SMEs
จากกรณีกลุ่มบริษัทแฮปปี้แลนด์ เจ้าของ “ตลาดสดแฮปปี้แลนด์” แจ้งยุติสัญญาเช่าล่วงหน้า มีแผนการยุบตลาดฯภายในวันที่ 31 ส.ค.นี้ และหากมีผู้ประสงค์จะทำการค้าต่อ ให้ย้ายไปเปิดแผงใหม่ที่ตลาดบึงกุ่มเสรีไทย 41 เนื่องจากทางกลุ่มบริษัทฯ ได้ขายที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งตลาดฯและบริเวณใกล้เคียงขนาดหลายไร่ ให้แก่บริษัทพฤกษาเรียลเอสเตท นำไปสร้างคอนโดมิเนียมแล้วนั้น เมื่อวันก่อน ทีมงาน “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ลงพื้นที่สำรวจตลาดสดแฮปปี้แลนด์ ในวันนับถอยหลังปิดตัว พบว่ายังมีร้านรวงเปิดขายตามปกติอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ปิดร้านกันหมดแล้ว และจากการพยายามสอบถามความรู้สึกของบรรดาพ่อค้า-แม่ขาย หลายท่านไม่อยากพูดถึงสถานกาณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ เพราะทั้งรู้สึกใจหายและเสียดาย เนื่องจากทำมาหากินอยู่ในตลาดแห่งนี้มานานนับสิบปีแล้ว คุณน้อย-สมหญิง คงเจริญ อายุ 43 ปี แม่ค้าร้านขนมไทยในตลาดแฮปปี้แลนด์ เผยความรู้สึกให้ฟัง “ขายที่นี่มีลูกค้าประจำกันเยอะ การที่เขาให้ย้ายไปขายที่ตลาดบึงกุ่ม เราต้องไปลงทุนใหม่หมด แล้วที่ๆจะไปขายก็เป็นแค่ที่ชั่วคราว เพราะเขาทำตลาดให้ไม่ทัน พวกพ่อค้าแม่ค้าบางคนก็เลิกขาย กลับบ้านมั่ง ย้ายบ้าง และก
คุณสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยถึงความสำเร็จโครงการ SME Provincial Champions พร้อมเปิดตัวผู้ประกอบการ 154 รายจากโครงการพัฒนาสู่สุดยอดเอสเอ็มอีจังหวัด (SME Provincial Champions) ที่ผ่านการคัดเลือกจากทั่วประเทศมาออกร้านแสดงผลงานและจำหน่ายสินค้าภายใต้สโลแกน ช้อป กิน เที่ยว ครบที่เดียว 77 จังหวัด ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ปทุมธานี ระว่างวันที่ 7 – 9 ก.ย. นี้ โดยในงานมีกิจกรรมหลักที่น่าสนใจประกอบด้วย การออกร้านแสดงสินค้าของผู้ประกอบการ การเสวนาเทคนิคการทำธุรกิจในยุค 4.0 การเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบกับตัวแทนจากห้างสรรพสินค้าและโมเดิร์นเทรดรายใหญ่ โครงการพัฒนาสู่สุดยอดเอสเอ็มอีจังหวัด (SME Provincial Champions) เป็นโครงการที่เกิดจากนโยบายของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อน SMEs ให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นแรงผลักดันเศรษฐกิจให้เกิดความเข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นมาตั้งแต่ปี 2558 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เ
“ธำรงศักดิ์ ชุมนุมมณี” หรือ “โอ๊ค” หนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง เรียนจบปริญญาตรี สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ จากมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เขาสำนึกรักบ้านเกิด ได้พลิกผันชีวิตตัวเองมาช่วยคุณพ่อ “จรัส ชุมนุมมณี” ทำสวนทุเรียน 12 ไร่ ที่บ้านเกิดในอำเภอธารโต จังหวัดยะลา โอ๊คช่วยครอบครัวดูแลสวนทุเรียนด้วยความตั้งใจ เขาดูแลตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ย บำรุงต้นทุเรียนให้สมบูรณ์ ตัดทุเรียนที่มีความสุก 70-80 เปอร์เซ็นต์ ออกขายเพื่อให้ผู้ซื้อได้บริโภคทุเรียนคุณภาพดี เปลือกบาง เนื้อเยอะ เม็ดลีบ และรสชาติหวานมัน ซึ่งเป็นสเปคที่ตลาดต้องการ ทุเรียนทอดกรอบ ทุเรียนกวน ทุเรียนเชื่อม ทุเรียนตกเกรด ถูกคัดออกเพื่อนำมาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มในลักษณะทุเรียนกวน ทุเรียนเชื่อม ทุเรียนทอด โอ๊คนำความรู้ด้านคอมพิวเตอร์มาสร้างช่องทางการขายทุเรียนสุกและทุเรียนแปรรูปผ่านระบบออนไลน์ (เฟซบุ๊ค) ทำให้สินค้าจากสวนของเขาขายดีเป็นที่รู้จักของลูกค้าทั่วประเทศ โกยรายได้นับล้านบาท โอ๊คต้องการเพิ่มพูนความรู้ด้านเกษตร จึงได้สมัครเข้าร่วมกลุ่ม Young Smart Farmer อำเภอธารโต จังหวัดยะลา เขาเป็นผู้นำรวมกลุ่มเกษตรกรชาวสวนทุเรียนในท้องถิ่นจัด
ดอกจำปี ไม้ดอกไม้ประดับกลิ่นหอมเย้ายวน ใครได้กลิ่นเป็นต้องหลงใหล นิยมปลูกกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ นำมาใช้ในวันมงคลต่างๆ อาทิ ไหว้พระ สรงน้ำพระ หรือกราบไหว้ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพ แต่ด้วยช่วงหลังมานี้ ดอกจำปีมีมากเกินความต้องการ เกษตรกรผู้ปลูกดอกจำปีจึงได้รับผลกระทบไปด้วย ด้วยเหตุนี้เอง ทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกจำปีหนองแขม ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ปลูกรายใหญ่ จึงได้คิดเพิ่มมูลค่าให้กับดอกจำปี ด้วยการกลั่นเป็นน้ำหอม คุณพยุง หนูแย้ม ประธานกลุ่ม วิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกจำปีหนองแขม เล่าว่า เดิมทีเป็นกลุ่มอาชีพปลูกจำปีขายดอก มีสวนจำปีกว่าพันไร่ แต่นานเข้าจำนวนก็ลดลง อีกทั้งช่วงหลังเกิดสินค้าล้นตลาด ราคาขายไม่แน่นอน จนปี 2548 เหลือพื้นที่ปลูกจำปีประมาณ 5-6 ร้อยไร่จากสมาชิกจำนวนกว่า 30 คนในบริเวณหนองแขม และพื้นที่ใกล้เคียง ชาวบ้านและเกษตรกรจึงรวมกลุ่มกันเพิ่มมูลค่า โดยได้เจ้าหน้าที่เกษตรช่วยนำจำปีไปสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยจากดอกจำปีได้ เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ตัวแรกของกลุ่มคือ “น้ำหอมจำปี (Jumpee)” ใช้เครื่องกลั่นจากภูมิปัญญาชาวบ้าน ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้เยอะ และได้น้ำหอมมีคุณภาพ โดยจุดเด่นของน้ำหอมจำปี คือความหอมที
เมืองไทยนั้นอุดมสมบูรณ์ เมื่อกินผลไม้สักอย่างหนึ่ง เหลือเมล็ด โยนออกจากนอกชาน หากสภาพแวดล้อมเหมาะสม อาจจะงอกเป็นต้นใหม่ เจริญเติบโต ออกดอกให้ผลกับเจ้าของได้ คนไทยนั้นมีนิสัยชอบปลูกต้นไม้ มีที่ว่างเป็นไม่ได้ ต้องปลูกพืชผัก ตะไคร้ มะกรูด เมืองใหญ่ แม้แต่หน้าร้าน ก็มีปลูกต้นไม้กัน ไม่มีดินจริงๆ ก็ปลูกในกระถาง มะม่วงเป็นไม้ผลที่เจ้าของบ้านนิยมปลูกรอบๆ บ้าน จำนวนอาจจะไม่มากต้นนัก ทำไมต้องปลูกมะม่วงไว้รอบบ้าน เปรียบเทียบกับไม้ผลชนิดอื่น มะม่วงอยู่ใกล้ครอบครัวคนไทยมากที่สุด มีปลูกไว้รอบๆ บ้านมากที่สุด สาเหตุที่มะม่วงมีปลูกไว้ใกล้บ้านนั้นเพราะ หนึ่ง มะม่วงมีความทนทานต่อสภาพอากาศที่แห้งแล้ง รวมทั้งน้ำท่วม เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า เมื่อใช้ต้นตอที่แข็งแรงเป็นส่วนขยายพันธุ์ มะม่วงจะเจริญเติบโตในที่ฝนน้อยได้ดี ขณะเดียวกัน หากน้ำท่วม ก็ยืนต้นอยู่ได้นาน ถึงนานที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับไม้ชนิดอื่น สอง ดูแลไม่ยาก ผู้ปลูกบางคน อาศัยหย่อนต้นลงดินต้นฝน ไม่ต้องรดน้ำ ปล่อยให้เทวดาเลี้ยง ต้นก็เจริญเติบโตได้ อาจจะมีแมลงมากัดกินใบ แต่ก็กินไม่หมด ใบที่เหลือจะช่วยหุงหาอาหารเลี้ยงต้น ให้กิ่งก้านใหม่ สาม ปลูกได้ในหลาย
คุณสมพรชัย องอาจ อยู่บ้านเลขที่ 280 หมู่ที่ 5 ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ เล่าให้ฟังว่า เป็นคนที่ชอบทำเกษตรมาตั้งแต่สมัยเด็ก ไม่ว่าจะเห็นอะไรก็จะทำเรื่อยๆ แบบทีละเล็กละน้อย ต่อมาเมื่อเข้าสู่ชีวิตคู่จึงได้ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดนครปฐมกับภรรยา ก็จะประกอบอาชีพเพาะเห็ด เลี้ยงกบ และตลาดจนการปลูกไม้ผลต่างๆ ไปด้วย “ช่วงนั้นก็ไปอยู่ที่นครปฐมก่อน เราก็จะไปปลูกพวกไม้ผลต่างๆ เอาไว้ ต่อมาก็ผลิตกิ่งพันธุ์ขาย ไม่ว่าจะเป็นมะม่วง ม่อนเบอรี่ หน่อกล้วยทำหมด คราวนี้พอช่วงที่บึงกาฬเริ่มมีการปลูกยางพารามากขึ้น ก็เลยย้ายมาอยู่ที่บ้านเกิด ซึ่งบริเวณรอบบ้านมันจะมีพื้นที่อยู่ประมาณ 1 ไร่ เราก็คิดว่า ต้องหาอะไรมาทำให้เกิดประโยชน์ และสร้างเงินให้เราให้ได้ ก็ทำแบบผสมผสานไปเลยน่าจะดี” คุณสมพรชัย กล่าว ผลหม่อนสวยๆ เนื่องจากพื้นที่บ้านของเขาไม่สามารถที่จะทำบ่อสำหรับเลี้ยงปลาได้ เขาจึงได้เลือกเลี้ยงกบแทน โดยนำกบที่อยากเลี้ยงมาออกแบบให้อยู่ในกระชังบก ที่การเลี้ยงไม่มีอะไรยุ่งยากเพียงแค่ใส่น้ำนิดหน่อย และที่สำคัญกระชังบกยังประหยัดเนื้อที่ให้พอมีพื้นที่ว่างปลูกพื้นชนิดอื่นได้อีกด้วย กบก็มีเลี้ยงไว้ ซึ่งพืชที่
คุณแพท-ธัญญารัตน์ เธียรอำนาจ และ คุณปุ๊ย-แพรวไพลิน ศิริชัยมนัส สองพาร์ตเนอร์ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ Garden Atlas เริ่มต้นบทสนทนากับทั้งสองท่าน โดยคุณแพทเป็นคนเล่าจุดเริ่มต้น “พวกเราเริ่มทำแบรนด์เมื่อต้นปี 2560 คุณปุ๊ยซึ่งเป็นดีไซเนอร์ชอบที่จะออกแบบผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการปลูกต้นไม้โดยเฉพาะ เราเห็นตรงกันว่า ต้นไม้ที่สวยงามยังไม่มีกระถางที่โดนใจหรือมีทางเลือกมากนัก เน้นสไตล์โมเดิร์น เรียบง่าย โครงสร้างเหล็กเพื่อความแข็งแรง” ส่วนการร่วมงาน คุณแพทกับคุณปุ๊ยรู้จักกันผ่านการทำงาน ด้วยคุณปุ๊ยเป็นดีไซเนอร์ ส่วนคุณแพททำงานแมกกาซีนตกแต่งบ้าน จึงรู้จักกัน โดยในงาน “FUZE” ซึ่งเป็นโปรเจ็กต์พิเศษ ที่รวบรวมผลงานดีไซน์คอลเล็กชั่นพิเศษ ในรูปแบบ POP UP STORE ของดีไซเนอร์ไทยจากโครงการ Talent Thai & designers’ Room Garden Atlas ได้นำผลงานคอลเล็กชั่นพิเศษมาแสดง ผลงานชิ้นดังกล่าวได้แรงบันดาลใจมาจาก “ครก”ซึ่งเป็นงานหัตถกรรมของไทยที่มีเอกลักษณ์มาช้านาน นำงานกลึงในการผลิตครกและวัสดุหินแกรนิตไทย ซึ่งมีจุดเด่นในเรื่องความทนทานและไม่เป็นตะไคร่มาออกแบบให้เป็นกระถางสำหรับต้นบอนไซขนาดเล็ก (มินิบอนไซ) คุณปุ๊ย เล่าต่อ อ
5 กย 61 “เส้นทางเศรษฐี” จัดสัมมนาฯ ภายใต้หัวข้อ “ดราม่า SMEs ไทย! โต หรือ ตาย…ใครจะรู้” เป็นเวทีที่เหล่าผู้ประกอบการSMEs ไทย จะได้มาแลกเปลี่ยนความคิด แชร์ประสบการณ์ช่วงเวลาวิกฤตของแต่ละธุรกิจ เรียนรู้แนวทางการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อเป็นบทเรียนและปรับตัวให้อยู่รอดได้ต่อไป สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถเข้าไปลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่นี่ คลิก https://www.eventbrite.com/e/-smes-40-smes-tickets-48633702714?aff=es2 ผู้ประกอบการ ที่จะเข้ามาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ตรง แบบ “เล่นเอง เจ็บจริง ไม่มีสแตนด์อิน” ในรูปแบบของ Ted Talk ครั้งนี้ ประกอบด้วย คุณสุเทพ โพธิ์งาม หรือ “ป๋าเทพ” ฉายาดาวตลกขั้นเทพ กับอีกบทบาทในฐานะ “เอสเอ็มอีผู้ไม่ยอมแพ้” คุณวุฒิชัย เจริญศุภกุล เจ้าของสลัดผักและผลไม้พร้อมรับประทาน โอ้! เวจจี้ (Oh! Veggies) มนุษย์เงินเดือนที่ยอมเสี่ยงทิ้งงานประจำหันจับธุรกิจที่เชื่อว่ามีอนาคตไกล คุณชนิสรา วงศ์ดีประสิทธิ์ เจ้าของธัญพืชไร้แป้ง “ไดมอนด์เกรนส์” เริ่มต้นธุรกิจตั้งแต่อายุแค่ 19 เจออุปสรรคสารพัดกว่าที่สินค้าจะติดตลาด คุณชวพจน์ ชูหิรัญ เจ้าของหมูปิ้งเฮียนพ ผู้สร้างตัวเองจากวินมอเตอร์ไซค์ สู่เถ้าแก
ฟาร์มต้นผักแมวน้ำ เปิดมาได้ 2 ปีครึ่ง ตั้งอยู่บนเนื้อที่ราว 100 ตารางวา ย่านลาดพร้าว โดยพื้นที่แห่งนี้ถูกเนรมิตให้เป็นฟาร์มปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ขนาดย่อมๆ ของอดีตตากล้องนิตยสาร ที่อยากหาอาชีพรองรับเพื่อเตรียมพร้อมหลังออกจากงานประจำ เจ้าของต้นเรื่องชื่อว่า คุณแมวน้ำ-บุษกร เบญจกุล อายุ 54 ปี บอกว่า เริ่มทำฟาร์มต้นผักแมวน้ำ เพราะคิดหาอาชีพรองรับหลังออกจากงานประจำ เป็นจังหวะพอดีที่น้องสาวของเธออยากทำฟาร์มเพื่อเป็นอาชีพสร้างรายได้เสริมด้วยเหมือนกัน จึงช่วยกันคิด วางแผน และลงมือทำทันที โดยมีน้องเป็นหุ้นส่วน แต่คุณแมวน้ำคอยดูแลเป็นส่วนใหญ่ เจ้าของฟาร์ม เล่าอย่างใจดีต่อว่า เลือกปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ เพราะหลงใหลการทำสวน และการปลูกผัก มาตั้งแต่สมัยทำงานเป็นช่างภาพนิตยสาร เพราะได้มีโอกาสใกล้ชิดกับแหล่งข่าวซึ่งเป็นเกษตรกร และเจ้าของทำสวนอยู่บ่อยครั้ง ได้เห็น ได้ฟังถึงที่มาของแต่ละสวนจึงสั่งสมความชอบมาตลอด “เป็นช่างภาพตั้งแต่เรียนจบใหม่ๆ จนถึงอายุใกล้เกษียณ เรารู้ตัวเองว่าการเป็นช่างภาพเป็นอาชีพที่ไม่คงที่ สักวันต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพราะมีเด็กรุ่นใหม่เข้ามา ฉะนั้น พี่ต้องเตรียมหาอาชีพรองรับ ช่วงเตรียมต
เมื่อก่อนเคยได้ยินว่า ที่ประเทศมาเลเซีย สามารถปลูกขนุนให้ออกผลภายในปีเดียวได้ แต่ไม่ค่อยมีใครเชื่อกันนัก ต่อมาเรื่องนี้เกิดขึ้นกับบ้านเรา มีเกษตรกรนำขนุนจากประเทศมาเลเซียมาแกะกินเนื้อ จากนั้นนำเมล็ดลงเพาะที่จังหวัดจันทบุรี ให้น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก หลังปลูกได้ปีเดียวขนุนให้ผลผลิตกับเจ้าของได้ จึงมีการขยายพันธุ์โดยการทาบกิ่งเผยแพร่ พร้อมกับตั้งชื่อว่า “ทองทวีโชค” ชื่ออื่นๆ ก็มีคือ “ปีเดียวทะวาย” และ “แปดเดือนทะวาย” ขนุนปีเดียวทะวาย ออกดอกติดผลเร็ว บางครั้งขณะที่ต้นพันธุ์อยู่ในถุง ก็มีดอกให้เห็น เมื่อนำปลูกลงดิน ดูแลพอสมควร ภายใน 1 ปี มีดอกแน่นอน แต่การไว้ผลนั้นควรดูทรงพุ่มเป็นสิ่งตัดสินใจด้วย หากต้นเล็กอยู่ แต่ไว้ผลน้ำหนัก 6-7 กิโลกรัม ต้นก็อาจจะโทรมได้ ขนุนปีเดียวทะวาย ออกผลผลิตต่อเนื่อง หากไว้ผลต่อต้นน้อย ผลมีขนาดใหญ่เหมือนกับขนุนพันธุ์อื่นๆ เนื้อในขนุนปีเดียวทะวาย สีจำปา หากช่วงฝนอาจจะสีไม่เข้มนัก รสชาติหวาน แนวทางการผลิตขนุนปีเดียวทะวายให้ได้รสชาติดี เจ้าของควรไว้ผลช่วงปลายฝน คือเดือนกันยายน-ตุลาคม พอถึงเดือนธันวาคม ฝนหยุด ดินแห้ง เมื่อเก็บเกี่ยวขนุน เนื้อขนุนจะแห้ง รสชาติหวาน มีกลิ่น
