Exclusive
งานมหัศจรรย์พันธุ์ข้าวมงคล พืชผลของพ่อ 24-27 พ.ย.2559 ณ เอ็มซีซีฮอลล์ เดอะมอลล์บางกะปิ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) โดยนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ร่วมกับองค์กรหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน จัดงาน “มหัศจรรย์พันธุ์ข้าวมงคล พืชผลของพ่อ” ระหว่าง 24-27 พ.ย.2559 ณ เอ็มซีซีฮอลล์ เดอะมอลล์บางกะปิ งานในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อร่วมเทิดพระเกียรติและร่วมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กษัตริย์เกษตร นักพัฒนาผู้ทรงงานเพื่อปวงชนชาวไทยมากกว่า 70 ปี แห่งการครองราชย์ และเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรและชาวนาไทยร่วมน้อมนำแนวทางตามพระราชปณิธานมาใช้ในการพัฒนาระบบเกษตรกรรมและวิถีชีวิตเพื่อสร้างสุขอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ไฮไลต์สำคัญคือ นิทรรศการพันธุ์ข้าวมงคล จัดแสดงพันธุ์ข้าวพระราชทานทรงปลูก พร้อมรับพระบรมฉายาลักษณ์ทรงคุณค่า มีการแจกพันธุ์ข้าวมงคล ที่พระราชทานเนื่องในงานพระราชพิธีพืชมงคลฯ ในวันที่ 8-9 พ.ค. 2559 โดยกรมการข้าว มีนิทรรศการ “มหัศจรรย์พันธุ์ข้าวทั่วไทย” ที่ได้รวบรวม และจัดแสดง “พันธุ์ข้าว” มากกว่า 199 สายพันธุ์ มากที่สุดของไทย เช่น ช้าวพันธุ์ใหม่ ข้าวพันธุ์พื
เสร็จสิ้นแล้วสำหรับการเดินทางไปประชุมของคณะกรรมการและสมาชิกสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา ที่มี คุณนิยม ไวยรัชพานิช รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นหัวหน้า ร่วมกับ คุณเจีย เรียบ รองผู้ว่าราชการจังหวัดไพลิน และบรรดาตัวแทนหอการค้าจังหวัดต่างๆ ของกัมพูชาเกือบ 20 คน เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ศาลากลางจังหวัดไพลิน ประเทศกัมพูชา ซึ่งทางฝ่ายกัมพูชาได้หยิบยกปัญหาต่างๆ ในเรื่องส่งออกสินค้าเกษตร รวมถึงปัญหาการเดินทางเข้าไทยของชาวกัมพูชามานำเสนอ สมาชิกหอการค้าจังหวัดต่างๆ ของกัมพูชา ถ่ายภาพร่วมกับคณะกรรมการสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา เล็งเปิด 4 เส้นทางเข้ากัมพูชา การประชุมครั้งนี้ คุณเจีย แจกแจงว่า ขอให้ฝ่ายไทยช่วยส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตรจากกัมพูชาด้วย เนื่องจากเวลานี้มีผลิตผลหลายอย่าง นอกเหนือจากมะม่วงแก้วละเมียด (ไทยเรียกแก้วขมิ้น) และขอให้อะลุ่มอล่วยบ้าง เพราะการผลิตยังต้องมีการปรับปรุงแก้ไข ยังไม่ได้มาตรฐานสากล แต่ต่อไปต้องทำให้ได้ตามมาตรฐานสากล นอกจากนี้ ควรมีความร่วมมือกันให้เข้มแข็งมากกว่านี้ และให้มีการประชุมปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ทางด้านตัวแทนหอการค้าจากจังหวัดต่างๆ ของกัมพูชา ระบุว่า ในกั
จากความมุ่งมั่นในการสืบสานพระราชปณิธาน เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้น้อมนำมาใช้ในการปฏิบัติงาน กอปรกับพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ได้พระราชทานเมื่อครั้งที่ทรงประทับแรม ณ เขื่อนสิรินธร อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2541 ทำให้เป็นที่มาของการจัดตั้ง “โครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ขึ้นอย่างไม่เป็นทางการ เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2542 และได้มีการจัดตั้งโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างเป็นทางการในปี 2546 โดยมุ่งให้ความสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์น้ำ การปศุสัตว์ และสิ่งแวดล้อม โดยมีหลักการสำคัญ คือ การใช้จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพแทนการใช้สารเคมี และมีการดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่องจวบจนปัจจุบัน โครงการชีววิถีฯ นับเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง เพราะได้รับความสนใจจากหน่วยงานองค์การต่างๆ ในวงกว้าง โดยมุ่งสนับสนุนให้มีการใช้พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีการดำเนินงานเพื่อสังคม ด้วยการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในการเกื้อกู
ในเมื่อชีวิตคนเราต้นทุนไม่เท่ากัน ฉะนั้น คนต้นทุนต่ำจึงต้องพยายามสูง เฉกเช่นผู้ชายที่ชื่อ อาร์ท หรือ “คมศานต์ จิวากานนท์” ผู้ผลิตและจำหน่ายหมอนระดับ 6 ดาว แบรนด์ลักชัวรี่ (Luxury) ที่ต้นทุนชีวิตติดลบพ่อแม่แยกทางกัน ไม่เคยเจอหน้าพ่อแท้ๆ นิสัยเกเร การเรียนห่วย เกือบเรียนไม่จบ โตมาเคยถูกไล่ออกจากงาน ติดหญิง เงินเดือนหมดไปกับการเที่ยวเตร่ ชีวิตทุกอย่างแย่ เคยคิดจะฆ่าตัวตาย แต่เพราะสติทำให้ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง คุณอาร์ท เผยกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า ปัจจุบันอายุ 36 ปี จบปริญญาตรีจากคณะบริหารธุรกิจ เอกการตลาด จากมหาวิทยาลัยทองสุข เป็นลูกคนเดียว ฐานะทางบ้านยากจน พ่อแม่แยกทางกัน จนถึงทุกวันนี้ก็ไม่เคยเห็นหน้าพ่อ ชีวิตอยู่กับแม่และยาย ตอนเด็กหาค่าขนมด้วยการไปไซต์งานก่อสร้าง เก็บสังกะสี เหล็ก ตะปูไปขาย โตขึ้นมาหน่อย ราว ม.3 หาค่าเทอมด้วยการไปเป็นพนักงานล้างจานตามฟู้ดเซ็นเตอร์ ไปเป็นเด็กปั๊ม จบ ม.3 เลือกเรียนสายอาชีวะด้านการตลาด เรียนไม่เก่ง เคยติดศูนย์ 10 ตัว โดยที่แม่กับยายไม่รู้ กระท่อนกระแท่นมาจนได้รับใบปริญญาจากมหาวิทยาลัยทองสุข แต่กว่าจะเรียนจบเคยถูกรีไทร์ด้วยซ้ำ หลังจากจบ ป.ตรี คุณ
ฟาร์มตัวอย่างตามแนวพระราชดำริ บ้านยางกลาง อ.แสวงหา จ.อ่างทอง เป็นโครงการพระราชทาน ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้น เพื่อช่วยเหลือประชาชน ที่ประสบความลำบาก ทั้งด้านที่อยู่อาศัย และที่ทำกิน เมื่อครั้งที่เกิดเหตุอุทกภัย ในพื้นที่ภาคกลาง โดยเฉพาะจังหวัดอ่างทอง ถูกน้ำท่วมเกือบทั้งจังหวัด โดยมุ่งทำฟาร์มตัวอย่าง ให้เกิดผลผลิต และสร้างงานในลักษณะเกษตรอินทรีย์ในด้านการเกษตร ปศุสัตว์ และประมง ตลาดจนเป็นแหล่งผลิตอาหาร ที่ปลอดสารพิษ ทั้งยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่ม คุณภูริพันธ์ บุนนาค ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการตลาดในประเทศ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า ทีเส็บ โดยความร่วมมือกับสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ สมาคมท่องเที่ยวภายในประเทศ (สนท.) และสมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ(ไทย) ได้จัดทำโครงการ “ประชุมเมืองไทย อิ่มใจ ตามรอยพระราชดำริ” ซึ่งได้มีการส่งเสริมและกระตุ้นการจัดกิจกรรมการศึกษาดูงาน ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชริ ซึ่ง โครงการฟาร์มตัวอย่างตามแ
นับจากราคายางพาราตกต่ำเรื่อยมา เกษตรกรชาวสวนยางต้องหาทางออกในการปลูกพืชอื่นทดแทน หรือหันไปประกอบอาชีพอื่น เช่นเดียวกับที่พื้นที่ อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา ที่เกษตรกรชาวสวนยาง รายเล็กรายน้อย หันมาปลูกขึ้นฉ่าย ส่งให้เทสโก้ โลตัส นับพันกิโลกรัมต่อสัปดาห์ ซึ่งเรื่องนี้มีโจทย์ใหญ่อยู่ 2 ข้อคือ การปลูกขึ้นฉ่ายในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งมีอากาศร้อนชื้น และฝนตกชุก ไม่ใช่เรื่องง่าย รวมทั้งการติดต่อประสานงาน ส่งผักให้กับห้างค้าปลีกระดับใหญ่ อย่างเทสโก้ โลตัส ยิ่งยากกว่า และจากนี้ไป เราจะไปหาคำตอบกันว่า เกษตรกรในพื้นที่ตีโจทย์ 2 ข้อนี้อย่างตรงจุดได้อย่างไร ในเบื้องต้น ตัวละครสำคัญของเรื่องนี้คือ คุณพิโชติ ผุดผ่อง วัย 40 ต้นๆ เกษตรกรผู้นำเครือข่าย ผู้ที่เคยได้รับตำแหน่ง young smart farmer ซึ่งเขาเป็นต้นแบบในการเรียนรู้และขยายองค์ความรู้สู่ชาวสวนยาง ให้มีทางเลือกในการประกอบอาชีพนอกจากการกรีดยาง และเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือนในยามราคายางตกต่ำ คุณพิโชติ เคยปลูกผักสลัด และนำไปเสนอขายให้กับทางเทสโก้ โลตัส ภาคใต้ แต่ทางเทสโก้ โลตัส ตอบกลับมาว่า ผักสลัดมีคนส่งเยอะแล้ว เปลี่ยนเป็น ขึ้นฉ่าย ดีกว่ามั้ย เนื่องจาก
แม้สวน “ผลอำไพ” ของ คุณชัยวัฒน์ ปริ่มผล เกษตรกรดีเด่นสาขาทำสวนระดับจังหวัดของตราด และระดับภาคตะวันออก จะไม่ได้มีขนาดใหญ่โตมากนัก เพราะมีพื้นที่ 26 ไร่ อยู่ที่ตำบลทุ่งนนทรี อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด แต่เป็นสวนผลไม้ที่ผู้คนจากทั่วประเทศมักไปเที่ยวชมและไปศึกษาดูงานกันเป็นประจำ เพราะเขาผู้นี้ใช่จะเป็นเกษตรกรตัวอย่างในเรื่องการปลูกพืชผักผลไม้แบบอินทรีย์เท่านั้น แต่ยังแปรรูปผลผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่าด้วย โดยเจ้าตัวยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาใช้ในการดำเนินชีวิตและในอาชีพการทำเกษตรมาหลายปีแล้ว เต็มอิ่มกับผลไม้ปลอดสาร ปัจจุบันเขาผู้นี้ต่อยอดนำผลไม้สดจากสวนมาแปรรูป เป็นผลไม้อบแห้ง แบรนด์ “พีเอฟที” (PFT) ไม่ว่าจะเป็น ทุเรียนอบแห้ง สับปะรดอบแห้ง กล้วยอบแห้ง เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปต่างประเทศด้วย และยังแปรรูปเป็นน้ำพริกแกงป่าอบแห้ง และแกงส้มสับปะรดกุ้ง ที่เป็นแกงส้มกึ่งสำเร็จรูป ก่อนหน้านี้คุณชัยวัฒน์ก็ได้รับเลือกให้เป็นสมาร์ตฟาร์มเมอร์ (Smart Farmer) ของจังหวัดตราด ต้นแบบ สาขามังคุด เนื่องจากเป็นผู้พัฒนาและผลิตมังคุดแบบครบวงจร โดยแปรรูปมังคุดสดเป็นน้ำมังคุ
ช่วงหลายปีมานี้ได้ไปทำข่าวจังหวัดอุดรธานีนับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่เคยรู้ว่าที่นี่มีสปาเกลือสินเธาว์แห่งแรกและแห่งเดียวในไทยอยู่ พอมีพรรคพวกแนะนำเลยหาโอกาสไปใช้บริการสักครั้ง ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเพราะ “คุณกุญณภัทร วัฒนกูล” เจ้าของสปาเกลือสินเธาว์ อยู่ที่ตรอกบ้านดุง ซอยมหาราช ตำบลบ้านดุง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ได้อธิบายความเป็นมาของสปาแห่งนี้อย่างละเอียด และยังได้ให้ลองแช่ตัวแช่เท้าเพื่อทดสอบว่าช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยได้จริงหรือไม่ ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย อุดรธานีนั้นเป็นหนึ่งในหลายจังหวัดของภาคอีสานที่ผลิตเกลือสินเธาว์อย่างเป็นล่ำเป็นสัน โดยมีพื้นที่ผลิตเกลือ ประมาณ 3,000 ไร่ อยู่ใน 4 พื้นที่คือ พื้นที่ทำนาเกลือบ้านทุ่ง ตำบลบ้านชัย พื้นที่บ้านฝาง บ้านโพนสูงเหนือ-บ้านโพนสูงใต้ ตำบลโพนสูง พื้นที่บ้านดุงน้อย บ้านศรีสุทโธ ตำบลศรีสุทโธ และ บ้านดุงเหนือ ตำบลบ้านดุง ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการทำนาเกลือนำมาจำหน่ายให้กับพ่อค้าคนกลางโดยตรง สมัยก่อนราคาเกลือสินเธาว์ขายได้ราคาดี แต่สองสามปีมานี้ราคาตกต่ำลงเรื่อยๆ จากราคาตันละ 450-500 บาท เหลือตันละ 300 บาท จนเป็นปัญหาที่ผู้ประกอบการทำนาเกลือสินเธาว์เรียก
ได้ยินได้ฟังมานานแล้วเรื่องกาแฟชะมด แต่ด้วยความที่ไม่ใช่คอกาแฟ เลยไม่ได้เสาะหาที่จะดื่ม อีกอย่างรู้กันอยู่ว่าแพง ผู้เขียนได้รับเกียรติจาก “คุณกลิ่นศักดิ์ ปิติวงษ์” หัวหน้าสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าดอยตุง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ชวนให้ไปดูขั้นตอนการทำกาแฟชะมด ทำให้ได้รู้ได้เข้าใจกาแฟดังกล่าวมากขึ้น อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าอีเห็นกับชะมดเป็นสัตว์ในวงศ์เดียวกัน และกาแฟชะมดที่พูดๆ กันในเมืองไทยนั้น หากจะเรียกให้ถูกต้องน่าจะเป็นกาแฟอีเห็นเสียมากกว่า คุยอร่อยกว่าของเวียดนาม คุณกลิ่นศักดิ์ บรรยายสรรพคุณของกาแฟชะมดแม่ฟ้าหลวงว่า แม้กาแฟชะมดที่แม่ฟ้าหลวงอยู่ในช่วงเริ่มต้นได้เพียง 3 ปี แต่เป็นที่ยอมรับของลูกค้าที่นับวันจะมากขึ้นเรื่อยๆ จุดเด่นของกาแฟชะมดบนดอยตุงจะมีรสชาตินุ่มหอมหวาน มีลักษณะกลิ่นเฉพาะตัว หวานที่ปลายลิ้น ชุ่มที่คอ กาเฟอีนลดลง พูดถึงกาแฟชะมด เชื่อว่ายังมีบางคนสงสัยอยู่ว่ากาแฟชะมดหรือกาแฟอีเห็น เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร คุณกลิ่นศักดิ์ อธิบายว่า ในสภาพความเป็นจริงชะมดกับอีเห็นธรรมดาหรืออีเห็นข้างลาย เป็นสัตว์ในวงศ์ชะมดและอีเห็น มีสถานภาพไม่จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ซึ่งสัตว์ที่กินกา
เป็นที่ทราบกันดีว่าผู้คนในบ้านเรานิยมเลี้ยงสัตว์เลี้ยงกันมากขึ้น โดยเฉพาะสุนัข-แมว ฉะนั้นผู้ประกอบการหน้าใหม่หน้าเก่าทั้งหลายจึงเข้าสู่ตลาดนี้กันอย่างคึกคัก ซึ่งถ้าไปในงานอีเวนท์เกี่ยวกับเจ้าตูบ-เจ้าเหมียว ไม่ว่าจะเป็นที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หรืออิมแพค เมืองทองธานี รวมทั้งในห้างสรรพสินค้าต่างๆ จะเห็นชัดเลยว่าธุรกิจนี้ยังไปได้ดี อนาคตยังแจ่มใสเพราะเจ้าของสัตว์เลี้ยงเหล่านี้เป็นชนชั้นกลาง-สูง มีกำลังซื้อสูง สังเกตุได้ว่าผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาทำธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงทั้งหลาย เริ่มต้นจากการเป็นเจ้าของสัตว์น่ารักเหล่านั้น กระทั่งพัฒนามาเป็นเจ้าของธุรกิจ อย่างคุณระวิวรรณ ฌายีเนตร หรือคุณนุ่น กับคุณ เบญวรรณ ตานนท์ หรือคุณแหม่ม สองสาววัย 30 ต้นๆ ซึ่งมาร่วมกันทำสินค้าแฮนด์เมดของสุนัขและแมว มีทั้งกระโจม, เปลแมว และผ้าพันคอ ฯลฯ ชื่อแบรนด์ วิฬาร์มาลิน โดยมักจะออกบูธขายตามงานอีเว้นท์เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง เริ่มจากขายผ่านเฟซบุ๊ค สำหรับคุณนุ่นนั้น จบปริญญาโท คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีและการจัดการด้านการขุดเจาะปิโตรเลียมนอกชายฝั่ง สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ส่วนค
