Exclusive
พูดถึงอาหารทะเลหรือซีฟู้ด เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะไม่โปรดปราน ส่วนใหญ่มักชอบกินกันอยู่แล้ว ยิ่งเป็นพวกปู ปลา กุ้ง หอย ที่เพิ่งจับมาสดๆ ใหม่ๆ แล้วนำมาปิ้งๆ ย่างๆ อร่อยอย่าบอกใครเชียว ยิ่งได้น้ำจิ้มรสชาติแซบ เปรี้ยวๆ เผ็ดๆ กินแล้วหยุดยากจริงๆ และยิ่งถ้าได้กินกับพรรคพวกเพื่อนฝูงในบรรยากาศที่เป็นกันเอง โห…อะไรจะมีความสุขสนุกปานนั้น หลายคนคงเคยผ่านประสบการณ์การกินอาหารทะเลแบบนี้มากับเพื่อนๆ และยังรู้สึกประทับใจมิรู้ลืม ด้วยความรู้สึกดีๆ แบบนี้เองที่ทำให้ “คุณสุรชัย แสงทอง” และเพื่อนพ้องอีก 6 คน ลงขันกันประมาณ 400,000 บาท เพื่อทำร้าน 7 SEA Chill & Grill ในสไตล์ฟู้ดทรัก เปิดขายอยู่ที่ตลาดนัดรถไฟ ใกล้กับห้างเอสพลานาด ซึ่งได้ทำเลเหมาะเจาะอยู่ตรงทางเข้าตลาดพอดี ใครไปใครมาก็ต้องผ่านต้องเห็น แถมยังตกแต่งได้เก๋ไก๋ชวนมองชวนถ่ายรูป เป็นที่ถูกตาต้องใจของเหล่าวัยรุ่นและคนทำงานทั้งหลาย ซึ่งบางคนไม่ได้มานั่งกินก็ขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึก พร้อมส่งให้เพื่อนฝูงดูเป็นขวัญตา เปิดร้านตามกระแส ในวันที่สนทนากันนั้น เหล่าเพื่อนพ้องของคุณสุรชัยยังมาไม่ครบ มีแต่คุณสุรชัยกับหุ้นส่วนอีกคน “คุณสิทธิชัย ตระสินชัย”
ความใฝ่ฝันอย่างหนึ่งของคนรุ่นใหม่คือ การมีธุรกิจเป็นของตัวเอง บางคนครอบครัวไม่ได้มีปัจจัยอะไรสนับสนุนก็เลือกเป็นมนุษย์เงินเดือนไปก่อน พอมีประสบการณ์ มีเงินสะสมเพียงพอถึงค่อยลาออกมาทำกิจการของตัวเองตามความชอบความถนัด ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่ไปได้ดี เพราะผู้ประกอบการเหล่านี้มีความมุ่งมั่นตั้งใจจริง และส่วนใหญ่จะศึกษาความเป็นไปได้ทางการตลาดมาแล้ว ใช้งบลงทุน 6-7 ล้านบาท คุณต่อศักดิ์ ชาติวัยงาม อายุ 33 ปี จบคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันร่วมกับเพื่อน คุณสรวุธ จักรวุธ ทำไร่แก่นตะวันที่อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี ในเนื้อที่ 24 ไร่ พร้อมต่อยอดด้วยการทำแก่นตะวันอัดเม็ดขาย ยี่ห้อซีอิน (SEIN) เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปได้ไม่นาน ปรากฏว่ามีเสียงตอบรับค่อนข้างดี คุณต่อศักดิ์ เล่าว่า ก่อนหน้ามาทำไร่แก่นตะวัน เคยเป็นโบรกเกอร์อยู่ตลาดหลักทรัพย์ แต่รู้สึกว่าเป็นงานไม่มั่นคงเลยลาออก เพื่อหาอะไรที่เป็นของตัวเองทำ พอดีได้รู้จักสมุนไพรแก่นตะวัน เนื่องจากไปเที่ยวขอนแก่นแล้วรู้จักกับอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เห็นไร่ปลูกแก่นตะวันแล้วรู้สึกสนใจ เพราะมีประโยชน์ต่อสุขภาพ อีกอย่าง
เรียบร้อยไปแล้วสำหรับการประกาศผลและพิธีมอบรางวัลนวัตกรรม เนื่องใน “วันนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๕๙” เพื่อเชิดชูเกียรติแก่นวัตกรไทยที่สามารถพัฒนานวัตกรรมจนประสบความสำเร็จ ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ร่วมกับมูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ในปีนี้แบ่งรางวัลออกเป็น 7 ประเภท ได้แก่ รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ รางวัลการออกแบบเชิงนวัตกรรม รางวัล Inspirational Innovator รางวัล Startup of the year รางวัล Total Innovation Management รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย และรางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทย โดยผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในแต่ละประเภท ดังนี้ รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ ผลงานนวัตกรรม ไข่ออกแบบได้ บริษัท คลีน กรีนเทค จำกัด ด้านสังคม ได้แก่ ผลงานนวัตกรรม การพัฒนาโพรไบโอติกแลกโตแบซิลลัสพาราเคซิอิเอสดีหนึ่งเพื่อใช้ป้องกันฟันผุ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รางวัลการออกแบบเชิงนวัตกรรม สาขา Food Design ได้แก่ แป้งเบเกอรี่สำเร็จรูปปราศจากกลูเต็น บริษั
คุณบุรินทร์ เกล็ดมณี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เรดดี้แพลนเน็ต จำกัด กล่าวว่า ในขั้นตอน และกระบวนการของการทำการตลาดออนไลน์ ส่วนใหญ่ผู้ประกอบมักมุ่งเป้าไปที่การวัดผลความสำเร็จของธุรกิจผ่านยอดขายหรือผลกำไรเป็นหลัก ไม่ว่าจะวัดผลจากการที่ลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้าที่หน้าร้าน คลิกซื้อสินค้าบนหน้าเว็บไซต์ หรือโทรเข้ามาสอบถาม และพนักงานปิดการขาย ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการวัดผลความสำเร็จในมุมทางการเงินทั้งสิ้น ซึ่งแท้จริงแล้วยังมีการวัดผลธุรกิจออนไลน์อีก 3 แง่มุม ที่หลายธุรกิจอาจมองข้ามไป แต่ล้วนมีผลต่อการทำธุรกิจออนไลน์อย่างยั่งยืน เรดดี้แพลนเน็ตในฐานะผู้นำการตลาดดิจิทัลแบบเน้นผลลัพธ์ที่ทำธุรกิจในประเทศไทยมานานกว่า 16 ปี ขอแนะนำผู้ประกอบการเสริมการวัดผลธุรกิจออนไลน์ด้วย 1. แง่มุมด้านลูกค้า (The Customer Perspective)ผู้ประกอบการ สามารถวัดความสนใจของลูกค้าเป้าหมายต่อสินค้าหรือบริการ ได้จากจำนวนคลิกที่ลูกค้า คลิก เข้ามายังโฆษณาของธุรกิจ เช่น ผู้ประกอบการทำโฆษณาแบบดิสเพลย์แบนเนอร์ กลุ่มเป้าหมายที่เห็นแบนเนอร์มีจำนวนทั้งสิ้น 10,000 คน มีคนเห็นทั้งหมด 5,000 คน เท่ากับ 50% ของกลุ่มเป้าหมาย มีคน
กุ้งก้ามกราม นับเป็นสัตว์เศรษฐกิจสร้างอาชีพที่ดีอีกชนิดหนึ่ง ด้วยรสชาติอร่อย และราคาดีสม่ำเสมอ คุณศุภวัฑฒ์ โกมลมาลย์ ผู้อำนวยการกองโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กรมประมง เผยว่า การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม สามารถทำได้ทั้งอาชีพหลักและอาชีพเสริม หากใครต้องการทำเป็นอาชีพ แต่ไม่เคยทำมาก่อนเลย แนะนำให้ทดลองเลี้ยงในปริมาณน้อยๆไปก่อน แต่เหนือสิ่งอื่นใด ก่อนที่จะทดลองเลี้ยง ควรหาตลาดไว้ก่อน ว่าถ้าเลี้ยงแล้วจะไปขายใคร ขายที่ไหน ขายอย่างไร เช่นส่งแม่ค้าในตลาด มีแผงค้าเอง หรือจะเจาะกลุ่มลูกค้าแบบใด และสำหรับผู้ที่ ต้องการทดลองเลี้ยง แนะนำในพื้นที่เล็กๆ ก่อน สักประมาณ ครึ่งไร่ หรือ 200 ตารางวา ด้วยลูกพันธุ์จำนวน 2-3 หมื่นตัว เลี้ยงไป 8-10 เดือน ก็จับขายได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ ใช้เงินลงทุนราว 3-5 หมื่นบาท โดยจะมีรายได้ อยู่ที่ราว 200000 บาท (คิดจากราคาขายต่อกิโลกรัมประมาณ 200 บาท) ใครที่สนใจการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม สามารถปรึกษาหาข้อมูลได้ที่ ศูนย์วิจัยประมงน้ำจืดทุกจังหวัด หรือที่กรมประมง บางเขน กรุงเทพฯ รายละเอียดสำหรับ การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม จากเอกสารกรมประมง กุ้งชนิดนี้ มีชื่อท้องถิ่นซึ่งเป็นที่รู้จ
เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ฯ ลาดพร้าว ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ แถลงว่า มูลนิธิข้าวไทยฯ และ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. ร่วมกันจัดประกวด “รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย” มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2550 สำหรับการประกวดรางวัลนวัตกรรมข้าวไทยในปีนี้ แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ระดับอุตสาหกรรม และระดับวิสาหกิจชุมชน อาศัยเกณฑ์การพิจารณา 4 ด้าน ได้แก่ ความเป็นนวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่มแก่ข้าวไทย มีศักยภาพในการพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ และผลประโยชน์ที่ได้รับทางสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม โดยผู้ที่ได้รับรางวัลที่ 1 จะได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเงินรางวัล 80,000 บาท รางวัลที่ 2 เงินรางวัล 40,000 บาท รางวัลที่ 3 เงินรางวัล 20,000 บาท และรางวัลชมเชย เงินรางวัล 10,000 บาท (2 รางวัล) รวมมูลค่ากว่า 300,000 บาท” ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล(ที่3จากขวา) ถ่ายภาพร่วมกับบรรดาเจ้าของผลงานที่ได้รับรางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ผลการประกวดรางวัลนวัตกรรมข้าวไทยปีนี้ ผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับอุตสาหกรรม ได้แก่ โครงการ
เป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองของวงการโอท็อปอีกครั้ง สำหรับโครงการ “ประชารัฐพัฒนา OTOP Potential Growth” อันเป็นความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) กับ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ และเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรของกรมการพัฒนาชุมชนที่ขับเคลื่อนงานในพื้นที่ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง คุณอภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดี พช. พร้อมด้วย รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ได้ร่วมลงนามความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงาน คุณอภิชาติ เกริ่นว่า ในส่วนของ พช. ซึ่งรับผิดชอบเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้ประกอบการโอท็อปใน 5 ด้าน คือ 1) การเข้าถึงปัจจัยการผลิต 2) การบริหารจัดการ 3) องค์ความรู้ 4) การตลาด และ 5) การประชาสัมพันธ์และการรับรู้ เพื่อให้โอท็อปเติบโตอย่างมีคุณภาพ เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมต่อไป แต่หากติดตามข่าวคราวจะเห็นว่ายังมีจุดอ่อนในหลายเรื่อง โดยเฉพาะในด้านการตลาด นำพัฒนากรอบรมเพิ่มกึ๋น ดังนั้น เพื่อให้มีการพัฒนาสินค้าโอท็อปอย่างต่อเนื่อง พช. จึงได้ร่วมมือทางวิชาการกับสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ โดย ศูนย์ให้คำปรึกษาและพั
สำหรับมนุษย์เงินเดือนแล้ว การทำงานที่รับแต่เงินเดือนอย่างเดียว อาจจะเสี่ยงเกินไปในการสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต ดังนั้น การหาอาชีพเสริมควบคู่ไปด้วยโดยไม่กระทบกับ หน้าที่การงานที่รับผิดชอบอยู่ จึงเป็นทางเลือกที่ดี เช่นเดียวกับ คุณซิน สุมนา แจวเจริญวงศ์ วัย 44 ปี ที่หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับบทบาทนักข่าวภาคสนาม ช่อง 3 ของเธอ ด้วยว่า เห็นจากหน้าจอทีวีบ่อยๆ นอกจากการทำงานในอาชีพนักข่าวแล้ว วันนี้ คุณซิน สวมบทบาท คุณแม่ ของน้องชะเอม วัย 2 ขวบ ซึ่ง ชื่อแบรนด์ปลาทูต้มหวานที่เธอทำอยู่ ก็มาจากชื่อลูกสาวตัวน้อยของเธอนั่นเอง คุณซิน เล่าว่า ปลาทูต้มหวาน เดิมทีเป็นธุรกิจของครอบครัว ตั้งแต่สมัยคุณย่า เมื่อสักราว 50 ปีมาแล้ว ด้วยพื้นเพเป็นชาว อ.หลังสวน จ.ชุมพร คุณย่าทำปลาทูต้มหวาน และนำไป หาบเร่ขายยังเมืองคอน (จ.นครศรีธรรมราช) สืบต่อจากคุณย่า ก็เป็นคุณป้า ที่ปัจจุบันยังยึดอาชีพนี้ โดย มีญาติที่เป็นคุณอา มีเรือประมง ออกหาปลาทู ได้ปลาทูคุณภาพ สามารถคัดตัวสวยๆ มาทำได้เอง สำหรับปลาทูต้มหวาน สูตรคุณย่านี้ ต้องเคี่ยวถึง 7 วัน 7 คืน จนก้างนิ่ม กินได้ทั้งตัว โดยก่อนนำไปเคี่ยว ก็ใช้ไม้ไผ่ หรือชานอ้อย วางปูพื้น เอา
พูดถึงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เชื่อว่าเราๆ ท่านๆ คงจะทราบกันดีอยู่แล้ว แต่อาจจะมีผู้คนบางส่วนยังไม่เข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง ในเว็บไซต์ www.chaipat.or.th ของมูลนิธิชัยพัฒนา อธิบายไว้ว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานพระราชดำริชี้แนะแนวทาง การดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 25 ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ “เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในภายนอก” ปลูกพืชแซมในสวนยาง เกษตรกรรายหนึ่ง
หมอนรองกระดูกทับเส้น เป็นที่มาของอาชีพนวด ขณะกำลังก้มหน้าก้มตาทำสวน ป้าปุ้ม หรือ คุณอาภา ปรีชากูลย์ หารู้ไม่ว่า งูพิษกำลังมุ่งตรงเข้ามาทำร้าย และจังหวะที่ป้าปุ้มเหลือบเห็นงูตัวนั้น อารามตกใจจึงผลุนผลันลุกขึ้น ทำให้เซล้มลง และนั่นจึงเป็นสาเหตุให้ป้าปุ้ม แม่ค้าขายส้มตำ ต้องเข้ารับการรักษาตัว แต่ทว่าไม่ใช่เพราะถูกพิษงู แต่เพราะอาการหมอนรองกระดูกทับเส้น หลังจากเข้ารับการผ่าตัด อาการก็ยังไม่ดีขึ้นนัก และระหว่างอยู่ในช่วงหัดเดิน ป้าปุ้มมองหาทางเลือกเสริมในการสร้างสุขภาพตนเองให้กลับมาแข็งแรง โดยผันตัวเองสู่การเป็นนักเรียนแพทย์แผนไทย โดยศึกษาเรียนรู้หลากหลายหลักสูตร กับกระทรวงสาธารณสุข และยังได้เรียนรู้การนวดแบบแก้อาการ จัดกระดูก กับหมอชาวจีน รวมถึงหลักสูตรนวดแบบผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง “ก่อนหน้านี้ ป้าเปิดร้านขายส้มตำ พอมาประสบอุบัติเหตุก็ทำให้อาชีพนั้นสะดุดไปด้วย เพราะมุ่งรักษาตัว จนกระทั่งไปผ่าตัด และก็มาคิดว่าจะทำอย่างไรให้อาการดีขึ้น จึงไปเรียนนวดแผนไทย และเมื่อเราได้รับการดูแลโดยการนวดด้วย อาการก็ดีขึ้น จึงเริ่มศึกษาเพิ่มเติม เห็นว่าเป็นหนทางที่ดีแล้ว กระทั่งไปเรียนนวดแก
