SMEs เกษตร
อดีตสาวโรงงาน ปลูกผักชีฝรั่งกิโลกรัมละ 50 รายได้งาม วันนี้ 23 พ.ย. 60 ผู้สื่อข่าวประจำ จ.ปราจีนบุรี รายงานว่า ช่วงต้นฤดูหนาวนี้ได้รับแจ้ง มีเกษตรกรปลูกผักสวนครัว สร้างรายได้ดี โดยเฉพาะผักชีฝรั่ง มีผู้ปลูกทำเงินสร้างรายได้มากกว่าแสนบาท จึงลงพื้นที่พบนางศิริพร คล้ายเจริญ อายุ 44 ปี เลขที่ 46 หมู่ 6 ต.วังดาล อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี อดีตสาวโรงงาน ที่ผันชีวิตสาวโรงงานหันมาทำเกษตรกรรมแบบอินทรีย์แบบผสมผสาน สร้างรายได้แก่ครอบครัวอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน ใช้แรงงานในบ้านกับสามี ไม่ได้ว่าจ้างใคร ผลตอบรับได้ผลเกินคาด จากการทดลองปลูกผักชีฝรั่งในที่ดินว่างเปล่า 1 ไร่เศษ ครั้งแรกขายได้กิโลกรัมละ 50 บาท รับเงินสดมาแล้วเป็นแสนบาท นางศิริพร หรือ (เอ๋) กล่าวว่า “การปลูกผักชีฝรั่ง หรือที่เราเรียกกันอีกอย่าง ผักชีใบเลื่อย ไม่ยุ่งยากนัก ซื้อเมล็ดพันธ์ุมา กก.ละ 1,500 บาท ใช้ปลูกในอัตรา 10 กก./ไร่ ผักชีฝรั่งจะเริ่มถอนได้ต่อเมื่อมีอายุ 3 เดือนพอดี วิธีการเก็บผักชีฝรั่ง จะใช้มือถอนเอานั่งถอน ซึ่งจะเลือกถอนเฉพาะต้นที่โตสมบูรณ์เต็มที่ โดยให้สังเกตดูว่าต้นจะยาวพอประมาณครึ่งศอก หรือ 25 เซนติเมตร
คุณจำนงค์ บุญเลิศ ปราชญ์ปลานิลแห่งบ้านป่ากว๋าว อ.พาน จ.เชียงราย จบเพียง ป.4 แต่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการเพาะพันธุ์ปลานิล คิดค้นเทคนิค และอุปกรณ์ในการเลี้ยงปลานิลได้อย่างน่าทึ่ง ทำให้ได้รับการยกย่องให้เป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ และรางวัลเกียรติยศอีกมากมาย “เริ่มทำฟาร์มเพาะเลี้ยงปลานิลมาตั้งแต่ปี 2522 โดยเริ่มต้นจากการทำบ่อเลี้ยงปลานิลขนาดเล็ก ไปพร้อมกับการเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้รู้ในท้องถิ่น อ่านจากในตำรา ลองผิดลองถูกมาหลายครั้งจนเกิดเป็นองค์ความรู้ สามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนาน นำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและขยายรูปแบบการเพาะเลี้ยงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” ตามปกติแล้วรูปร่างลักษณะภายนอกของปลานิลตัวผู้และตัวเมียจะมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก แต่จะสังเกตได้โดยการดูอวัยวะเพศที่บริเวณใกล้กับช่องทวาร ตัวผู้จะมีอวัยวะเพศลักษณะเรียวยื่นออกมา ส่วนตัวเมียจะมีลักษณะเป็นรูค่อนข้างใหญ่และกลม ขนาดของปลาที่ดูลักษณะเพศได้ชัดเจนนั้น ต้องมีขนาดยาวตั้งแต่ 10 เซนติเมตรขึ้นไป ในกรณีที่ปลามีขนาดโตเต็มที่แล้วนั้น อาจจะสังเกตเพศได้ด้วยการดูสีที่ลำตัว เพราะปลาตัวผู้จะมีสีเข้มตรงบริเวณใต้คางแ
กล้วยหอมคาเวนดิช หรือ กล้วยหอมเขียวคาเวนดิช นับเป็นพืชเศรษฐกิจมีการส่งออกมากที่สุดถึง 95 เปอร์เซ็นต์ในตลาดโลก ในการประชุมกล้วยนานาชาติ ของสมาคมวิทยาศาสตร์พืชสวนนานาชาติ (ISHS) พบว่า ประเทศที่ส่งออกกล้วยหอมคาเวนดิชมากที่สุดคือ เอกวาดอร์ รองลงมาคือ ฟิลิปปินส์ และส่วนใหญ่จะเป็นประเทศในอเมริกาใต้ เช่น คอสตาริก้า กัวเตมาลา โคลัมเบีย โดยบริษัทที่มีบทบาทในการพัฒนาเทคนิคการผลิตและพัฒนาพันธุ์มายาวนานนับร้อยปีคือ บริษัทโดล (Dole) ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันที่ตีคู่กันมากับเดมอนเต้แห่งประเทศฝรั่งเศส สำหรับประเทศไทยมีการปลูกและส่งออกน้อยกว่ากล้วยหอมทอง เนื่องจากคนไทยไม่นิยมบริโภคจึงส่งผลให้มีการปลูกน้อยตามไปด้วย แต่ทว่าในตลาดโลกมีการส่งออกมากจึงถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของโลกเลยก็ว่าได้ เพราะกล้วยหอมเขียวคาเวนดิชมีลักษณะเด่นที่ เปลือกหนา การขนส่งทำได้ง่ายไม่บอบช้ำ อีกทั้งรสชาติยังหวานน้อยถูกปากผู้บริโภคทั่วโลกโดยเฉพาะคนที่รักสุขภาพ ปัจจุบันมีการผลักดันของกลุ่มผู้ปลูกกล้วยหอมเขียวคาเวนดิชหลากหลายพื้นที่ โดยมีหน่วยงานราชการและเอกชน เช่น มหาวิทยาลัยแม่โจ้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด ในเค
หากผ่านไปผ่านมาถนนทางหลวง 340 เส้นสุพรรณบุรี-ชัยนาท ในช่วงของอำเภอสามชุกตลอดสองข้างทางในระยะประมาณ 4-5 กิโลเมตร จะเห็นร้านจำหน่ายพวงมาลัยเรียงลายอยู่ตามแนวถนน เป็นการประกอบอาชีพที่ทำกันมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษกันเลยทีเดียว ซึ่งการร้อยพวงมาลัยโดยส่วนใหญ่จะต้องใช้ดอกไม้สด เช่น มะลิ ดาวเรือง กุหลาบ ดอกรัก เพื่อมาประกอบเข้าด้วยกัน ก็จะได้พวงมาลัยน้อยๆ แสนสวยกราบไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดอกมะลิ จึงถือว่าเป็นส่วนประกอบหลักที่ขาดเสียไม่ได้ในการนำมาร้อยมาลัย จึงเกิดเป็นงานสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกได้ไม่น้อย คุณพูลศักดิ์ คำหอม อยู่บ้านเลขที่ 422 หมู่ที่ 5 ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นอีกหนึ่งครอบครัวที่ได้ทำอาชีพร้อยพวงมาลัย เรียกง่ายๆ ว่า เป็นอาชีพที่เป็นรายได้หลักของครอบครัวเลยก็ว่าได้ โดยไม้ดอกที่นำมาร้อยเขาจะเน้นปลูกเองเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้ได้นำผลผลิตคือดอกมะลิมาใช้ ส่วนที่มากเกินก็ส่งจำหน่าย จึงเกิดเป็นรายได้มากขึ้นหลากหลายทางอีกด้วย เห็นดงมะลิบริเวณบ้าน มาตั้งแต่เด็ก คุณพูลศักดิ์ เล่าให้ฟังว่า ครอบครัวก็มีที่นาอยู่บ้างโดยสินค้าทางการเกษตรก็ไม่แน่นอน ต่อมาครอบคร
ได้ชื่อว่าเป็น “ราชินีไม้น้ำ” สำหรับ “ดอกบัว” เพราะนอกจากมีดอกที่สวยงามแล้ว “ดอกบัว” ยังเป็นพืชที่ชอบแดด เลี้ยงง่าย เหมาะกับสภาพภูมิอากาศประเทศไทย ปัจจุบันดอกบัวมีหลากหลายสายพันธุ์ หนึ่งในสายพันธุ์ที่สวยงามได้รับฉายา “คิง ออฟ สยาม” คือ “บัวฉลองขวัญ” คุณชัยพล ธรรมสุวรรณ นักเลี้ยงบัวชาวแปดริ้ว คือผู้ที่ผสมพันธุ์บัวสายพันธุ์นี้ขึ้นมาเมื่อปี 2541 ซึ่งบัวฉลองขวัญผ่านการประกวดและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในเวทีระดับโลกมาแล้ว สำหรับที่มาของบัวฉลองขวัญ เกิดจากการผสมพันธุ์ของบัวที่ชื่อว่า บัว Colorata และบัวลาภประเสริฐ ซึ่งบัวต้นแรกมีสีม่วง ส่วนบัวต้นที่สองมีสีเหลือง สุดท้ายก็ได้ออกมาเป็นบัวสีม่วงน้ำเงิน โดยมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษอันไพเราะ ว่า King of Siam บัวฉลองขวัญ เป็นบัวที่มีกลีบดอกสีม่วง ซ้อนกันหลายชั้น เป็นบัวที่มีดอกใหญ่ สามารถบานพร้อมกันหลายดอก ถ้าได้รับการดูแลที่ดี และเป็นบัวที่บานตอนกลางวัน และจุดเด่นของบัวฉลองขวัญ นอกจากดอกขนาดใหญ่มีความสวยงาม และยังเป็นบัวที่ เมื่อตัดดอก และนำมาจัดแจกัน สามารถอยู่ได้นาน 3-4 วัน ในพื้นที่ปกติ และถ้าอยู่ในห้องแอร์ หรือพื้นที
ในประเทศไทย เราจะคุ้นเคยกับอาหารเผ็ดร้อนตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ เพราะวัฒนธรรมการรับประทานอาหารรสจัดจ้าน ซึ่งหมายถึงในจานอาหารเหล่านั้นจะมีพริกเป็นเครื่องปรุง เพื่อรสชาติที่กลมกล่อมมากขึ้น จากสถิติแล้ว คนไทยจะบริโภคพริกประมาณ 1 กิโลกรัม ต่อคน ต่อปี คิดเป็นมูลค่าโดยรวมทั้งประเทศกว่า 30,000 ล้านบาท และมีการปลูกเพื่อส่งออกคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านบาท ต่อปี ด้วยเหตุนี้ พริกจึงเป็นพืชเศรษฐกิจของคนไทยที่สร้างรายได้ให้กับท้องถิ่นทั่วประเทศ เนื่องจากพริกสามารถปลูกได้ในทุกพื้นที่ของประเทศไทย นอกจากพริกจะเป็นเครื่องเทศยอดนิยมแล้ว พริกยังจัดว่าเป็นสมุนไพรชั้นยอดเช่นเดียวกัน สรรพคุณของพริก ช่วยกระตุ้นทำให้เจริญอาหาร ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ในทางเภสัชวิทยานั้น สารสกัดจากผลพริก ซึ่งก็คือสาร capsaicinoids เป็นสารที่ให้ความเผ็ดและกลิ่น โดยประกอบด้วยสารต่างๆ ที่เป็นองค์ประกอบ แต่จะพบสาร capsaicin เป็นหลัก คิดเป็นประมาณ 60% จากทั้งหมด โดยจะพบสารนี้มากบริเวณไส้กลางของเมล็ดพริก ซึ่งปริมาณของสารนี้ขึ้นอยู่กับอายุของพริก จากรายงานวิจัยพบว่า พริกที่อยู่ในระยะผลอ่อนจะมีปริมาณนี้น้อยกว่
ผู้เขียนมีโอกาสลงพื้นที่ ได้พบสามีภรรยาในพื้นที่ หมู่ที่ 14 ตำบลแม่นาเรือ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นคนขยันปลูกไม้ผลผสมผสานกันในพื้นที่ 4 ไร่ สร้างรายได้อย่างพอเพียงปีละกว่า 100,000 บาท โดยไม้ผลที่ปลูกคือ ลองกอง พันธุ์ตันหยงมัสแท้จากภาคใต้ ทุเรียน ทั้งก้านยาว หมอนทอง หลง-หลินลับแล คละเคล้ากันไปกว่า 20 ต้น เงาะโรงเรียน เงาะบาบาลู สาเก มะพร้าวน้ำหอม กระท้อน และสะตอ ที่ให้ผลผลิตสร้างรายได้ดีเกินคาด มีเท่าไหร่ไม่พอขาย ลุงบรรจง ทองคำ อายุ 60 ปี บ้านเลขที่ 224 หมู่ที่ 14 บ้านสันป่างิ้ว ตำบลแม่นาเรือ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา เล่าให้ฟังว่า เนื่องจากที่บ้านมีพื้นที่ว่างบริเวณด้านหลังบ้าน ไม่ได้ปลูกต้นไม้หรือพืชอื่น ต่อมาลูกเขยซึ่งเป็นคนมาเลเซีย ประกอบอาชีพอยู่ที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เห็นว่าหลังบ้านมีพื้นที่ว่างจึงได้ซื้อต้นพันธุ์ลองกอง โดยเป็นพันธุ์ตันหยงมัสแท้ นำมาให้ตนปลูก ขณะที่ตนและภรรยาก็อยากทดลองว่าไม้ผลจากทางภาคใต้จะสามารถนำมาปลูกในภาคเหนือได้หรือไม่ ลุงบรรจง-ป้าเป็ง ทองคำ เจ้าของสวน ขณะเดียวกันคนพื้นบ้านในพื้นที่ไม่เชื่อว่าจะปลูกได้ผลผลิต ดังนั้น ตนจึงตัดสินใจลองปลูกลองกอง
มะละกอพันธุ์แขกดำ ลักษณะเป็นทรงพุ่มเตี้ย แข็งแรง ความสูงประมาณ 2-4 เมตร ก้านใบสีเขียวอ่อน ลักษณะสั้นและแข็งแรง ก้านใบตั้งตรง ยาวประมาณ 60-80 เซนติเมตร ใบหนากว่าพันธุ์อื่นๆ มีเส้นใบ 9-11 แฉก มีการออกดอกติดผลเร็ว ผลมีขนาดปานกลาง ส่วนหัวและปลายผลมีขนาดเท่ากัน ผลยาวประมาณ 25-35 เซนติเมตร ผลในขณะที่ยังดิบเปลือกมีสีเขียวเข้ม เปลือกหนา เนื้อหนา ผลสุกมีสีแดงอมส้ม เนื้อสีแดงเข้ม น้ำหนักผลประมาณ 0.60-1.70 กิโลกรัม เหมาะสำหรับบริโภคสุกและดิบ ในครั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้มานำเสนอเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ ทำแล้วรวย แต่จะขอถ่ายทอดประสบการณ์ของเกษตรกรท่านหนึ่ง ที่ไม่ย่อท้อต่อราคาและกลไกของตลาดที่มีทั้งดีและไม่ดี ผิดหวังมาก็หลายครั้ง สุดท้าย มาลงตัวที่มะละกอแขกดำ สร้างรายได้แบบพออยู่พอกิน คุณกิตติวัฒน์ รังสีวิสิทธิ์ อยู่บ้านเลขที่ 113 หมู่ที่ 3 ตำบลประสาทสิทธิ์ อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เกษตรกรผู้ที่จะมาเล่าถึงประสบการณ์การทำเกษตรที่ไม่ได้สวยงามนัก คุณกิตติวัฒน์ รังสีวิสิทธิ์ “อยากให้เกษตรกรที่ได้อ่านเรื่องของลุงกิตติวัฒน์แล้วมีกำลังใจสู้ต่อไป เพราะลุงกิตติวัฒน์ก็เจ็บมาเยอะ กว่าจะตั้งตัวได้ ทำเกษตรอ
สวัสดี ท่านผู้อ่านทุกท่านครับ วันนี้คอลัมน์ “ตั้งวงเล่า” มีเรื่องราวของสวนแตงกวาลอยฟ้ามาฝากครับ เป็นการใช้งานพื้นที่ๆ มีอยู่จำกัดได้อย่างเต็มที่ และที่สำคัญ สร้างรายได้ให้เจ้าของได้ทุกวันอีกด้วย ผมนัดกับพี่เจมส์ – โฉม อังสุวรรณ เจ้าของสวนเกษตรศิลป์ โทร. (083) 598-8462 ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลอาษา (อบต.) อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ในวันที่พี่เจมส์เปิดอบรมกิจกรรมการเกษตรให้สมาชิก เพื่อถวายเป็นปฏิบัติบูชาที่ตั้งใจไว้ ด้วยพื้นที่อันจำกัด ดังนั้นจึงนัดมาทำกิจกรรมที่ อบต. อาษา ซึ่งอยู่ติดกับสวน ทำให้ผมมีเวลาเดินชมสวนได้อย่างสะดวก เพราะสมาชิกต่างก็เข้าอบรมอยู่ด้านนอก ผมเดินชมและชิมผักในสวนนี้ได้อย่างสบายใจ เพราะรู้ที่มาว่าปลูกแบบอินทรีย์ ใช้ปุ๋ยหมักสูตรแม่โจ้ ใช้ฮอร์โมน-น้ำหมักที่ผลิตเองจากผลผลิตในสวน ไม่ใช้ยาฆ่าแมลงหรือเคมีใดๆ ในเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน แบ่งเป็นที่อยู่อาศัย 1 งาน ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง 1 งาน เหลือเนื้อที่ให้ปลูกพืชผลทั่วไปอีก 3 งาน ขุดคูด้านหลังไว้เลี้ยงปลา คันคูกว้าง 2.5 เมตร ปลูกชะอม กล้วย ข่า ตะไคร้ กระชาย ขมิ้น ชะพลู ผักสลัด แตงร้าน เมล่อน เรียกว่าใส่กันเต็มพื้นที
ทุกวันนี้เมืองไทยกำลังเผชิญปัญหาดินเสื่อมโทรม จากปัญหาดินเค็ม เนื่องจาก ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ทั้งนี้ สามารถแบ่งประเภทดินเค็มได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ตามลักษณะของพื้นที่ที่พบ คือ 1. ดินเค็มชายทะเล 2. ดินเค็มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดินเค็มชายทะเล เกิดจากตะกอนที่แม่น้ำพัดพามาตกทับถมในทะเลบริเวณปากแม่น้ำ ลำคลองแถบชายฝั่งทะเล เมื่อมาตกทับถมกันนานเข้าก็จะกินบริเวณกว้างขวางจนเกิดเป็นหาดเลน และเมื่อมีตะกอนดินทับถมมากขึ้นก็จะค่อย ๆ พัฒนาเป็นแผ่นดิน มีลักษณะเป็นที่ราบลุ่ม เนื้อดิน เป็นดินเหนียวซึ่งมีลักษณะเป็นเลน มีสีเทา หรือสีน้ำเงินปนเทา การระบายน้ำเลว ดินเค็มชายฝั่งทะเล ดินเค็มชายทะเล ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกพืชทั่ว ๆ ไปได้ เพราะดินมีความเค็มสูงมาก มีพืชธรรมชาติบางชนิดเท่านั้นที่มีคุณสมบัติพิเศษ สามารถขึ้นได้ดีในดินพวกนี้ ได้แก่ แสม โกงกาง ลำพู ตะบูน ประสัก รวมเรียกว่า ป่าชายเลน ปรือ ป่าโกงกาง ดินเค็มชายทะเลนี้พบอยู่ตามชายฝั่งทะเลของภาคใต้ และภาคตะวันออก มีเนื้อที่ประมาณ 3.7 ล้านไร่ อย่างไรก็ตาม ดินเค็มชายทะเล สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ ดินเค็มโซเดียม และดินเค็มกรด ซึ่งจะกล
