ข่าววันนี้
สมาชิกเฟซบุ๊ก “เมือง ทุ่งสง” โพสต์คลิปการจับกุ้งแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน อุปกรณ์ไม่ได้มีอะไรมากมาย แค่ขวดน้ำพลาสติกกับกะปิ ซึ่งวิธีการคือจะเอาขวดพลาสติกมาตัดแบ่งครึ่ง จากนั้นนำส่วนหัวคว่ำลงไปในขวดช่วงล่างที่ตัดไว้ แล้วใช้ไม้หรือเหล็กเสียบให้แน่น จากนั้นนำกะปิใส่ลงไป แล้วเอาไปดักไว้ในน้ำ เมื่อเก็บกู้ขึ้นมาก็จะได้กุ้งฝอยจำนวนมาก ซึ่งชาวบ้านระบุว่าวันนึงได้หลายกิโลกรัมเลยทีเดียว
เป็นอีกคลิปหนึ่งที่เข้ากับสถานการณ์เกี่ยวกับการอนุรักษ์สัตว์ป่าในประเทศไทย หลังการจับกุมประธานอิตาเลียนไทย นายเปรมชัย กรรณสูต และพวก ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ลักลอบเข้าตั้งแคมป์ ล่าสัตว์ พร้อมเจอหลักฐานเป็นซากสัตวป่าหลายรายการ ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 2 ก.พ. ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กเพจ BBC One เผยคลิปสารคดีชีวิตสัตว์ป่า ในชุด “Animals with Cameras” โดยช่างภาพ กอร์ดอน บุคคานัน ที่ร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์ ติดตั้งกล้องวิดีโอบนหัวของสัตว์ป่า เพื่อตามดูชีวิตสัตว์ป่าในมุมมองของสัตว์นั้นๆ อย่างใกล้ชิด โดยชาวเน็ตไทยจำนวนไม่น้อยตั้งข้อสังเกตว่า หรือการติดตั้งกล้องบนหัวสัตว์อาจจะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่อาจนำมาใช้อนุรักษ์สัตว์ป่าคุ้มครองในประเทศไทยได้ ทั้งนี้ คลิปดังกล่าวถูกแชร์ออกไปมากกว่า 3,000 ครั้ง เลยทีเดียว
เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 9 ก.พ. ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 (บช.ภ.5) พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพรามหมณกุล รองผบ.ตร. กล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และพวก ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลการตรวจพยานหลักฐานทุกอย่างทางนิติวิทยาศาตร์ ทั้งปืน ดีเอ็นเอ ซากเสือ เนื้อ หนังที่พบ ตรวจสอบวิถีการยิง ในส่วนของเนื้อและหนังแม้ดูเบื้องต้นพบว่าเป็นเนื้อและหนังเสือ แต่ในส่วนการทำสำนวนคดี ต้องส่งพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าเป็นหนังและเนื้อเสือจริงหรือไม่ ในส่วนข้อหาเกี่ยวกับการเข้าป่า ล่าสัตว์นั้น ยืนยันว่ามีพยานหลักฐานมากเพียงพอที่จะเอาผิด ส่งสำนวนให้อัยการสั่งฟ้องได้ ในกรณีที่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าใครยิงสัตว์ แต่เจตนาที่นำอาวุธปืนเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ก็ถือว่ามีความผิดแล้ว ส่วนข้อหาใหม่ติดสินบนเจ้าพนักงาน ก็มีการร้องทุกข์กล่าวโทษแก่ทั้ง 4 คนแล้ว แต่รายละเอียดที่ว่าใครเป็นใครในเรื่องการให้สินบน อยู่ในสำนวน ไม่ขอเปิดเผยเรื่องนี้คดีอยู่ที่ บก.ปปป. เมื่อถามว่า กรณีที่มีข่าวระบุว่านายเปรมชัยอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองทวาย
ความแตกแยกของครอบครัว สร้างบาดแผลในใจลูกทุกคน บุ๋มต้องอยู่กับปู่ย่ามาตั้งแต่แรกเกิดเพราะพ่อแม่ไปทำงานอยู่ที่ต่างจังหวัดและแยกทางกันไปมีครอบครัวใหม่ ทางด้านปู่กับย่าต้องรับภาระเลี้ยงดูน้องสาว น้องชาย และลูกพี่ลูกน้องของบุ๋มอีก รวมทั้งหมด 5 คน จึงทั้งลำบากและต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของหลานๆ ตอนเรียนอยู่ชั้นป.2 แม่ให้บุ๋มกับน้องๆ ไปอยู่กับญาติที่กรุงเทพฯ แต่กลับกลายเป็นว่าบุ๋มในวัย 8 ขวบ ต้องรับภาระเลี้ยงดูน้องของตัวเองทุกอย่าง จนกระทั่งหลังจากนั้น 1 ปี ปู่จึงมาขอรับบุ๋มกับน้องๆ กลับไปอยู่ด้วยกันที่จังหวัดอ่างทอง บุ๋มรู้ว่าปู่ต้องไปรับจ้างแบกข้าวทำงานหนักทุกวัน เธอจึงรับหน้าที่ดูแลน้องด้วยใจที่อดทนมาโดยตลอด ปัจจุบันนอกจากรับจ้างเก็บกระเจี๊ยบเขียวทุกเช้าวันหยุดแล้ว เวลาที่เหลือบุ๋มจะรับจ้างงานทุกอย่างจากคุณครูที่โรงเรียนเป็นรายได้เสริมด้วย โดยจะเก็บเงินแบ่งไว้ใช้ในยามที่ปู่กับย่าขาดแคลน เธอกับน้องๆ จะได้มีเงินไปโรงเรียน บุ๋มตั้งใจไว้ว่าหากมีโอกาสได้เรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น เธออยากจะเป็นคุณครูที่ดีให้ได้อย่างคุณครูของเธอ ช่วยเหลือเพิ่มเติม : บัญชี น.ส.วิชุดา พิมพันธุ์ดี ธนาคารกรุงศรี สาข
จากกรณีหวย 30 ล้าน ซึ่งกลายเป็นข้อถกเถียง ระหว่างครูปรีชา และหมวดจรูญ ว่าใครกันแน่เป็นเจ้าของหวยชุดเจ้าปัญหา ซึ่งคดีดังกล่าวได้อยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรมแล้ว เมื่อเวลา 16.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบ ได้นำครูปรีชา จำลองเหตุการณ์วันซื้อหวย โดยเลือกเวลาใกล้เคียงกับวันที่เกิดเหตุ ซึ่งทำทุกอย่างเหมือนกับวันที่เกิดเหตุ โดยครูปรีชา ได้พาไปที่แผงล็อตเตอรี่ ของเจ๊เกียว ก่อนที่จะจำลองสถานการณ์วันเกิดเหตุซึ่ง ครูปรีชา ได้เดินตลาดซื้อกับข้าวต่อและมีการพูดคุยกับแม่ค้า จากนั้นได้ก็มีการเดินมาคุยกับพ่อค้าอีกแผงหนึ่ง ระหว่างนั้นวางกับข้าวที่ซื้อมากับพื้น เพื่อคุยกับพ่อค้า ว่าได้เลข 726 ที่ตั้งใจซื้อมาแล้ว แต่ไม่ได้หยิบเลขให้ดู เมื่อคุยเสร็จก็ก้มลงหยิบหวยที่พื้น ซึ่งคาดว่าหวยอาจจะหล่นระหว่างนั้น โดยเมื่อหยิบกับข้าวซึ่งมีผักบุ้ง ปลาเค็ม และอื่นๆ เสร็จแล้วตนก็เดินกลับมาขึ้นรถที่จอดอยู่นอกตลาดและขับรถกลับบ้านทันที ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากจำลองเหตุการณ์เสร็จเรียบร้อยครูปรีชาได้ขึ้นรถและเดินทางออกจากบริเวณตลาดทันที โดยไม่ยอมตอบคำถามผู้สื่อข่าวแต่อย่างใด จากนั้น เจ้าหน้าที่กองปราบได้เดินทางไปที่บ้านข
จากกรณีข่าวล่าสัตว์ ของ นายเปรมชัย กรรณสูตร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร หรือซีอีโอ อิตาเลียนไทย บริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่ ซึ่งกำลังถูกโจมตีอย่างหนัก ทำให้ผู้เสพข่าวบางท่าน เรียกผิดเรียกถูก ระหว่างอิตาเลียนไทยของนายเปรมชัย และ อิตัลไทย เรื่องนี้ทำให้อิตัลไทย ถึงกับออกแถลงการณ์ เพราะไม่เช่นนั้น อาจถูกถล่มไปด้วยโดยความเข้าใจผิดจากชื่อบริษัท แถลงการณ์มีดังนี้ ฝ่ายสื่อสารองค์กรของกลุ่มบริษัทอิตัลไทย ขออนุญาตชี้แจงในกรณีความเข้าใจผิดอันเกิดจากความสับสนระหว่างชื่อบริษัท ดังนี้ กลุ่มบริษัทอิตัลไทย บริหารงานโดย นายยุทชัย จรณะจิตต์ ประธานเจ้าหน้าบริหาร กลุ่มบริษัทอิตัลไทย ซึ่งกลุ่มบริษัทอิตัลไทย มี บริษัทภายใต้กลุ่ม รวม 6 บริษัท คือ อิตัลไทยอุตสาหกรรม นำเข้าเครื่องจักรกล, อิตัลไทยวิศวกรรม ทำงานผู้รับเหมางานระบบไฟฟ้าและพลังงาน, ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป รับบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ท และสปา, อิตัลไทยฮอสพิทาลิตี้ นำเข้าชา ไวน์ และน้ำผลไม้, ศูนย์การค้าริเวอร์ ซิตี้ และโรงแรมแมนดาริน กรุงเทพ เท่านั้น โดยการบริหาร รวมทั้งคณะผู้บริหารกลุ่มบริษัทและบริษัทในเครือ ทางกลุ่มบริษัทอิตัลไทย ไม่มีความเกี่ยวข้
เมื่อวันที่ 9 ก.พ. ร.ต.ท.จรูญ วิมล และทนายษิทรา เดินทางมาที่กองปราบปราม เพื่อมอบหลักฐานในคดีหวย 30 ล้านเพิ่มเติม จากนั้นทนายษิทรากล่าวภายหลังเข้าพบเจ้าหน้าที่ว่า ได้มามอบหลักฐานให้ตำรวจกองปราบ ซึ่งเบื้องต้นมีพยานหลักฐานค่อนข้างมากอยู่แล้ว แต่วันนี้นำหลักฐานมาสนับสนุนให้สำนวนแน่นขึ้น ทั้งพยานบุคคลคนสำคัญ ไลน์และเอกสารจำนวนหนึ่ง โดยหลักฐานในโทรศัพท์มือถือและพยานฝ่ายครูปรีชา ใคร่ครวญ กว่า 40 ปากนั้น เจ้าหน้าที่มีวิธีการให้ได้ข้อมูลมาประกอบสำนวน โดยเป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ทนายษิทรา กล่าวอีกว่า จากการพูดคุยกับตำรวจ โดยผบก.ป.คาดใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ทุกอย่างจะชัดเจน หากมีหลักฐานชัดเจนว่าทำเป็นขบวนการและสร้างหลักฐานเท็จ เราจะแจ้งความในข้อหาว่าให้การเท็จ ทั้งกับตำรวจและศาลแพ่ง ส่วนเรื่องคลิปเสียงนั้น ทนายษิทรา กล่าวว่า คลิปเสียงเป็นหลักฐานสำคัญ โดยเป็นหลักฐานที่ตำรวจดึงข้อมูลจากมือถือของครูปรีชา ลุงจรูญและผู้ต้องสงสัยฝั่งครูปรีชา เพื่อมาประกอบสำนวน ด้านลุงจรูญเผยว่า นับตั้งแต่สาบานรู้สึกสบายใจขึ้น ขอบคุณคนที่ให้กำลังใจ หากผลตัดสินออกมาลอตเตอรี่เป็นของตน จะนำเงินที่ถูกอายัดไว้ไปทำบุญอุทิ
วันที่ 9 ก.พ. นายสิขกพงษ์ กระแจะจันทร์ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอุทยานสมเด็จพระศรีนครินทร์ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี พร้อมด้วย พ.ต.ท.รัชพล กิตติคุณชนก หัวหน้าชุด ปทส. (กาญจนบุรี-สุพรรณบุรี) ร.ต.ท.สุวัฒน์ ห้วยหงษ์ทอง รอง สว.กก.5 บก.ปทส. นายสราวุฒิ กังวีระนนท์ เจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดแล้วจังหวัดกาญจนบุรี (ทสจ.กจ.) นายธนบดี โอภาสชญานนท์ หน.หน่วยปฏิบัติการพิเศษที่1 สปป.1 (ภาคกลาง) สนธิกำลังตรวจสอบร้านอาหารป่า เพื่อป้องกันลักลอบขายสัตว์ป่าที่ จ.กาญจนบุรี นายสิขกพงษ์ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากทางสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ได้ดำเนินการออกประชาสัมพันธ์ว่ากล่าวและตักเตือนร้านค้าและร้านอาหารที่มีลักษณะขึ้นป้ายโฆษณาว่าเป็นการขายอาหารป่าให้กับลูกค้า และการมาที่ร้านอาหารที่อยู่บริเวณนี้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ สบอ.3 (บ้านโป่ง) ได้รับแจ้ง และสืบทราบมาว่ามีร้านค้าบางร้านมีพฤติกรรมหลอกลวงประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เข้ามารับประทานอาหารในร้าน ว่ามีการขายอาหารประเภทสัตว์ป่า แต่ที่จริงแล้วอาหารชนิดดังกล่าวนั้นไม่ใช่สัตว์ป่าตามที่ติดป้ายเอาไว้ เช่นอาหารประเภท เก้ง และกวาง หรือแม้กระ
วันที่ 9 ก.พ. กรณีการจับกุมนายเปรมชัย กรรณสูตร ประธานบริหารและกรรมการ บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) พร้อมพวก 3 คน ที่เข้าไปลักลอบล่าสัตว์ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ก่อนถูกเจ้าหน้าที่จับกุมพร้อมอาวุธปืนและซากเสือดำและสัตว์อื่นๆ ล่าสุดได้มีการเผยแพร่ บันทึกข้อความเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก จ.กาญจนบุรี เรื่องขอนุญาตเข้าพื้นที่ดังกล่าว ลงนามโดยนายวิเชียร ชิณวงษ์ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ ทำหน้าที่หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ซึ่งเป็นหัวหน้าชุดจับกุมนายเปรมชัย ระบุว่า ด้วยเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ฯ ได้รับการประสานทางโทรศัพท์จากผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า แจ้งว่าคณะของนายเปรมชัย มีความประสงค์เข้าศึกษาธรรมชาติเส้นทางทินวย-ทิคอง-มหาราช และเส้นทางสะเน่พ่อง-เกาะสะเติ่ง ระหว่างวันที่ 3-4 ก.พ. รถยนต์จำนวน 1 คัน ทะเบียน 7ค-2192 กทม. พิจารณาแล้วเห็นควรอนุญาตให้คณะดังกล่าวเข้าทำกิจกรรมในเวลาที่แจ้งไว้ ทั้งนี้มีรายงานข่าวจากกรมอุทยานแห่งชาติฯ แจ้งว่า จากบันทึกข้อความดังกล่าวเชื่อว่านายวิเชียรได้ปล่อยให้คณะของนายเปรมช
จากกรณี นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารอิตาเลียนไทยและพวกอีก 3 คน ประกอบด้วย นายยงค์ โดดเครือ, นางนที เรียมแสน และ นายธานี ทุมมาศ โดนจับฐานลักลอบเข้าตั้งแคมป์ และล่าสัตว์ป่า ในเขตป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก พร้อมซากสัตว์ป่าคุ้มครองหลายชนิดและอาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุน ล่าสุด รายการทุบโต๊ะข่าว ทางอัมรินทร์ทีวี ลงพื้นที่มาที่บ้านของ นายยงค์ 1 ในผู้ต้องหา ที่อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี โดยเพื่อนบ้าน ชื่อ นางแวว (นามสมมติ) เปิดเผยว่า นายยงค์ทำงานที่อิตาเลียนไทยมาทั้งชีวิต ตอนนี้เกษียณแล้วก็ยังขับรถให้เจ้านายอยู่ นางแววเปิดเผยอีกว่า นายยงค์ เป็นคนดี รักสัตว์ บ้านนายยงค์เลี้ยงสุนัข 7-8 ตัว เลี้ยงในห้องแอร์ บางครั้งนายยงค์ยังซื้ออาหารไปให้สุนัขจรจัดด้วย จึงคิดว่า นายยงค์ไม่น่าจะเป็นคนไปล่าสัตว์ แต่เรื่องที่โดนจับนั้นตนไม่ทราบ ส่วนเรื่องการยิงปืน ตนไม่รู้ว่านายยงค์ยิงปืนหรือไม่ และไม่เคยเห็นนายยงค์พกปืนหรือยิงปืนมาก่อน ตนรู้สึกสงสาร และอยากให้กำลังใจนายยงค์ เพราะตนรักนายยงค์ เหมือนพี่น้อง ขอบคุณที่มา AMARIN TVHD
