SMEs เกษตร
อดีตช่างทองฝีมือดีที่แต่ละวันทำงานยู่กับของสวยๆ งามๆ เน้นใช้ทักษะด้านฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ มาวันนี้เลือกที่จะทิ้งชีวิตทำงานในห้องแอร์มาสวมบทบาทเกษตรกรทำงานท่ามกลางอุณหภูมิธรรมชาติ เพราะมีความคิดว่าเป็นอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนที่สุด แต่ก็ยังรักสบาย เลือกปลูกแตงกวาญี่ปุ่นไร้ดิน ปลูกในโรงเรือน แถมยังใช้ระบบรดน้ำอัตโนมัติ มีรายได้ทุกวัน วันละกว่า 3,000 บาท คุณ“ศิริ คำอ้าย” ชายหนุ่มอัธยาศัยดี วัย 50 ปี อดีตเคยเป็นช่างทองนานกว่า 20 ปี แต่แล้วเมื่อสุขภาพเริ่มไม่เอื้ออำนวย เลือกที่จะหาความมั่นคงให้ชีวิต ด้วยการลาออกมาเป็นเกษตรกร เพราะคิดว่าเป็นอาชีพที่ยั่งยืนที่สุดแล้ว “ผมเป็นช่างทองนานกว่า 20 ปี หลังๆ อายุเยอะขึ้น สายตาเริ่มไม่ดี กลัวว่าจะถูกไล่ออกตอนแก่ เลยชิงลาออกก่อน ตอนอายุ 45 ปี เลือกไปเป็นเกษตรกร คิดว่าเป็นอาชีพที่ยั่งยืนที่สุด เพราะอย่างไรก็ตาม พืชผักเป็นอาหารที่มนุษย์ทุกคนต้องกิน ฉะนั้นผลผลิตยังไงก็ขายได้” นับเป็นการพลิกบทบาทจากชีวิตที่สบาย ทำงานในห้องแอร์ ต้องมาเป็นเกษตรกรทำงานท่ามกลางอุณหภูมิธรรมชาติ คุณศิริ บอกว่า เลือกปลูกแตงกวาญี่ปุ่น เพราะเป็นพืชล้มล
“สับปะรดสี” ไม้ประดับหลากสี หลายคนน่าจะรู้จักกันดี ในอตีดเป็นไม้ที่ปลูกกันเฉพาะกลุ่ม แต่ปัจจุบันมีการเพาะขยายพันธุ์ จำหน่ายส่งขายให้กับร้านจำหน่ายต้นไม้และผ่านโลกออนไลน์ จัดเป็นไม้ประดับที่มีราคาแพง สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้ คือไม้ทั่วไป และไม้สะสม การเพาะขยายพันธุ์ สามารถทำได้ 2 วิธี คือ การตัดแยกหน่อ และการเพาะเมล็ด แต่ที่ได้รับความนิยม จะเป็นตัดแยกหน่อมาปลูก เนื่องจากจะได้ต้นไวกว่า ส่วนการเพาะเมล็ด ก็ทำได้แบบชิลล์ ๆ เพียงแค่เก็บเมล็ดจากดอกนำมาเพาะในกระบะที่มีวัสดุปลูกเป็นขุยมะพร้าว หรือ พีชมอสผสมทราย ซึ่งวิธีนี้ อาจจะได้สับปะรดสีพันธุ์ใหม่ขึ้นได้ สำหรับการดูแล จะให้น้ำวันเว้นวัน แต่หากเป็นช่วงฤดูฝนต้องหยุดให้น้ำ เนื่องจากปริมาณน้ำมากเกินไป อาจจะทำให้รากเน่าได้ ให้สังเกตจากกาบใบให้มีน้ำขังไว้ตลอดเวลาก็เพียงพอ วัสดุปลูกไม่ต้องเปียกตลอดเวลา ปุ๋ยใช้ปุ๋ยละลายช้า เดือนละ 1 ครั้ง โรยรอบๆต้น ตั้งไว้ในโรงเรือนที่พรางแสงประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ มีอากาศถ่ายเท ลมพัดผ่าน เท่านี้ต้นสับปะรดสีก็จะมีสีสันที่สวยงามตลอดเวลา ราคาจำหน่าย ไม้คอเล็กชั่น จำหน่ายตั้งแต่ 300-3,500 บาท ส่วนไม้ทั่วไป จำห
วันที่ 19 พ.ย.59 นายเสนอ หรือลุงเจอ ใจดี อายุ 60 ปี พร้อมภรรยาคู่ชีวิต นางยุพิน ใจดี วัย 56 ปี ชาว หมู่ 7 บ้านสร้างติ่ว ต.นาแก อ.นาแก จ.นครพนม คงเก็บเกี่ยวผลผลิตจากน้ำพักน้ำแรงของตนที่สร้างไว้ทั้งชีวิตอย่างมีความสุข แม้เศรษฐกิจโลกจะถดถอย แต่ถ้าขยันหมั่นเพียรปัญหาเรื่องปากท้องก็จะไม่เกิด สองผัวเมียคู่นี้พิสูจน์ให้ประจักษ์ในบรรทัดต่อไป ลุงเจอเกษตรกรรุ่นใหญ่ เจ้าของสวนส้มเขียวหวานอยู่ในพื้นที่บ้านโคกสะอาด หมู่ 2 ต.นาแก เล่าเท้าความหลังก่อนจะประสบผลสำเร็จกับสวนส้มแห่งนี้ว่า ต้องออกจากบ้านเกิดตั้งแต่อายุ 14 ปี( พ.ศ.2514) ดิ้นรนหางานทำถึงจังหวัดจันทบุรี เป็นลูกจ้างอยู่ในสวนทุเรียน เงาะ แซมด้วยส้มเขียวหวานประปราย ได้ค่าแรงวันละ 13 บาท ทำทุกอย่างในสวนตามแต่เถ้าแก่สั่ง ถึงอายุ 19 ปี กลับมาแต่งงานกับนางยุพิน ก่อนจะพาครอบครัวไปทำงานในสวนด้วยกัน ช่วงที่ได้ผลผลิตจะขายได้วันหนึ่งไม่ต่ำกว่า 60 กก. กิโลละ 60 บาท แต่ละงวดจะขายได้ครั้งละ 1.4 ตัน(1,400 กก.) รวมสองงวดเป็น 2.8 ตัน(2,800 กก.)X 60 = 168,000 บาท/ปี (ไม่รวมที่ตอนกิ่งขายกิ่งละ 100 บาท ตกเดือนละ 35 ต้น) หักค่าปุ๋ย+ยาฆ่าแมลงออกครั้งละ 1 หมื่นบาท
การดำรงชีวิตในวัยหลังเกษียณ จำเป็นต้องมีการวางแผน มีการเตรียมพร้อมล่วงหน้า เพราะรู้ดีว่าวันนั้นคงมาถึง แต่มีหลายคนยังคงวางเฉยเพราะรู้ดีว่าอาจมีลูกหลานดูแล จึงมุ่งดำเนินชีวิตเพื่อจะใช้เวลาที่เหลือสำหรับพักผ่อน เพราะลูกหลานไม่ต้องการให้ทำงานอีกต่อไป สำหรับคนที่วางแผนชีวิตหลังเกษียณไว้อย่างรอบคอบ ย่อมทำให้ชีวิตไม่สะดุด ไม่เป็นภาระแก่ลูกหลาน คนเหล่านี้จึงเตรียมตัวกันตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการถามตัวเองตลอดเวลาว่า ชอบอะไร ต่อไปในอนาคตจะทำอะไร สำหรับ คุณฐิตินันท์ หะมาน ลูกย่าโมที่เพิ่งหยุดอาชีพแม่พิมพ์อย่างถาวรเมื่อปี 2557 จึงเลือกที่จะปลูกพืชผักแล้วทำสวนครัวอยู่กับบ้านสำหรับรับประทานเองอย่างปลอดภัยในบั้นปลายชีวิต คุณฐิตินันท์ เป็นอดีตครูโรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ จังหวัดนครราชสีมา จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากวิทยาลัยครูนครราชสีมา ก่อนจะสอบบรรจุครูครั้งแรกที่อำเภอพิมาย ต่อมาย้ายไปเป็นครู 1-2 แห่ง จนกระทั่งมาสอนประจำที่โรงเรียนวัดสว่างอารมณ์เป็นแห่งสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการ “ครูปุ๊” เป็นชื่อเล่นของคุณฐิตินันท์ที่คุ้นเคยกันในกลุ่มครูและหมู่นักเรียน โดยมีอายุราชการในฐานะครูมาตลาด 38 ปี ทั้งเป็นช่วงเวลาท
จากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันผู้คนหลากหลายสาขาอาชีพ หันมาช่องทางการทำอาชีพเสริม เพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัว โดยเฉพาะการทำการเกษตรแบบผสมผสานตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งสามารถสร้างความมั่นคงและความสุขให้กับครอบครัวได้อย่างยั่งยืนจริง อย่างนายกนกพล สายกี้เส้ง อายุ 54 ปี หรือช่างบน เจ้าของอู่ช่างซ่อมรถยนต์ ชาว ต.สำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา หันมาทำการเกษตรแบบผสมผสานตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อเป็นอาชีพเสริมนอกเหนือจากอาชีพหลักคือการซ่อมรถยนต์ มีรายได้เพิ่มขึ้นจากสวนเกษตรผสมผสานเดือนละไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นบาทและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากพืชผลทางการเกษตรที่แตกหน่อออกผลและการเลี้ยงสัตว์หลากหลายชนิด เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนต่อเนื่องทุกวันตลอดทั้งปี นายกนกพลกล่าวว่า เริ่มทำการเกษตรแบบผสมผสานย่างเข้าสู่ปีที่ 5 ได้แบ่งที่ดิน 5 ไร่ ตามหลักปรัชญาเกษตรพอเพียงของในหลวง ร.9 ขุดบ่อเลี้ยงปลาขนาด กว้าง 36×70 เมตร เลี้ยงปลาดุก ปลานิล ปลาทับทิม ปลาอีสก และใช้เป็นแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงพืชผักในช่วงหน้าแล้ง บ่อเลี้ยงกบ 3 บ่อ จำนวนกบที่เลี้ยง 3,000 ตัว คอกเลี้ยงห
ทางเดินชีวิต…สู่แนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คุณจำเนียร กาญจนพรหม 107/1 หมู่ที่ 12 บ้านหนำควาย ตำบลนาท่ามเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดตรัง 92190 เดิมคุณจำเนียร เติบโตในครอบครัวเกษตรกรที่ทำสวนยางพารา ปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงโค กระบือ สุกร เป็ด และไก่ เมื่อจบการศึกษาในมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้สืบทอดอาชีพของครอบครัวมาโดยตลอด ต่อมาได้สมรสกับ คุณวิรัตน์ กาญจนพรหม ซึ่งเป็นอาจารย์สอนที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีตรัง จังหวัดตรัง จึงทำหน้าที่แม่บ้าน ทำสวนยางพารา และเลี้ยงสัตว์เป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัว โดยมีเป้าหมายหลักคือให้ครอบครัวอยู่อย่างเป็นสุข การทำอาชีพเสริมของครอบครัว เพื่อมุ่งเน้นให้บุคคลในครอบครัวมีกิจกรรมทำร่วมกัน คุณจำเนียรมีเป้าหมายคือ ต้องการให้บุตรของตนเองสืบทอดอาชีพเกษตรกรรมสืบไป โดยดำเนินชีวิตตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้ปรับพื้นที่สวนยางพาราเป็นพื้นที่การเกษตรแบบครัวเรือน โดยแบ่งออกเป็น 4 กิจกรรมหลัก ดังนี้ 1.การปลูกพืชผักสวนครัว เน้นผักพื้นบ้านปลอดสารพิษ และเพาะเห็ดฟาง 2.เลี้ยงสัตว์ เช่น เป็ด ไก่ สุกร และโค 3.ด้านประมง มีการเลี้ยงกบ เลี้
ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีพนักงานสถาบันการเงินในกรุงเทพฯ มาปลูกบ้านอยู่บ้านเลขที่ 16 หมู่ 12 ต.คุ้งพยอม อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และปลูกข้าวในบ่อคอนกรีตเพื่อเก็บไว้บริโภคภายในครัวเรือนลดรายจ่าย จึงรุดตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อไปถึงพบ นางปองกานต์ เนตรน้อย อายุ 46 ปี พร้อมกับ นายธนยศ เนตรน้อย อายุ 47 ปีสามี กำลังช่วยกันเติมน้ำและเก็บต้นวัชพืชในบ่อคอนกรีตทรงกลม ที่ภายในปลูกข้าวจนต้นสูงชูช่อออกรวงสีทองสวยงาม นางปองกานต์ เปิดเผยว่า พื้นฐานดั้งเดิมของครอบครัวเป็นชาวนาที่ปลูกข้าวไว้กินและขายให้กับโรงสี แต่ด้วยทางบ้านต้องการให้มีการศึกษาที่ดี ไม่ต้องมาก้มหน้าทำนาด้วยความยากลำบาก จึงส่งตนเข้าไปเรียนที่กรุงเทพฯตั้งแต่อายุ 3 ขวบ จนกระทั่งเติบโตและมีหน้าที่การงานที่ดีเป็นพนักงานในสถาบันการเงินแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แต่การใช้ชีวิตในสังคมเมืองที่มีความเร่งรีบ ภาวะความกดดันสูง รวมถึงการบริโภคอาหารที่มีแต่สารพิษ ทำให้ตนและคนในครอบครัวหันกลับมามองชีวิตว่าต้องการอะไร จนค้นพบว่าการมีชีวิตที่เรียบง่ายไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกมากนั่นคือคำตอบ จากนั้นจึงกลับมาปลูกบ้านพักบนเนื้อที่กว่า 3 ไร่ แล้วทำการเกษตรแบ
เกียรติศักดิ์ คำวงษา หรือ เฟลม หนุ่มอนาคตไกล วัยเพียง 21 ปี สามารถพลิกชีวิตจากติดลบ ครอบครัวมีหนี้สิน 50 ล้านบาท ในห้วงเวลาไม่กี่ปี ทะยานสู่การเป็นเจ้าของกิจการที่มีมูลค่าหลายสิบล้านบาท ในขณะที่ยังเป็นนักศึกษา อะไรคือปัจจัยและเป็นแรงขับเคลื่อนให้เด็กหนุ่มก้าวขึ้นมาเป็นนักธุรกิจ Gen Z ที่น่าจับตามองได้ขนาดนี้ เฟลม เผยว่า เกิดในครอบครัวแม่รับราชการ พ่อรับเหมาก่อสร้าง แต่แล้วคุณพ่อเสียชีวิต ครอบครัวมีหนี้สิน 50 ล้านบาท ต้องดิ้นรนด้วยตัวเองในขณะที่เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตอนนั้นรู้ซึ้งถึงคำว่าอัตคัดและขาดแคลนมาก มื้อเย็นแต่ละวันได้กินไข่ต้มเพียง 1 ฟอง “ผมลาออกจากโรงเรียนสายสามัญชั้นมัธยมปลาย มาเรียนสายอาชีวะ เลือกเรียนเขียนแบบ เพื่อจะได้ช่วยแม่คุมงานก่อสร้าง ช่วยแม่ตลอด 3 ปีเต็มๆ ช่วยกันใช้หนี้หมด 50 ล้านบาท” หลังจบปวส. เฟลม เรียนต่อคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ (BUSEM) มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ช่วงปี 2 เขาเกิดไอเดีย ทำไร่กาแฟชะมด จากที่ดินมรดก นับเป็นผลิตผลจากฟาร์มเลี้ยงชะมดแบบเปิดแห่งแรกและแห่งเดียวในไทย “ครอบครัวมีที่ดิน 400 ไร่ บนเนินเขา จ.นครพนม ใช้ปลูกกาแฟมาหลายสิบปี เป็นไ
กระแสคนรุ่นใหม่หันมาสนใจเกษตรกันเพิ่มมากขึ้น หลายคนหันกลับไปสานต่อพื้นที่ เกษตรของครอบครัว ต่อยอดให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น เกิดการทำเกษตรแบบผสมผสาน แปรรูปและหาวิธีที่ จะช่วยลดต้นทุนในการผลิต และเห็นความสำคัญในเรื่องของสุขภาพทั้งเกษตรกรผู้ทำเองและผู้บริโภคด้วย จะเห็นไอเดียการทำสวนผักกลางกรุง การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ สวนผักดาดฟ้า สวนผักบนคอนโดฯต่างๆ หรืออีกหลากหลายไอเดียของเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่มีความต้องการใช้พื้นที่ที่มี อย่างสร้างสรรค์และคุ้มค่า รู้จักเกษตร ตั้งแต่จำความได้ ทำเกษตรอินทรีย์ หัวใจหลัก “ครบวงจร” คุณศศิธร จุ้ยนาม วัย 38 ปี เจ้าของฟาร์มลุงเครา รุ่นที่ 2 เล่าในฟังว่า “รู้จัก อาชีพเกษตรกรรม มาตั้งแต่จำความได้ คลุกคลีกับสภาพแวดล้อมการทำเกษตรมาตลอด เนื่องจาก ครอบครัวยึดอาชีพเกษตรกรรม เริ่มทำเกษตรกันตั้งแต่ประมาณปี 2520 ซึ่งตอนนั้นพื้นที่ตรงนี้ยังเป็น ป่าอยู่เลย บนพื้นที่ 25 ไร่ของฟาร์มลุงเครา ผ่านการพัฒนาและปลูกพืชผล ทางการเกษตรที่หลาก หลาย เป็นการปลูกพืชหมุนเวียน และพืชกระแสที่สามารถปลูกเพื่อสร้างรายได้ เลี้ยงครอบครัวได้ ตั้งแต่เด็กจำความได้ ช่วยพ่อแม่ทำการเกษตรมาตลอด จนตอนนี้เรียนจบปร
มะพร้าวเป็นพืชยืนต้นที่มีอายุนานนับร้อยปี หรือเป็นพืชบรรพบุรุษที่เป็นมรดกทั้งต้นมะพร้าวและพื้นที่ที่ส่งต่อรุ่นลูก รุ่นหลาน นอกจากนั้นมะพร้าวยังได้รับการขนานนามว่า เป็นพืชแห่งชีวิต (Tree for life) เป็นพืชสารพัดประโยชน์จากทุกส่วนของต้น เป็นที่มาของปัจจัยสี่ ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัย มาตั้งแต่โบราณกาล ประโยชน์ของมะพร้าวจากส่วนต่างๆ มีดังนี้ 1. รากมะพร้าว ลักษณะเป็นเส้นยาว เหนียว ใช้สานเป็นตะกร้าและสิ่งประดิษฐ์ทั่วไป 2. ลำต้น ต้นที่มีอายุมากกว่า 60 ปี จะโค่นนำมาใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ เก้าอี้ พาน จาน ช้อน ทัพพี ใบมะพร้าว นำมาจักสานทำกระเช้า ชะลอม ห่อขนม ก้านใบหรือทางมะพร้าว นำมาใช้ทำไม้กวาด กระจาด ยอดอ่อนหรือหัวใจมะพร้าว นำมาทำเป็นอาหาร ช่อดอกหรือจั่นมะพร้าว เป็นที่หมายปองของผึ้งและแมลงต่างๆ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารตลอดปีที่ดี ที่จะเป็นน้ำผึ้ง ทำให้มีการติดผลมะพร้าวเพิ่มขึ้น และน้ำตาลจากช่อดอกจะนำไปผลิตเป็นน้ำตาลสด น้ำตาลปึก น้ำตาลมะพร้าว เปลือกหรือกาบมะพร้าวสด ใช้เป็นวัสดุปลูกหรือแท่งปลูกกล้วยไม้ สำหรับกาบมะพร้าวแห้งมีความแข็งแรง คงทน ยืดหยุ่นมีสปริง นำมาใช้ทำเชือก พ
