Exclusive
โกเผือกโกดำ (GopuekGodum) ร้านอาหารกระแสดังจากโลกออนไลน์ในจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยสไตล์การตกแต่งร้านแบบธรรมชาติ เสิร์ฟพร้อมเมนูอาหารเช้าและขนมหวานหน้าตาน่ารัก อย่างสังขยา 4 สี ร้านนี้เกิดจากการรวมตัวกันของวัยรุ่น 4 คนแต่ต่างอายุกัน สองหนุ่มสถาปนิก อย่าง คุณอะตอม-ชนะ ฉายานนท์ อายุ 28 ปี และ คุณบูม-วาสุทิน คำพรหม อายุ 28 ปี และสองสาวที่จบด้านการสื่อสารมวลชนอย่าง คุณขวัญใจ-พชรพรรณ ปิ่นคำพิชัย อายุ 24 ปี และ คุณน้ำ-อภิชญา วงศ์ปัน อายุ 24 ปี คุณขวัญใจ หนึ่งในหุ้นส่วนร้านรับอาสาเล่าที่มาที่ไปของร้านโกเผือกโกดำ ให้ฟังว่า เริ่มแรกมีหุ้นส่วนอยู่ 3 คน (ภายหลังเพิ่มเป็น 4 คน) เดิมทีที่ตั้งร้านเป็นร้านอาหารเก่าของคนรู้จัก เห็นว่าปิดกิจการจึงขอเซ้งร้านทำกิจการต่อ เหตุจากสองหนุ่มสถาปนิกอยากหาอะไรทำช่วงเช้าก่อนไปทำงาน และสองสาวอยากหากิจกรรมทำระหว่างรอรับปริญญา เกี่ยวกับชื่อร้าน คุณขวัญใจ เล่าว่า คำว่า โก ให้อารมณ์เหมือนร้านอาหารเช้านั่งจิบกาแฟ ส่วนคำว่าเผือกกับดำ มาจากฉายาของหุ้นส่วนหนุ่มสถาปนิกทั้ง 2 คนที่มีสีผิวขาวกับเข้ม เสริมสไตล์การตกแต่งร้านแบบธรรมชาติ ใช้ของเท่าที่พอหาได้หรือมีอยู่แล้วที่บ้านเพรา
พื้นที่ดอยภูทับเบิก เดิมเป็นพื้นที่ปลูกฝิ่นกันมาตั้งแต่สมัยรุ่นบรรพบุรุษ ทำกันมาหลายชั่วอายุคน ก่อนที่จะได้รับการพัฒนาให้เป็นพื้นที่บนดอยภูทับเบิกแห่งนี้ กลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ปลูกผักเมืองหนาวแทน อย่างการปลูกกะหล่ำปลี เป็นต้น ซึ่งปลูกมากบนพื้นที่ดอยของภูทับเบิก ด้วยสภาพอากาศที่เหมาะสม โดยผู้ปลูกส่วนใหญ่เป็นชาวม้ง คุณอาเซ็ง แซ่ลี วัย 62 ปี ผู้อาวุโสชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง ในหมู่บ้านภูทับเบิก ม.14 เล่าว่า “ตั้งแต่จำความได้ ก็เห็นพ่อแม่ปลูกฝิ่นกันมาตั้งแต่ยังเล็ก แต่การปลูกฝิ่นไม่ได้ช่วยให้ครอบครัวอยู่ดีมีสุข หรือหายจากความยากจนที่มีอยู่ได้เลย เพราะพอฝิ่นขายไม่ได้ ชาวบ้านก็เอามาสูบ สูบเสร็จก็ไม่สามารถทำงานอะไรได้อีก เป็นวังวนซ้ำไปซ้ำมา ไม่จบสิ้น แต่พอพื้นที่ได้รับการปรับปรุงให้เป็นพื้นที่ทางการเกษตร ส่งเสริมให้ชาวม้งหันมาปลูกผักอย่างกะหล่ำปลีที่ชอบอากาศเย็นบนดอยนั้น ชาวบ้านที่นี่ก็ปลูก แต่สิ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนของตนคือ การใช้สารเคมี ชาวม้งที่นี่ปลูกกะหล่ำปลีกันแต่ก็ต้องใช้สารเคมีฉีดพ่นอย่างมาก เป็นเหตุให้เกิดการเจ็บป่วย โดยคุณอาเซ็ง เล่าว่า “ญาติที่สนิทกัน ป่วยเป็นหลายโรคมาก ทั้งเป็นมะเร็งตั
ทุกวันนี้วัฒนธรรมกาแฟแพร่หลายไปทั่วโลก นอกจากจะมีสารพัดเมนูแปลกใหม่ เพื่อเอาใจคอกาแฟแล้ว ผู้ประกอบการยังพยายามสรรหาวิธีการต่างๆ ที่ทำให้กาแฟเป็นมากกว่าเครื่องดื่ม ความพยายามดังกล่าวมาถูกทาง เพราะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้คน ซึ่งไม่เพียงชื่นชอบรสชาติขมเข้ม แต่ยังชมชอบงานศิลป์จากกาแฟที่ช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้เครื่องดื่มแก้วโปรด ขณะเดียวกัน ก็เพิ่มมูลค่าให้กับเจ้าของธุรกิจด้วย เทรนด์ศิลปะจากกาแฟในปัจจุบันมีหลากหลายจนคาดไม่ถึง “รอยเตอร์ส” นำเสนอศิลปะบนฟองนมแบบสามมิติ ที่เป็นสไตล์เฉพาะของร้าน “มาย โคฟี่” (My Cofi) ในเมืองเกาสงของไต้หวัน “ชาง คุ่ย ฟาง” เจ้าของร้าน “มาย โคฟี่” ริเริ่มไอเดียเติมงานศิลป์ลงบนฟองนมของเมนูคาปูชิโน่ร้อน โดยใช้ภาพถ่ายเป็นแบบ ซึ่งก็แล้วแต่ว่าลูกค้าต้องการภาพอะไร ส่วนใหญ่มักเป็นภาพสัตว์เลี้ยงแสนรัก บางคนก็อาจจะเลือกการ์ตูนหรือสัตว์แปลกๆ สำหรับภาพสัตว์เลี้ยง เธอจะเริ่มต้นจากการทำฟองนมให้เป็นรูปเป็นร่าง ก่อนจะค่อยๆ ใช้กาแฟ ช็อกโกแลต หรือแยมผลไม้หลากสี บรรจงแต่งแต้มให้ออกมาคล้ายกับภาพต้นแบบที่สุด สนนราคาของกาแฟที่เสิร์ฟพร้อมงานศิลป์แบบสามมิติก็จะขึ้นอยู่กับระดับความยาก-ง
ไอศกรีมดอกไม้ “ศรีมาลา” ปัจจุบันร้านต้นแบบอยู่ที่ตลาดน้ำอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม และสาขาแฟรนไชส์อีกหลายแห่ง มีจุดเริ่มต้นจาก การนำเอาดอกไม้ในท้องถิ่น เช่น ดาหลา อัญชัน เข็ม บัว และ กุหลาบมอญ มาผสานกับความรู้ทางวิชาการในโครงการอุตสาหกรรมและวิจัยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี (IRPUS) ที่เน้นการวิจัยสามารถแก้ปัญหาจริงให้กับภาคอุตสาหกรรม โดยดำเนินการภายใต้ความร่วมมือแบบไตรภาคี ได้แก่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), ผู้ประกอบการ และ ทีมงานวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ร่วมกันสร้างผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มมูลค่าให้แก่ดอกไม้ในท้องถิ่น จน “ศรีมาลา”กลายเป็นสินค้าเอกลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมดังกล่าวไปแล้ว คุณโจ้-พีรวงศ์ จาตุรงคกุล เจ้าของไอศกรีม “ศรีมาลา” เริ่มให้ข้อมูลด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้มเป็นกันเอง ย้อนความเป็นมาส่วนตัวให้รู้จักกันมากขึ้นว่า พื้นเพอยู่จังหวัดสมุทรสาคร แต่มาทำมาหากินอยู่ตลาดน้ำอัมพวา ได้ราว 7 ปีแล้ว เริ่มด้วยการเปิดร้านขายข้าวคลุกน้ำพริก ชื่อ “กำปั่น” ปรากฏประสบความสำเร็จ มีคนสนใจมาก เลยคิดต่อยอดธุรกิจของครอบครัว ด้วยการมองหา “เสน่ห์”ของอัมพวา มาเป็นจุดขาย
“…อีก 10 ปี เราจะมีเด็กกับผู้สูงอายุในสัดส่วนเท่ากันประมาณ 12 ล้านคน และในระยะยาวจำนวนผู้สูงอายุจะมีมากกว่าจำนวนเด็ก ขณะที่วัยแรงงานเริ่มลดลงเป็นโครงสร้างการเปลี่ยนแปลงอายุประชากรที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า…” ข้อมูลส่วนหนึ่งจากการวิจัย ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ข้างต้น อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ให้เห็นภาพในอนาคตอันใกล้ได้ลางๆว่า ชีวิตบั้นปลายของใครหลายคน อาจไม่มีคนในครอบครัวมาคอยดูแลใกล้ชิด เหมือนสังคมไทยในยุคก่อน ที่ปู่ย่า-ตายาย มักได้อยู่ร่วมชายคากับครอบครัวถึงรุ่นเหลนโหลน เรื่อยไปจนกว่าอายุขัยจะสิ้นสุดลงตามกฎเกณฑ์ธรรมชาติ เพราะเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป และด้วยปัจจัยภายนอกหลายประการ ต่างส่งผลให้ “ผู้สูงอายุ”กลุ่มหนึ่ง ขาดแคลนคนคอยดูแล บรรดาลูกหลาน ซึ่งอาจพอมีกำลังจ่าย จึงมักมองหา “เนิร์สซิ่ง โฮม-Nursing Home” เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระประจำวัน จนในปัจจุบันธุรกิจให้บริการลักษณะดังกล่าว เกิดขึ้นหนาตาอย่างเห็นได้ชัด “บ้านอุดมสุข” บ้านสีเขียวหลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่บนที่ดินขนาดกว่า 5 ไร่ เป็นกิจการรับดูแลผู้สูงอายุ เปิดให้บริการมาได้ราว 4 ปี ตั้งอยู่ที่อำเภอ
“การถ่ายภาพเป็นงานศิลปะ เป็นของดีมีประโยชน์ ขออย่าให้ถ่ายภาพกันเพื่อความสนุกสนาน หรือความสวยงามเท่านั้น จงใช้ภาพให้เกิดคุณค่าแก่สังคม ให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม งานศิลปะจะได้ช่วยพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้อีกแรงหนึ่ง” พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่คณะกรรมการบริหารสมาคมถ่ายภาพ แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ………………… ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา คุณวีระยุทธ ทองโชติ อายุ 38 ปี พนักงานประจำในโรงงานสกรีนเสื้อแห่งหนึ่ง มักใช้เวลาว่างหลังเลิกงานตั้งแต่เย็นจนถึงดึกดื่นค่อนคืน ไปคอยเก็บขยะรอบสนามหลวง และอาสา “ถ่ายรูปฟรี” ให้กับประชาชนทุกเพศทุกวัยที่เดินทางมากราบสักการะพระบรมศพ นับแต่วันแรกถึงวันนี้ นับได้กว่า 50 ครั้งเห็นจะได้ “เมื่อใดที่นึกถึงกล้องที่มหัศจรรย์ที่สุดในโลก กล้องที่ถ่ายภาพถิ่นทุรกันดาร ให้กลับมาเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ กล้องที่ถ่ายพื้นที่แห้งแล้งให้กลายมาเป็นพื้นที่ทำกิน กล้องที่ถ่ายทุกข์ยากความลำบากของพสกนิกรให้กลับกลายเป็นความสุข ด้วยพระอัจฉริยภาพจากโครงการในพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ผมจะต้องนึกถึงกล้องถ่
ใครที่เคยมีโอกาสผ่านไปแถวคลองสอง ถนนรังสิต-นครนายก ขาออก อาจเคยเห็นตลาดนัดขนาดใหญ่ ที่เปิดขายกันช่วงเย็นไล่ไปจนถึงราวสามทุ่มเศษ และถ้าได้เดินเข้าไปด้านในเพื่อหาซื้อของกินของใช้ จะต้องได้เห็นการตกแต่งภูมิทัศน์ของตลาดด้วยภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ขนาดใหญ่ เรียงรายเป็นระเบียบ งดงามน่าทึ่ง สอบถามถึงที่มาแนวคิดดังกล่าว คุณสุดใจ แซ่แต๋ง เจ้าของตลาดพระรูปคลองสอง ดังเกริ่นมาข้างต้น กรุณาสละเวลามาพูดคุยด้วย แม้กำลังง่วนกับการขายข้าวสวยอยู่ “พื้นเพเป็นคนกรุงเทพฯ ปัจจุบันอายุ 61 ปี ชื่อเล่นไม่มี แต่คนส่วนใหญ่เรียกกันว่า เจ๊ลัง” คนต้นเรื่อง เริ่มต้นพูดคุยด้วยบุคลิกเป็นกันเอง ก่อนย้อนความเป็นมาให้ฟัง ก่อนทำตลาดนี้ เคยทำเสื้อผ้าส่งออกมาก่อน พอเลิกทำเสื้อผ้า มีโอกาสมาพักร้อนย่านรังสิต ลูกน้องชวนมาส่งขนมปังในตลาดนัด เลยคิดอยากเช่าที่ทำตลาดนัดบ้าง จากวันนั้นถึงวันนี้ก็ราว 17 ปีกว่าแล้ว คุณสุดใจ แซ่แต๋ง เจ้าของตลาดพระรูปคลองสอง “ปัจจุบันเช่าที่ดินไว้หนึ่งร้อยไร่ เพื่อทำตลาดนัดนี้ และด้วยความที่นับถือเสด็จพ่อ ร.5 ตอนทำตลาดเลยนำรูปของพระองค์ท่านมาตั้งไว้ด้านหน้า คนแถวนี้เลยเรียกกันติ
ไม่บ่อยนักที่จะได้ขนมไทยหาทานยากมาออกบู๊ธอวดความอร่อยตามห้างสรรพสินค้าในเมืองใหญ่ แม่แดง- ยุพา วงศ์สิริ วัย 60 ปี เจ้าของร้านครัวทะเล ที่ยังคงอนุรักษ์ขนมโค ขนมไทยโบราณกว่า 100 ปีไว้ ขนมโค เป็นขนมท้องถิ่นทางภาคใต้ แม่แดงเล่าว่า เปิดร้านอาหารครัวทะเลเป็นอาชีพประจำอยู่แล้ว แต่ที่หันมาทำขนมโคเพิ่มอีกอย่างเป็นเพราะอยากอนุรักษ์ขนมไทยไว้ให้เด็กรุ่นหลังได้ทาน ไม่ได้ขายหวังผลกำไร บางคนไม่ได้คิดเผยแพร่แต่ทำขายเพียงหารายได้เท่านั้น แม่แดงเสริมว่า ขนมโคมีลักษณะคล้ายขนมต้มของทางภาคกลาง ต่างกันคือไส้ของขนมต้มจะใช้มะพร้าวผัดผสมน้ำตาลปึก ส่วนไส้ของขนมโคจะเป็นน้ำตาลแว่นที่ได้จากตาลโตนด คลุกมะพร้าวทึนทึกขูดด้วยกระต่าย และเดิมทีขนมโคมีแค่แป้งสีขาว เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยจึงนำมาประยุกต์ใหม่โดยการเพิ่มสีให้น่าทานมากขึ้น สีขาวคือแป้งข้าวเหนียว สีเหลืองผสมฟักทอง สีดำจากข้าวเหนียวดำ ส่วนขั้นตอนการทำที่เห็นจากหน้าร้าน ดูไม่ยุ่งยากอะไร ต้มน้ำให้เดือดใส่ใบเตยเพิ่มกลิ่นหอม ใส่น้ำตาลแว่นบนแป้ง ปั้นให้เป็นก้อนกลมขนาดพอดีคำ นำไปต้มในน้ำที่เดือดพอดี เมื่อสุกนำมาคลุกน้ำตาลเป็นอันเสร็จ แม่แดง ทิ้งท้ายว่า ขนมโคเป็นขนมทำ
ชาวอินโดนีเซียนั้น ใช้ซีอิ๊วเป็นเครื่องปรุงรสหลักในอาหารเลยทีเดียว โดยมีทั้งซีอิ๊วขาว และซีอิ๊วดำรสหวานเรียกว่า “เกอจั๊บ มานิส” (Kecap Manis) ทั้งใช้จิ้ม ใช้ปรุงรส ใช้หมักกับอาหารต่างๆ เช่น หมักปลาแล้วนำไปย่างที่เรียกว่า “อิกัน บาการ์” (Ikan bakar) ซึ่งเคยเขียนถึงไปแล้ว เวลาใส่ซีอิ๊วหวานในอาหาร ใส่ทีก็ไม่ใช่ใส่น้อยๆ แต่จะใส่จนอาหารนั้นมีสีน้ำตาลเข้ม วันนี้ลองมาทำเมนูซีอิ๊วหวานแบบง่ายๆ และถูกปากชาวเรากันดีกว่าค่ะ นั่นคือ ไก่ผัดซีอิ๊วหวาน ที่มีชื่อเรียกว่า “อะยัม เกอจั๊บ” (Ayam Kecap) หรือ อะยัม มาสัก กิจั๊บ (Ayam masak kicap) ก่อนอื่นนำไก่ส่วนที่ชอบ จะเป็นปีก น่อง หรือส่วนอื่นๆ ก็ได้ ถ้าเป็นส่วนที่ชิ้นใหญ่ก็สับเสียหน่อย นำไปหมักกับขิงสับ กระเทียมสับ เกลือ และพริกไทย ทิ้งไว้ในตู้เย็น ระหว่างนี้จะไปทำอะไร เล่นเฟซ เล่นไลน์เพลินๆ ไปก่อนก็ตามสะดวก เมื่อกะว่าเครื่องหมักเข้าเนื้อดีแล้วก็ตั้งกระทะใส่น้ำมันมากหน่อย รอจนร้อนก็ใส่ไก่ลงไปทอดให้ผิวนอกสุกเหลืองสวยงามก็ตักขึ้นมาพักไว้ เทน้ำมันออกให้เหลือติดกระทะนิดหน่อย ใส่เนยลงไปผสม ตามด้วยกระเทียมสับ หอมแดงสับ และหอมใหญ่ซอย ผัดจนสุกใสจะได้กลิ่นหอมโช
แม้เหตุการณ์มหาอุทกภัย จะผ่านพ้นไปแล้วหลายปี แต่หลายคนคงยังจำความยากลำบากในครั้งนั้นกันได้ดี ที่หลายบ้าน อาจจำต้องอดทนอยู่ในความมืด เนื่องจากน้ำท่วมสูงถึงหม้อแปลง ไฟฟ้าจึงถูกตัด ไม่สามารถใช้ชีวิตกันได้ตามปกติ ห้วงเวลาดังว่า หลายคนคงคิดในใจว่า ถ้ามี “การไฟฟ้าฝ่ายผลิต” มาครอบครอง เป็นของตัวเอง คงจะดีไม่น้อย และนั่นอาจเป็นส่วนหนึ่งของที่มาของสินค้าน่าสนใจนับจากนี้ กระเป๋าผจญภัย (Survivor Kit) แบรนด์ “บิ๊ก ฟุต” เป็นกระเป๋าที่ออกแบบรูปทรงใหม่และติดตั้งอุปกรณ์เสริมที่สามารถช่วยชีวิต หรือช่วยให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสถานการณ์คับขันได้ เช่น แผงโซลาร์เซลล์เก็บพลังงานไฟฟ้า ที่ชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น “แนวคิดเริ่มต้นในการทำกระเป๋านี้ มาจากคำทำนายเกี่ยวกับภัยพิบัติ ในปี 2012”คุณขนิษฐา นภาวรกุล ผู้บริหารบริษัท โจ เฮาส์ จำกัด กิจการรับผลิตและจำหน่ายกระเป๋าทุกชนิดมานานกว่า 20 ปี เริ่มต้นให้ฟังอย่างนั้น ก่อนย้อนความเป็นมาให้รู้จักกันมากขึ้นว่า เป็นผู้ผลิตกระเป๋าในลักษณะ OEM หรือรับจ้างผลิตให้แบรนด์ต่างๆอยู่หลายปี กระทั่งมีความคิดอยากมีผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นแบรนด์ของตัวเอง ล่าสุดจึง ผุด
