Exclusive
เคยมืดแปดด้าน เริ่มต้นจากศูนย์ ทุกวันนี้ ปาท่องโก๋ สร้างรายได้ตะลึง ย้อนไปเมื่อราวต้นปี 2563 อาชีพนักบินประจำบริษัทการบินไทย มีอันต้องหยุดไว้แบบไม่มีกำหนด ด้วยเหตุผลของการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่รอแล้วรอเล่า ผ่านไปเกินครึ่งปี ก็ยังไม่มีวี่แววจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จึงตัดสินใจขายปาท่องโก๋ หารายได้ไปพลางก่อน ดีกว่านั่งๆ นอนๆ ปล่อยเวลาให้ทิ้งไป “ไม่มีใครเห็นด้วยกับผมเลย เมียก็บอก นี่คุณ ปาท่องโก๋ ตัวละ 10 บาท อ๊ะ เต็มที่เลย ตัวละ 20 บาท ขณะที่คุณได้เงินเดือนตั้งหลายแสน ต้องขายปาท่องโก๋กี่ตัว ถึงจะได้เงินเท่ากับเงินเดือนที่เคยรับ แต่ผมไม่เลือกงาน ตอนนั้นให้ไปสมัครสายการบินอื่น ใครจะเอา” เจ้าของเรื่องราว เล่าออกรส ก่อนบอกต่อ “ตอนนั้นสถานการณ์โควิด ทำให้สายการบินปิดกันหมดเลย คนตกงานทั่วโลก จริงอยู่ปาท่องโก๋ ขายอย่างมากตัวละ 10-20 บาท แต่ทำได้เลย ลงทุนก็ไม่ได้เยอะแยะ ขายหน้าเฟซตัวเอง ขายหน้าร้านพี่สาว ไม่มีค่าเช่า เลยคิดว่าทำอันนี้แหละ ได้มากได้น้อยไม่รู้ ขอทำไว้ก่อน” อ่านเรื่องเกี่ยวข้อง : ขายปาท่องโก๋ หลายคนอาจมองธรรมดา ถ้าจุดติด รายรับมากกว่า เงินเดือนนักบิน นับจากจุดเริ่มเป็นศูนย์ ปัจจุบัน
ได้ 3 สูตรนี้ไป เปิดร้านขายได้เลย! “น้ำผัดหมี่โคราช-น้ำส้มตำไทย-น้ำส้มตำปูปลาร้า” อาหารประจำชาติของเรา “ส้มตำ” มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คนอีสานทำตำส้ม คือ ตำของเปรี้ยว รวมไปถึงของฝาด ว่ากันว่าคนอีสานนั้นอยู่ที่ไหนก็ไม่อดตาย หาลูกไม้ ใบไม้มาทำอาหารกินได้เกือบทุกชนิด ขนาดกล้วยตานี ซึ่งมีเมล็ดเยอะแยะ คนภาคไหนก็กินไม่ได้ ใช้แต่ใบกล้วยตานีมาห่อของ กับวิ่งหนีผีตานี แต่คนอีสานเอากล้วยตานีดิบลูกเล็กๆ เม็ดยังไม่แข็งมาฝานทำตำกล้วยได้ และยังลูกอื่นๆ อีกมากมายทั้งรสฝาด รสขม รสเปรี้ยว ตำได้หมด จากส้มตำพื้นบ้าน คนทุกภาคร่วมโหมโรงใส่ของเข้าไปสารพัด ทั้งหมูกรอบ ไข่เค็ม กุ้งสด ปูม้าดอง หอยแครงดิบ มีอะไรในตู้กับข้าวผสมใส่ได้หมด ปูเค็ม ปลาร้า ขนมจีน ลูกมะกอก ลูกมะยม กลายเป็นตำมั่ว ไปโคราชต้องได้กินผัดหมี่โคราช คล้ายผัดไทย แต่ไม่มีเต้าหู้ กุ้งแห้ง ไม่ใส่ไข่ ใส่ใบกุยช่าย กับถั่วงอกได้ เอาไว้กินกับส้มตำแทนข้าวเหนียว หมี่โคราช เริ่มต้นมาสมัยไหนไม่รู้ เส้นหมี่โคราช ก็คือเส้นเล็กทำจากแป้งข้าวเจ้า ทีเด็ดอยู่ที่น้ำปรุงรสหมี่โคราช คล้ายน้ำปรุงผัดไทย คือ หอมสับ กระเทียมสับ น้ำปลา น้ำตาลปี๊บ น้ำมะขามเปียก มีเต้าเจี
ตู้ยืนหลับ “ยีราฟแน็ป” นวัตกรรมช่วย “งีบ” เอาใจชาวออฟฟิศ หลายๆ องค์กรสนับสนุนให้พนักงานงีบหลับระหว่างวันได้ เพราะจะช่วยเพิ่มความกระปรี้กระเปร่า และทำให้กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น บริษัทในญี่ปุ่นอยู่แถวหน้าในการคิดค้นนวัตกรรมช่วยงีบแบบมีคุณภาพ และพัฒนาอุปกรณ์ไฮเทคมากมายสำหรับช่วยพักสายตาระหว่างวัน “นิกเกอิ” ระบุว่า ล่าสุดมีตู้สำหรับยืนหลับออกมาเอาใจเหล่านักงีบ เรียกว่า “ยีราฟแน็ป” (Giraffenap) ที่ออกแบบโดยอิงจากพฤติกรรมการนอนของยีราฟ ช่วยลดความล้าของกล้ามเนื้อและรู้สึกสบายขณะงีบ “โคโยจู พลายวู้ด” บริษัทที่ทำธุรกิจหลากหลาย รวมถึงขายไม้อัด พัฒนา “ยีราฟแน็ป” ขึ้นมา โดยออกแบบให้เป็นตู้ขนาดเล็กแนวตั้งที่เหมาะสำหรับการยืนหลับ มีเบาะรองรับศีรษะ หน้าแข้ง และฝ่าเท้า เพื่อความผ่อนคลายมากขึ้น บริษัทร่วมมือนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮอกไกโดและหุ้นส่วนอื่นๆ ทำให้พัฒนาอุปกรณ์นี้ที่เหมาะกับการหลับตื้นประมาณ 30 นาที และป้องกันไม่ให้ผู้ใช้งานเข้าสู่ระยะหลับลึก จึงสามารถกลับไปทำงานได้อย่างรวดเร็วหลังจากตื่น “โคโยจู พลายวู้ด” ระบุว่า ส่วนใหญ่ผู้ใช้จะนอนงีบได้ 15-20 นาที ซึ่งเพียงพอสำหรับลดความเหนื
วิจัยเจ๋ง เพิ่มมูลค่า เปลือกเสาวรส ทำสารข้นหนืดในอุตสาหกรรมอาหาร วัตถุเจือปนอาหารที่ใส่ลงไปเพื่อให้ได้คุณสมบัติตามที่ต้องการ ในทางอุตสาหกรรมส่วนใหญ่มักทำมาจากสารเคมี ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการควบคุมโดยกฎหมายเพื่อให้มีการใช้ในปริมาณที่เหมาะสมก่อนก่ออันตรายต่อสุขภาพ เช่นเดียวกับการใช้ “สารข้นหนืด” ที่จำเป็นต่ออาหารในประเภทต่างๆ เช่น ซอส ครีมสลัด ไอศกรีม โยเกิร์ต ฯลฯ จึงนำสู่การคิดค้นนวัตกรรม “เสาวรสผงเพิ่มความข้นหนืดให้กับอาหาร” ที่ผลิตมาจาก “เปลือกเสาวรส” โดยอาจารย์และทีมวิจัยจากวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล นำไปสู่การต่อยอดงานวิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารหลายชนิด รวมถึงผลงานอนุสิทธิบัตร “ซอสเสาวรสและวิธีการผลิตซอสเสาวรส” ภายใต้แนวคิด Zero Waste Concept เป็นการใช้วัตถุดิบธรรมชาติ ที่ปราศจากสารเคมี ปลอดภัยต่อสุขภาพ และดีต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด รศ.ดร.ชนิดา หันสวาสดิ์ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) ผู้เป็นเบื้องหลังสำคัญของการคิดค้นนวัตกรรม “เสาวรสผงเพ
ไลฟ์ไปขายไป ไม่พัก กล้วยปิ้งรถฟู้ดทรัก ขายดีวันละ 5,000 ลูก จอดที่ไหนคิวยาวที่นั่น คุณโอฬาร เปี่ยมสมบูรณ์ คืออีกหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด แต่สามารถกลับมาตั้งตัวได้ด้วย “กล้วยปิ้ง” เมนูที่ดูธรรมดา แต่ไม่ธรรมดา ด้วยท็อปปิ้ง 15 หน้า ที่มีน้ำราดสูตรเด็ดจากน้ำตาลโตนด ประกอบกับการสัญจรขายบนรถฟู้ดทรักคู่ใจที่ตระเวนไปหาลูกค้าถึงที่ รวมถึงการไลฟ์พูดคุยกับลูกค้า นั่นจึงทำให้ “กล้วยเถอะคับ กล้วยปิ้งภูเขาไฟ” ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจอดขายที่ไหนก็คิวยาวที่นั่น และสามารถขายกล้วยได้ถึง 5,000 ลูกต่อวัน ก่อนมาขายกล้วยปิ้ง คุณโอฬารทำธุรกิจอาหารมานาน 13 ปี และได้ปิดตัวลงเพราะโควิดระบาด เขาไม่เหลือแม้กระทั่งรถ บ้านไว้อาศัยหลับนอน ทำให้ต้องกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่บ้านเกิด จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งทำธุรกิจร้านขนมหวาน โดยพี่สาวได้ชักชวนให้มาช่วยทำโซเชียล ดูแลเพจขายขนม ซึ่งแม้จะให้เงินเดือนค่อนข้างสูง แต่ก็รู้สึกว่าไม่ใช่ตัวตน เขาจึงเริ่มมองหาลู่ทางใหม่ คือขายมันปิ้งหน้าบ้าน จากพอขายได้ เมื่อเจอโควิดรอบ 2 ทำให้ทุกอย่างแย่ลง คุณโอฬารเริ่มมองหาช่องทางทำกินใหม่ จากการไปเดินตลาดเพื่อดูว่าคนค้าขายอะไรกันบ้าง ป
กระแสยังไม่จางจากฟีดออนไลน์ทุกแพลตฟอร์มกับปรากฏการณ์ พรหมลิขิต ภาคต่อจาก บุพเพสันนิวาส มียอดผู้ชมทางออนไลน์ในคืนที่ผ่านถึง 1 ล้านคน และมีเรตติ้ง 6.40 ทั่วประเทศ เรียกได้ว่ากระแสออเจ้า พี่หมื่น ยังคงเหนียวแน่น อื่นใดในการค้นหาจาก Google ก็ค้นหาเรื่อง ท้าวทองกีบม้า กันจ้าละหวั่น วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาทุกคนไปย้อนรอยที่มาว่าเพราะเหตุใดท้าวทองกีบม้าถึงเป็นผู้ดูแลเครื่องเงินเครื่องทองของหวาน พร้อมกับมาดูว่าขนมไทยมีอะไรบ้าง อะไรที่ทำให้ “ท้าวทองกีบม้า” หันมาทำขนมหวาน? บันทึกการทำขนมหวานท้าวทองกีบม้ามีความเห็นออกไปในแบบต่างๆ บางบันทึกก็ว่า ชีวิตช่วงหนึ่งของท้าวทองกีบม้าตกอับ จนกระทั่ง พ.ศ. 2233 ได้รับอนุญาตให้มาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านโปรตุเกส และถูกบังคับให้ทำอาหารหวานส่งเข้าวังตามอัตราที่กำหนด เรื่องนี้ปรากฏอยู่ในบันทึกด้วยเนื้อหาที่แตกต่างกันออกไป ตามหลักฐานของ บาทหลวงโอมองต์ (Fr. Aumont) บันทึกไว้ว่า ท้าวทองกีบม้า หรือ “มาดามฟอลคอน” ได้รับแต่งตั้งให้เป็นชาววิเสทประจำห้องเครื่องในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ อีกบันทึกของ อเล็กซานเดอร์ แฮมมิลตัน อ้างว่า ได้พบกับมาดามฟอลคอนในปี พ.
จูรี ปาดน้ำตา เดินหน้างานออนไลน์ ตั้งเป้าขายลิปสติกได้ล้านแท่งในชาตินี้ “อยากตอบแทนให้แผ่นดินเกิด และทุกวันนี้ฐานะครอบครัวก็มั่นคงแล้ว จึงอยากนำสิ่งที่มั่นคงแบบเดียวกันนี้ ไปให้คนรอบข้าง ชุมชนบ้านเรา ได้พลอยยืนได้ด้วยตัวเอง ลืมตาอ้าปากได้ อย่างน้อยๆ คือได้ผลักดันเรื่องออนไลน์ ให้ร้านค้า ร้านก๋วยเตี๋ยว ทุกผู้ประกอบการ ได้เข้าใจและนำออนไลน์ไปผลักดันธุรกิจของตัวเองจนทำให้ตัวเองยืนได้ เศรษฐกิจของบ้านเมืองสังคมดีขึ้นแค่นั้นเอง เลยอยากเป็นผู้แทน” นั่นคือ คำพูดของ คุณจูรี นุ่มแก้ว อินฟลูฯ สายใต้ตัวตึง ที่เคยให้สัมภาษณ์ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ไว้ ก่อนลงสนามเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศครั้งล่าสุด ในนามผู้สมัครจากพรรคชาติพัฒนากล้า อ่านเรื่องเกี่ยวข้อง : จูรี จริงจัง อยากเป็นผู้แทน ช่วยบ้านเกิด ลืมตาอ้าปาก ยืนด้วยตัวเอง แต่แล้วผลการเลือกตั้งออกมาชนิดคอการเมืองในพื้นที่ ชี้ตรงกันว่าพลิกโผ เพราะก่อนหน้านั้น ใครก็บอก เสียงดีมาตลอด “เดินหาเสียงมาเดือนสองเดือน รู้ว่าเรามีโอกาสสูง แต่ต้องยอมรับประมาณช่วงสัปดาห์สุดท้าย พรรคคู่แข่ง มาแรง ทำให้แพ้ไป 5 พันเสียง” คุณจูรี พูดคุยกับ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ อีกครั้ง น้ำ
“โอกาสเหมือนอากาศ มีอยู่ทุกที่ จึงต้องพร้อมเสมอ” คาถา SME ร้อยล้าน “โอกาสก็เหมือนอากาศ มันมีอยู่ทุกที่ เราจึงต้องพร้อมอยู่เสมอ” เป็นคำกล่าวของ คุณเจน-ชัชณี พฤกษ์ศลานันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ บริษัท ครอสแม็กซ์ รีเทล จำกัด หนึ่งในผู้ที่ร่วมนำทัพสร้างนวัตกรรมเครื่องดื่ม ภายใต้แบรนด์ Hooray! (ฮูเร่!) ให้เป็นที่รู้จัก ในฐานะผลิตภัณฑ์นมโปรตีนสูงพร้อมดื่มเจ้าแรกของประเทศที่ปราศจากน้ำตาลแลคโตส ปัจจุบัน Hooray! มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นสินค้าในกลุ่มนมโปรตีนสูงที่มียอดขายสูงสุดในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น โดยคาดว่าในปี 2566 บริษัทจะมีรายได้รวมทุกช่องทางขายทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 600 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าก้าวสู่การเป็นแบรนด์ Protein of Asia ในอีก 5 ปีข้างหน้า คุณเจน เล่าย้อนความให้ฟังถึงที่มาของ Hooray! ว่า นับย้อนกลับไปเมื่อ 8 ปีที่ผ่านมา Hooray! เกิดขึ้นจากความต้องการที่จะปลดล็อกทุกข้อจำกัดของการทานเวย์โปรตีน ทั้งเรื่องรสชาติไม่ถูกปาก รสชาติไม่หลากหลาย ความยุ่งยากในการรับประทาน ต้องนำมาผสมน้ำเอง ตนและ คุณต้น-วงษ์เดช เอี่ยวสานุรักษ์ สามี จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์นมโปรตีนสูงพร
ร้านอาหาร ตัวจักรสำคัญอันดับต้น ทำโลก “เน่า” ขึ้นทุกวัน บนโลกใบนี้ ประเทศไหนตกขบวนไม่มีนโยบายเรื่องสิ่งแวดล้อมนำหน้า ดูจะล้าสมัยและไม่ “รักษ์โลก” เจ้าธุรกิจใหญ่ๆ ขยับเรื่องการทำธุรกิจสีเขียวกันเป็นทิวแถว แต่เรื่องทำยังไงให้เป็นสีเขียวนี้ ยังค่อนข้างห่างจากความเคยชินของคน รวมถึงบรรดาร้านอาหาร ในเมืองไทยมีร้านอาหารอยู่แทบทุกพื้นที่ จัดว่าร้านอาหารเป็น ตัวจักรสำคัญอันดับต้นๆ ที่ทำให้โลกเราเน่าขึ้นทุกวัน ผมทำงานวิจัยเรื่อง “แนวปฏิบัติการประกอบธุรกิจร้านอาหารสีเขียวในประเทศไทย” เป็นเล่มวิจัยหนาเตอะ จึงขอนำบางส่วนมาสรุปนำเสนอ เผื่อจะกระตุ้นให้ร้านอาหารหรือผู้เกี่ยวข้องสนใจส่งเสริมและปฏิบัติให้เกิด “ร้านอาหารสีเขียว” กันขึ้นมาให้มากๆ ขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อตัวร้านอาหารเองและประเทศไทยแน่นอน จากผลงานวิจัย ซึ่งได้จากการประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเรื่องร้านอาหารและสิ่งแวดล้อม 10 กว่าท่าน และจากแบบสอบถามเจ้าของร้านอาหารอีก 400 กว่าร้าน มาสรุปรวมกันเป็นแนวทางปฏิบัติที่ควรจะเป็นของร้านอาหารสีเขียวในประเทศไทยได้ 7 แนวทาง ดังนี้ 1) แนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อม 2) แนวปฏิบัติด้านสังคม 3) แนวปฏิบัติด้
ก่อนลงทุน ซื้อแฟรนไชส์ กูรูแนะเทคนิค ต้องเตรียมตัวอย่างไร คุณยศพิชา คชาชีวะ ในฐานะกูรูด้านอาหาร ให้คำแนะนำสำหรับผู้กำลังคิดจะลงทุนซื้อแฟรนไชส์ มาเป็นธุรกิจหารายได้หลักหรือรายได้เสริมว่า ในความเป็นจริง ก่อนจะซื้อแฟรนไชส์ไม่ว่าจะเป็นสินค้าประเภทอาหารหรืออะไรก็แล้วแต่ ควรคิด ศึกษา ถามไถ่ คำนวณ ให้ดี เพราะมีอีกหลายองค์ประกอบเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย นับตั้งแต่ ค่าแฟรนไชส์ แน่ๆ เป็นอันดับแรกที่ต้องคิดคือ เป็นการจ่ายครั้งเดียวเลิก หรือต้องจ่ายรายปี มีการคิดอะไรยุบยิบอีกหรือเปล่า เช่น ค่าเปอร์เซ็นต์การขาย ค่าการตลาด ค่าอบรม ส่วนใหญ่แฟรนไชส์ ที่คิดค่าแฟรนไชส์ครั้งเดียวมักจะเป็นแฟรนไชส์โนเนม ส่งวัตถุดิบให้อย่างเดียว เช่น เนื้อหมักไปปิ้งขาย ถ้าเราขี้เกียจคิดเอง ทำเอง อย่างนี้ซื้อเขาก็ดี ถ้าไม่มีข้อแม้อะไรมาก แต่อย่าลืมดูด้วยว่า แล้วถ้าจะทำเองสามารถไปหาซื้อวัตถุดิบคล้ายคลึงกันจากแหล่งอื่นได้หรือไม่ ต้นทุนต่างหรือเท่ากัน ส่วนพวกที่คิดยุบยิบ มักจะเป็นแฟรนไชส์ที่มีระบบเป็นมาตรฐาน มีแบรนด์ดัง ก็ต้องกลับไปดูผลงานเขาว่ามีการช่วยเหลือแฟรนไชซีอย่างไรบ้าง ประสบความสำเร็จกันแค่ไหน คุณยศพิชา กล่าวต่อว่า ค่าลงทุน
