SMEs เกษตร
สองผัวเมียเกษตรกรสงขลา ยึดเกษตรแบบผสมผสานตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรอินทรีย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ 1 ไร่รายได้เดือนละ 5-6 หมื่นบาท ใช้เวลาถึง 14 ปี คุ้มค่ากับการรอคอย ผลผลิตมีราคาสูงกว่าที่จำหน่ายตามท้องตลาดกว่า 1 เท่าตัว รายงานข่าวว่า นายคำนึง สร้อยสีมาก อายุ 48 ปี และนางยุพิน สร้อยสีมาก อายุ 48 ปี สามีภรรยาชาวบ้านในพื้นที่ หมู่ 2 บ้านดีหลวง ต.ดีหลวง อ.สทิงพระ จ.สงขลา หันมาประกอบอาชีพทำเกษตรแบบผสมผสานตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นเกษตรอินทรีย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ โดย “ใช้เนื้อที่เพียงแค่ 1 ไร่แต่สามารถมีรายได้ถึงเดือนละ 5-6 หมื่นบาท” โดยภายในแปลงเกษตรอินทรีย์ซึ่งมีเนื้อที่ 1 ไร่ ได้ถูกเนรมิตให้เป็นสวนผักที่มีพืชผักเกือบครบทุกชนิดที่นิยมบริโภคและตลาดต้องการ ทั้งผักกินใบและผักสวนครัว พืชสมุนไพร เช่น ผักคะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง มะเขือ ถั่วฝักยาว แตงกวา ผักขมแดง ผักขมเขียว โหระพา แมงลัก กระเพา ขิงข่า พริก มะนาว ดอกชมจันทร์ เรียกว่ามีครบจบภายในสวนเดียวและทุกอย่างเป็นผักปลอดสารพิษ ผ่านการรับรองจากกระทรวงเกษตรฯที่ส่งเจ้าหน้าที่ลงมาตรวจสอบทั้งดิน น้ำ และผล
หลายคนคงจะรู้จักหรือเคยได้ยินคำว่า “มูลไส้เดือน” แต่รู้หรือไม่ครับว่ากว่าจะมาเป็นไส้เดือนตัวเล็กและมูลไส้เดือนที่ว่างจำหน่ายนั้น เกษตรกรมีวิธีการเพาะเลี้ยงอย่างไร วันนี้จะพาไปหาคำตอบกันที่จังหวัดเพชรบุรีครับ ไส้เดือนดิน เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง 1 ตัวจะมี 2 เพศครับ มีลักษณะลำตัวเป็นข้อปล้อง พบได้ทั่วไปในดิน โดยจะหากินอยู่ตามผิวดิน ทำให้ดินโปร่งร่วนซุย ไม่แน่นทึบและแข็ง เกิดการถ่ายเทอากาศภายในดินดีขึ้น เพิ่มช่องว่างในดิน และช่วยในการอุ้มน้ำของดินอีกด้วยล่ะครับ คุณเดชาวัจน์ พันจันทร์โชติ เจ้าของฟาร์มไส้เดือน “ดีฟาร์ม”เผยว่า เมื่อก่อนทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ชีวิตในเมืองไม่ลงตัว ตัดสินใจกลับบ้านและมาศึกษาการเกษตร ทำให้มาสดุดกับคำว่ามูลไส้เดือน ซึ่งรู้สึกว่า ถ้าธรรมชาติสมดุล ชีวิตก็จะสมดุลมาก เป็นจุดเริ่มต้นให้หันมาเลี้ยงไส้เดือน ปัจจุบันการเพาะเลี้ยงไส้เดือนดิน มีวัตถุประสงค์หลายแบบครับ แต่สำหรับที่ ดีฟาร์มแห่งนี้จะเน้นเพาะเลี้ยงเพื่อผลิตมูลไส้เดือนจำหน่ายเป็นหลักครับ สำหรับอุปกรณ์จะใช้กะละมังสีดำ เพราะราคาถูกและใช้พื้นที่ในการเลี้ยงน้อย โดยวัตถุดิบในการเลี้ยง คือ มูลวัวแห้ง แช่น้ำ 1-2 คืน
ในเขต 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงราย พะเยา ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ ตาก แพร่ และน่าน เป็นแหล่งผลิตลำไยที่สำคัญของประเทศ มีเกษตรกรผู้ปลูก 156,596 ราย พื้นที่ปลูก 854,371 ไร่ ลำไยที่ให้ผล 831,866 ไร่ ปริมาณผลผลิต 673,850 ตัน และตลาดมีความต้องการ 367,337 ตัน ดังนั้น จึงเกิดปัญหาราคาตกต่ำ เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน และภาครัฐต้องให้การช่วยเหลือทุกปี ตั้งแต่ ปี 2547-2557 ทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการส่งออก โดยลำไยในฤดู มีปัญหาด้านการตลาด เพราะผลผลิตออกพร้อมกัน ล้นตลาด ราคาตกต่ำ และในส่วนของลำไยนอกฤดูนั้น มีปัญหาด้านการผลิต เนื่องจากการบังคับให้ลำไยออกดอก ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แนวทางการแก้ไขที่ยั่งยืนจำเป็นต้องมีการบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตเข้ามาดำเนินการ เพื่อทำให้เกษตรกรชาวสวนลำไยได้รับผลตอบแทนที่ดียิ่งขึ้น เทคโนโลยีการบริหารต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตลำไย ว่าที่ร้อยตรี ดร. สมสวย ปัญญาสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่กล่าวว่า การทำให้เกษตรกรชาวสวนลำไย ได้รับผลตอบแทนที่ดียิ่งขึ้นนั้น จำเป็นต้องปรับเปลี่ย
