป์ประสิทธิ์ ได้ข่าวว่าตอนนี้เป็นเกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ จึงเรียนเชิญเยี่ยมแปลงไร่นาสวนผสม “เกษตรทฤษฎีใหม่” แปลงต้นแบบ รายได้หลักแสนบาทต่อปี มีรายได้ รายวัย รายสัปดาห์ รายเดือน รายปี ต้น ขับรถยนต์นำหน้า จากปากทางข้างเทศบาลตำบลหินกอง มีซุ้มประตูบอกว่า “บ้านหนองสระ” ประมาณ 2 กิโลเมตร เข้าไปถึงไร่นาสวนผสมเกษตรทฤษฎีใหม่ คุณลุงอ่อนสา-คุณป้านิ่มนวล ชุมวัน สามีภรรยาให้การต้อนรับ ที่บ้านเลขที่ 69 ม.9 บ้านหนองสระ ตำบลหินกอง อำเภอสุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด โทร.084-8265759 บนพื้นที่ 6-2-0 ไร่ มีซุ้มทางเข้าเตรียมปลูก ฟัก แฟง ถั่วฝักยาว บวบ แตง ลุงอ่อนสา เล่าให้ฟังว่า ที่นี่มีการจัดการตามรูปแบบไร่นาสวนผสมตามแนวพระราชดำริฯ เกษตรทฤษฎี
