SMEs
สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ ปรับปรุงกระบวนการผลิต “น้ำฟักข้าวสกัดเข้มข้นพร้อมดื่ม” ชี้เป็นพืชสมุนไพรในการบำรุงผิวพรรณ เครื่องดื่มสกัดเข้มข้น ได้รับความนิยมและขยายตัวอย่างต่อเนื่องในตลาดอาหารสุขภาพ โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่แปรรูปจากผักและผลไม้ เพราะเป็นแหล่งของสารธรรมชาติที่ออกฤทธิ์ทางชีวภาพ มีสมบัติในการทำลายอนุมูลอิสระ อุดมด้วยวิตามินและเกลือแร่ แม้จะบริโภคเพียงเล็กน้อย แต่ให้ความสดชื่นขณะดื่ม ทั้งยังง่ายต่อการหาซื้อมาบริโภค คุณธนวันต์ กล่ำบุญสวัสดิ์ คุณธนวันต์ กล่ำบุญสวัสดิ์ และ คุณวิมาลิน ชัยวังเย็น นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี จึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำฟักข้าวสกัดเข้มข้นพร้อมดื่ม โดยใช้ฟักข้าวจากวิสาหกิจชุมชน กลุ่มผู้ปลูกฟักข้าวบ้านปลักไม้ลาย ตำบลทุ่งขวาง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการแปรรูป ปรับปรุงกรรมวิธีการเตรียมน้ำฟักข้าวก่อนเข้าสู่กระบวนการทำเข้มข้น โดยใช้เอนไซม์เพคติเนสและการทำเข้มข้นด้วยระบบสุญญากาศด้วยเครื่องมือระเหยแบบสุญญากาศ คุณวิมาลิน ชัยวั
ปลาสเตอร์เจียน แหล่งเพาะคาเวียร์ ไข่ปลาล้ำค่าอาหารชั้นเลิศที่ทุกคนอยากลิ้มลอง มีแหล่งกำเนิดในแถบซีกโลกเหนือ อาศัยอยู่ในน้ำจืด ทะเลสาบ หรือตามปากแม่น้ำ มีรูปร่างลักษณะคล้ายปลาฉลาม มีหนามแหลมสั้นๆ บริเวณหลัง หัว และเส้นข้างลำตัวไว้เพื่อป้องกันตัว มีหนวดทั้งหมด 2 คู่ อยู่บริเวณปลายจมูก ลำตัวไม่มีเกล็ด ภายในปากไม่มีฟัน หาอาหารตามพื้นน้ำ สถานะปัจจุบันของปลาชนิดนี้ในธรรมชาติใกล้สูญพันธุ์เต็มที แต่ปัจจุบันสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้แล้วในบางชนิด ในประเทศไทย ปลาสเตอร์เจียน ได้มีการทดลองเลี้ยงในโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ตั้งอยู่ในพื้นที่ บ้านนามน หมู่ที่ 7 (ดอยดำ) ตำบลเมืองแหง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2548 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 มีพระราชดำริให้กรมประมง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการหาแนวทางพัฒนาการเลี้ยงปลาสเตอร์เจียนบนพื้นที่สูง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนและชาวเขาเผ่าต่างๆ ได้มีอาชีพ คุณสมพร กันธิยะวงศ์ (ใส่หมวกลายพราง) กำลังตรวจไข่ปลาด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ เพื่อนำปลาไปทำคาเวียร์ คุณสมพร กันธิยะวงศ์ นักวิชาการประมงปฏิบัติการ ศูนย์วิจัยพัฒนาการเพา
ได้คำแนะนำจากคนในพื้นที่มาว่า ถ้าอยากชิมผัดไทยรสชาติกลมกล่อม แบบไม่ต้องปรุง ให้ไปลองที่ “แดง ผัดไทย” ร้านดังแห่งท่าฉลอม ที่เปิดขายมานาน 40 ปี และมีลูกค้าอุดหนุนอบอุ่นทุกวัน “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” จึงขอ “ตามรอยร้านอร่อย” ด้วยการขี่จักรยานยนต์ลงเรือข้ามฟากจากฝั่งมหาชัย จ่ายเงินไป 9 บาท แบ่งเป็นค่ามอเตอร์ไซค์ 6 บาท ผ่านได้สองคน ส่วนคนที่สามคิดหัวละ 3 บาท ลงเรือแล้วไม่ต้องรอนาน ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที ที่ใบหน้าได้มีโอกาสปะทะลมทะเล เรือก็เข้าเทียบท่าทิ่เรือ “ท่าฉลอม” ย่านการค้าสำคัญในอดีตของจังหวัดสมุทรสาคร เดินตรงออกมาจากท่าเรือ ข้ามถนนเส้นเล็กๆที่ตัดขวางชื่อว่าถนน “ถวาย” เข้าถนนสุทธิวาตวิถี ไปไม่ไกลเท่าไหร่ มองทางขวามือเห็นอาคารร้านค้าเรียงราย สังเกตไม่ยาก เพราะจะเห็นป้ายใหญ่ ตัวหนังสือสีแดง แปะไว้หน้าร้านแห่งหนึ่ง ว่า “แดง ผัดไทย” ใช่เลยที่ตามหา ป้าแดง คนดังแห่งท่าฉลอม ป้าแดง เจ้าของกิจการ ในวัย 70 ปี แม้จะมีผ้ายืดพันไว้บริเวณข้อศอกของทั้งสองแขน แต่สังเกตด้วยตาแล้วเห็นว่ายังมีเรี่ยวแรงกระฉับกระเฉง กำลังง่วนอยู่หน้าเตากับหน้าที่หลักในการปรุงเมนูประจำร้าน เลยหันไปชวน “คุณน้าผู้ช่วย” ว
“ปลาร้า” นับเป็นอาหารพื้นบ้านสำคัญของคนไทยในหลายภูมิภาค และด้วยรสชาติที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น คงเป็นสาเหตุหลักทำให้หลายคนติดใจ ถึงขั้นต้องมีติดไว้เป็นเครื่องปรุงหลักประจำบ้านกันเลยทีเดียว และด้วย “ดีมานด์”ที่มีอยู่ในตลาดไม่ใช่น้อย จึงมีข้อมูลน่าสนใจจากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุเกี่ยวกับสินค้าที่ชื่อว่าเจ้า “ปลาร้า”นี้ ไว้ว่า “ปัจจุบันการผลิตปลาร้า ได้ขยายตัวจากการผลิตระดับครัวเรือนไปสู่การผลิตเชิงการค้าที่มีอัตราการผลิตสูงถึงปีละ 40,000 ตันต่อปี รวมมูลค่าสูงกว่า 1,000 ล้านบาท โดยมีการจำหน่ายทั้งภายในประเทศและส่งออก” โอกาสนี้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์”ขอนำทุกท่านไปรู้จักกับ “โรงปลาร้า”เจ้าดังของจังหวัดสระบุรี ที่หมักขายส่งมายาวนานกว่า 30 ปี จนปัจจุบันมีสต๊อกอยู่ถึงกว่า 300 โอ่ง และล่าสุดยังได้ทำการวิจัยพัฒนายกระดับให้เป็น “ปลาร้าพาสเจอไรซ์” กระทั่งสามารถส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา เยอรมนี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ในเร็วๆนี้แล้วด้วย คุณดาว –เนตรดาว ขันดวง อายุ 40 ปี ลูกสาวคนเดียว ของ “โรงหมักปลาร้าป้าสาย” ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอวิหารแดง จังหวัดสระบุรี กรุณาสละเวลามาให้ข้อมูลว่า กิจการนี
เรื่องราวของเปิ้ล หรือ นวลปรางค์ คำชื่นวงศ์ วัย 33 ปี ที่ลาออกจากงานเมื่อราว 5 ปีที่ผ่านมา ใช้เงินก้อนสุดท้ายที่ได้จากการออกจากงาน (กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ) ราว 200,000 บาท บวกกับเงินของสามี ไปลุยธุรกิจฟู้ดทรัก ล้มลุกคลุกคลาน แต่สู้ไม่ถอย ถอยไม่ได้ เพราะยึดเป็นอาชีพสุดท้าย อีกทั้งมีลูกน้อยที่ต้องดูแล กระทั่งปัจจุบันสามารถโลดแล่นอยู่ในวงการ ฟู้ดทรัก อย่างมีความสุข มีงาน มีเงิน เข้าตลอด หลักแสนบาทต่อเดือน หักโน่นนี่ รายจ่ายต่างๆ เหลือเก็บอีกวันละ 2,000 บาท สบายๆ ทั้งหมดนี้ ใช้เวลาปั้นอยู่กับมัน 3 ปีเต็ม คำถามแรกคือ ทำไมต้องเป็นฟู้ดทรัก “3 ปีก่อน กระแสฟู้ดทรัก กำลังมา ก็ปรึกษากับสามีเอาเงินที่มีอยู่มาลงทุนดีมั้ย ก็สรุปว่าไปดาวน์รถมือสองมา 130,000 บาท ตกแต่ง ซื้ออุปกรณ์เข้ารถ รวมๆ แล้ว 200,000 บาท จากนั้นก็เลือกว่าจะขายอะไร เอาเป็นว่าเราเลือกขายอะไรที่เราชอบกินก่อน มีอยู่ช่วงหนึ่งชอบกินข้าวแกงกะหรี่มาก ก็เลยคิดว่าขายอันนี้ดีกว่า” ทำอาหารญี่ปุ่นเป็นมาก่อนเหรอคะ หรือเริ่มต้นยังไง “ไม่เป็นเลย พอคิดจะทำ ก็คิดว่าจะทำยังไงให้มันอร่อยเหมือนที่ร้าน เริ่มต้นจากเปิดเว็บดูการทำอาหารญี่ปุ่นแกงกะหรี่ แล้ว
เจนไน หรือ เชนไนที่คนไทยชอบเรียก เป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ เขาบอกว่าเป็นต้นกำเนิดของวัฒนธรรมกัมพูชาและเมืองไทยด้วย ที่ชัดๆ คือ ปราสาทหินนครวัดและปราสาทหินแถวภาคอีสานของเรา มหาพลีปุรัม คือชื่อเมืองที่ตั้งกลุ่มปราสาทหินเก่าแก่ อยู่ริมทะเล กว้างใหญ่มากครับ ตั้งอยู่ทางใต้ของอินเดีย ไปจากตัวเมืองเจนไน นั่งรถใช้เวลาหลายตื่นอยู่ ประมาณ 60 กิโลเมตร แต่ด้วยความที่เราไม่ชินทาง รถติดบ้าง เลยนานหน่อย แต่ก่อนเป็นเมืองท่าที่เจริญมาก มีอายุนานนับพันปี ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 7 มาเที่ยวที่นี่ เที่ยวให้ทั่วต้องใช้เวลาทั้งวัน แต่ต้องเป็นคนชอบของเก่าแก่ ศรัทธาองค์พระศิวะ พระนารายณ์ พระแม่อุมา พระพิฆเนศวร์จะเดินดูอย่างสนุกสนาน ถ่ายรูปสวย ควบคู่กับความร้อนระเบิด แดดเปรี้ยง น่าทึ่งมากคือประติมากรรมแต่ละแห่ง คนโบราณแกะลงไปในภูเขาหินทรายก้อนใหญ่ๆ ทั้งก้อน ไม่ว่าจะเป็นปราสาท วัด ภาพแกะสลักหน้าผา ทุกอย่างประณีตบรรจงสวยงามจริงๆ ยากแก่การบรรยาย เสียดายผมไม่มีเนื้อที่ลงรูปสวยๆ ได้มากนัก สถาปัตยกรรมแบบนี้เขาเรียกว่าแบบดราวิเดียน ลักษณะสำคัญคือการแกะสลักแบบนูนสูง ให้ตัวภาพลอยขึ้นมาจากหิน ความเป็นมาของโบราณสถานแต่ละแห่
รีวิวผ่านทางหน้าเพจ “ร้านบิ๊กเต้ – Big Te Shop” ไปเมื่อวาน เกี่ยวกับขั้นตอนการหาเมนูแปลกใหม่ ฉีกกฎการรับประทานแบบเดิมๆ นั่นคือ การนำ “ซีอิ๊วดำหวาน” มาราดเป็นท็อปปิ้งบนไอศกรีม ปรากฏมีการกดไลก์ กดแชร์ กันเป็นจำนวนมากจากบรรดาลูกเพจ รวมทั้งยังมีการแสดงความคิดเห็นกันอย่างสนุกสนาน แตกออกเป็นสองฝ่าย ด้านหนึ่งบอกน่าลอง แต่อีกจำนวนไม่น้อยบอกไม่น่าจะเข้ากัน รวมทั้งยังมีการท้วงติงเกี่ยวกับเรื่องปัญหาท้องไส้ด้วย ล่าสุด คุณเต้ คุณเต้-ศตวัสส์ ฝ่ายรีย์ เจ้าของกิจการ บิ๊กเต้ช็อป ย่านรังสิต ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “โชห่วยพันธุ์ใหม่ ขวัญใจเด็กแนว” เจ้าของสโลแกน “มินิมาร์ตรุ่นใหม่ ใส่ใจทุกความต้องการของนักศึกษา” ให้สัมภาษณ์ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดีตามสไตล์ว่า เมื่อไม่กี่วันมานี้ ไปเดินในซุปเปอร์มาร์เก็ต เห็น “ซีอิ๊วดำหวาน” ยี่ห้อดังตั้งขายบนเชลฟ์ แล้วมีฉลากติดไว้ที่ขวด บอกให้นำไปราดบนไอศกรีมแล้วจะได้รสชาติแปลกใหม่ เลยซื้อมาหนึ่งขวดตั้งใจจะซื้อมาให้ลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้องๆ ที่อยู่ในวัยนักศึกษาทดลองทานกันดู แต่ก่อนจะให้น้องๆ ทาน ตัวเขาต้องทดลอ
“แจ่วฮ้อน บอย ชาบูแจ่วสำเร็จรูป” มิติใหม่แห่งการกิน “แจ่วฮ้อน”ที่ไม่ต้องไปสั่งซื้อน้ำซุปถุงใหญ่มาทาน เหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป คราวนี้มาในรูปแบบแห้ง พกพาไปทานได้ทุกที่ เพียงแค่ฉีกซองเติมน้ำก็สามารถอร่อยได้เลย คุณจูน-เอรียา อัตถากร เจ้าของผลิตภัณฑ์ “แจ่วฮ้อนบอย ชาบูแจ่วสำเร็จรูป” อายุ 20 ปี เริ่มต้นให้ฟัง ทำ แจ่วฮ้อน บอย ขายมาตั้งแต่อายุ 18 ปี โดยขายออนไลน์ผ่านเฟสบุ๊กแฟนเพจมา 2 ปี ด้วยความอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง คุณจูน แนะนำตัวให้รู้จัก เรียนจบระดับมัธยมฯจากประเทศนิวซีแลนด์ และจบหลักสูตรปริญญาตรีจาก Raffles International College ด้วยวัยเพียง 18 ปี ความที่อายุยังน้อย จึงไม่สามารถทำงานตามบริษัทได้เหมือนคนอื่นทั่วไป จึงไปสมัครเป็นครูสอนศิลปะตามสิ่งที่เรียนมา หากมีเวลาก็ไปขายของตามตลาดนัด “ตอนที่สอนพิเศษรู้สึกว่าอยู่แบบนี้ไม่ได้แล้ว มันเหนื่อยมาก สอนอาทิตย์ละ 6 วัน 8 โมงเช้าถึง 1 ทุ่ม ได้ค่าสอนชั่วโมงละ 300-400 บาท ทำๆ ไปรู้สึกว่าเงินที่ได้นั้นไม่มาก อยากมีเงินเป็นของตัวเอง อยากได้กระเป๋า รองเท้า เครื่องสำอาง กระทั่งเกิดความคิดคงไม่มีงานไหนที่หาเงินได้เยอะแล้วนอกจากทำธุรกิจ”คุณจูน เล่า &n
ในอดีต หรือแม้แต่ปัจจุบัน คนไทยเห็นชาวยุโรปหรืออเมริกา ที่มีรูปร่างใหญ่โต ผิวขาว จมูกโด่ง จะเรียกว่าฝรั่งรวมกันไปหมด ดังนั้น ชาวยุโรปชาติโปรตุเกส เป็นผู้นำต้นไม้ชนิดนี้เข้ามาปลูกในประเทศไทยตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยนำมาจากอเมริกากลาง ที่ประเทศเม็กซิโก กัวเตมาลาไปจนถึงเปรู คนไทยจึงเรียกว่าต้นฝรั่งมาจนถึงปัจจุบัน ต้นฝรั่ง จัดอยู่ในวงศ์เดียวกับชมพู่ และยูคาลิปตัส ฝรั่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง เปลือกลำต้นสีเขียวอมน้ำตาล กิ่งก้านเหนียว ผลมีรูปร่างทั้งกลมไปจนถึงกลมรีเหมือนรูปไข่ ฝรั่งต้องการแสงแดดจ้า ชาวสวนฝรั่งในที่ลุ่มภาคกลางนิยมยกเป็นร่องสวน เป็นวิธีป้องกันน้ำท่วมขัง ขณะเดียวกันยังสะดวกในการจัดการน้ำ และการขนส่งด้วยเรือลำเล็กๆ วิ่งไปตามร่องสวนนั่นเอง ตัวอย่างพันธุ์ฝรั่งที่พบเห็นกัน เช่น พันธุ์สาลี่สีทอง ลักษณะผิวของผลแก่ สีเขียวอมเหลือง เนื้อผลมีรสหวาน น้ำหนัก 350-500 กรัม ต่อผล พันธุ์กลมสาลี่ หรือฝรั่งเวียดนาม เป็นพันธุ์ที่ให้ผลดก รสหวานกรอบ รสหวานอมเปรี้ยว มีฝาดบ้างเล็กน้อย น้ำหนักผลอยู่ระหว่าง 300-350 กรัม พันธุ์แอปเปิ้ล ใบและผลมีขนาดใหญ่ น้ำหนักผลอยู่ระหว่าง 0.80
ต้นอากาเว่ นั้นบ้านเราปลูกเป็นไม้ประดับ เป็นไม้ทนแดด ไม่ต้องการน้ำมาก คือเป็นพืชทะเลทรายนั่นแหละ ต้นตอเขามาจากเม็กซิโกกับบางรัฐร้อนๆ ของอเมริกา ตอนนี้ปลูกกันไปทั่วโลก หลายสิบปีก่อนเมืองไทยเคยฮิตอากาเว่กันหนักหนา ปั่นราคากันขึ้นไปต้นละเป็นหมื่นเป็นแสน รองนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง ถูกเรียกชื่อว่า “ชู อากาเว่” เพราะแกเลี้ยงอากาเว่เป็นเรื่องเป็นราว แกเป็นคนรวย เรื่องราวการเลี้ยงอากาเว่ของแกจึงเป็นเรื่องของเล่นคนรวยให้คนลือกันยาว คนเม็กซิโกเขาหัวเราะกลิ้ง เพราะอากาเว่บ้านเขาขึ้นตามหัวไร่ปลายนา ขึ้นทิ้งขึ้นขว้าง หาได้มีค่าดั่งทองแต่ประการใด อากาเว่ หน้าตาเหมือนต้นว่านหางจระเข้แหละคุณ ทั้งต้นทั้งใบทั้งเยื่อเหนียวๆ ในใบล้วนถอดแบบกันมา คือเขาเป็นสกุลเดียวกัน พี่น้องกัน แต่ว่านหางจระเข้เล็กกว่าเท่านั้น อย่างที่บอกว่าบ้านเราปลูกอากาเว่ไว้เป็นไม้ประดับ ส่วนว่านหางจระเข้แม้จะเอามาทำเครื่องดื่มกันบ้าง ก็ไม่ได้เป็นที่นิยมอะไร แต่ที่เม็กซิโก กับอเมริกา อากาเว่เป็นวัตถุดิบสำคัญยิ่งในการผลิตเตกีล่า และน้ำตาล เส้นใยก็เอามาใช้ได้ แต่เขาเอามาผลิตเตกีล่าเป็นล่ำเป็นสันกว่าทำอย่างอื่น เตกีล่า (tequila) เป็นเหล้าประ
