ข่าววันนี้
เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในโซเชียลเน็ตเวิร์กเกิดกระแสการแชร์ข้อมูลจากเวปไซต์ pantip.com ซึ่งผู้ใช้ชื่อว่า griffithwing ได้ตั้งกระทู้ตั้งคำถามเกี่ยวกับโรงงานผลิตกระทะยี่ห้อโคเรียคิง ว่าจากคลิปโรงงานดังกล่าว เหตุใดจึงดูเป็นโรงงานใหม่ เหมือนเป็นฉากที่เซ็ตขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นสีที่เหมือนยังไม่แห้งดี ป้ายโรงงานที่เหมือนเพิ่งพิมพ์บนไวนิล ไม่สมกับโรงงานมาตรฐาน นอกจากนี้ เจ้าของกระทู้ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้คลุกคลีกับโรงงานอุตสาหกรรมในนิคมต่างๆหลายแห่ง ยังตั้งข้อสังเกตว่า เครื่องจักรไม่มีแม้แต่ Label ระบุการทำงานทั้งที่อ้างว่าได้ ISO แม้แต่ถุงมือของท่านประธานบริษัทก็เป็นรู อีกทั้งพนักงานของทั้งโรงงานที่ปรากฏในคลิปเหตุใดจึงมีเพียง 2 คนเท่านั้น ข้อความส่วนหนึ่งมีดังนี้ ทำไมในคลิปโรงงานของโคเรียคิง (Korea King) ดูใหม่ ดูสียังไม่ค่อยแห้งดี ดูfake ดูทำขึ้นมาเฉพาะกิจยังไงก็ไม่รู้ ยังมีรอยพ่นสีที่สวิตซ์ไฟอยู่เลย ตัวผมเองเมื่อก่อนก็เคยคลุกคลีกับโรงงานตามนิคมอุตสาหกรรมมาหลายแห่งมาก บอกได้แบบมั่นใจว่า 1. โรงงานเป็นโรงงานเช่ามาแน่ๆ ป้ายยังเป็นไวนิลปริ๊นท์อยู่เลย ไปดูโรงงานที่เค้าได้มาตรฐานทั่วไป ป
สองหนุ่มผู้บริหารแห่งกลุ่มบริษัท นีโอ กรุ๊ป พร้อมลุย ตั้งเป้าเข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 2565 ประเดิมปรับโฉมครั้งใหญ่ นีโอ สุกี้ รอบ 18ปี พุ่งชนตลาดเชนร้านอาหาร ขยายสาขาแตกไลน์ธุรกิจอาหารแบรนด์ใหม่ สร้างแบรนด์ให้เป็นที่เลิฟในใจผู้บริโภค การแข่งขันทางธุรกิจในยุคดิจิตัล 4.0 สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการปรับตัวตอบรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การพลิกโฉมธุรกิจของ กลุ่มนีโอ กรุ๊ป นั้นได้ประเดิมเริ่มจากการ รีแบรนดิ้ง ของนีโอ สุกี้ นำทัพโดยคุณณัฐพล กัปปิยจรรยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท นีโอ สุกี้ไทยเรสเทอรองส์ จำกัด คุณณัฐผลกล่าวว่า บริษัทฯได้รีแบรนด์ดิ้งใหม่เพื่อปรับภาพลักษณ์ตราสินค้า ถือเป็นการปรับโฉมของแบรนด์ครั้งแรกในรอบ 18 ปี ตั้งแต่ก่อตั้งแบรนด์ นีโอ สุกี้มา คาดว่าจะทำการปรับภาพลักษณ์ทุกสาขาแล้วเสร็จภายในปี 2560 โดยเริ่มใช้ธีมใหม่ที่สาขา INT เป็นสาขาแรก ซึ่งการเปลี่ยนธีมใหม่คือการออกแบบโลโก้รูปแบบใหม่จะเน้นไปที่แบรนด์อินไซซ์ เน้นเส้นสายที่ดู Home Made มีความสากลมากขึ้นยึดหลักศาสตร์ของสีและมีการคุมโทนสีที่ดีให้ลูกค้าจดจำให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ยังทำลายเซ็นของแบรนด์ให้มีความชัดเจนมาก
SAICO คาดเป้ายอดส่งออกปี”60 ยืน 3,600 ล้านบาทเท่าปีก่อน พร้อมแตกไลน์ผลิตผลไม้อื่นนอกจากสับปะรดกระป๋อง หวังเจาะตลาดจีนมากขึ้น หวั่นปริมาณผลผลิตสับปะรดล้นตลาด ทำราคาวัตถุดิบเกษตรกรดิ่ง ด้านชาวไร่หวัง กม.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาคลอดออกมาเร็ว จะดึงโรงงาน-เกษตรกรมาทำคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่งรักษาเสถียรภาพราคามากขึ้น นางสาวกัญญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท สยามอุตสาหกรรมอาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ SAICO เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปี 2560 บริษัทมีนโยบายที่จะขยายไลน์การผลิตสินค้าในกลุ่มผลไม้ต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เช่น มะม่วง ผลไม้รวม โดยจะทำในรูปแบบกระป๋อง และแพ็กเกจอื่น ๆ เพิ่มเติม จากปัจจุบันผลิตเฉพาะสับปะรดกระป๋อง และซอส โดยมีเป้าหมายจะขยายสินค้าเข้าสู่ตลาดจีน ซึ่งเริ่มปีนี้เป็นปีแรก ทั้งนี้ ปี 2560 บริษัทคาดการณ์ยอดรวมรายได้จะเติบโตประมาณ 3,600 ล้านบาท เทียบเท่ากับปี 2559 เนื่องจากปัจจัยเศรษฐกิจของประเทศผู้นำเข้า บริษัทยังเน้นทำตลาดส่งออก 100% และทำตลาดรับจ้างผลิต (OEM) เป็นหลัก โดยตลาดหลักที่บริษัททำการค้าอยู่แล้ว เช่น ตลาดสหรัฐอเมริกา ตลาดสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่
นายพิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมสถานีกลางบางซื่อ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายนว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้บริษัท ขนส่ง จำกัด(บขส.) ย้ายสถานีขนส่งหมอชิต 2 ไปอยู่ในพื้นที่หมอชิตเดิม ซึ่งปัจจุบันเป็นศูนย์บำรุงรถไฟฟ้าบีทีเอส เพื่อคืนพื้นที่หมอชิต 2 ซึ่งอยู่ในแปลงซี ตามแผนการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ให้การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)นำไปดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนตาม พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ(พีพีพี)ต่อไป นายพิชิต กล่าวว่า สำหรับพื้นที่หมอชิต 1 ที่ บขส.จะย้ายกลับไปนั้น จะเป็นการใช้พื้นที่ด้านบนของอาคารศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าบีทีเอส โดยจะเป็นการก่อสร้างอาคารเพิ่มเติมขึ้นไปอีกหลายชั้น เพื่อรองรับการให้บริการกับประชาชนได้อย่างสะดวก ขณะเดียวกันจะมีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการในพื้นที่สถานีขนส่งผู้โดยสารด้วย โดยจะเป็นการให้บริการในลักษณะเดียวกันกับสถานีโตเกียวของญี่ปุ่น ที่มีการเชื่อมโยงการเดินทางด้วยระบบที่ทันสมัย “ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวเป็นของกรมธนารักษ์ที่ให้สัมปทานบริษัท บางกอกเทอร์มินอล จำกั
วันที่ 2 มิ.ย. ร.ต.อ.บัณฑิต ทรัพย์คง รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองฉะเชิงเทรา ได้รับแจ้งว่ามีผู้เก็บเงินได้ที่บริเวณหน้าตู้เอทีเอ็ม ของธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาฉะเชิงเทรา ถ.มหาจักรพรรดิ ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา จึงเดินทางไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยฉะเชิงเทรา ที่เกิดเหตุพบกลุ่มเยาวชนชาย-หญิง จำนวน 5 คน ซึ่งเป็นพลเมืองดีที่โทรไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ กำลังนั่งล้อมวงรอบเงินจำนวน 41,000 บาทไว้เพื่อป้องกันเงินหาย โดยทราบชื่อภายหลังคือนายกรวิชญ์ พรมตาไก้ อายุ 19 ปี, นายธัชธรรม วงศ์ชารี อายุ 19 ปี, น.ส.จุฑามณี สารภักดี อายุ 19 ปี, น.ส.ณิชมน นฤดีศรีอุทัย อายุ 18 ปี, และน.ส.รัชนีกร จุ้ยกุดแคน อายุ 19 ปี จากการสอบถามทราบว่า ทั้งหมดเป็นนักเรียนที่เพิ่งจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย จ.ขอนแก่น และรอผลสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยเดินทางมาเที่ยวบ้านเพื่อนที่ฉะเชิงเทรา ขณะเกิดเหตุได้เดินออกจากบ้านเพื่อนเพื่อมาหาข้าวกิน แต่ปรากฏว่าเห็นเงินจำนวนมากตกอยู่ที่บริเวณฟุตปาธทางเดินเท้าหน้าตู้เอทีเอ็มดังกล่าว จึงได้โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากนั้นผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงก็มีนายมิน
พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติ (ททช.) เปิดเผยว่า หลังรัฐบาลจัดระเบียบด้านการท่องเที่ยว เพื่อแก้ปัญหาทัวร์ผิดกฎหมาย โดยร่วมกับหน่วยงานต่ของไทยและสำนักงานท่องเที่ยวแห่งชาติของจีน(ซีเอ็นทีเอ) จนปัจจุบันปัญหาลดลงไปมาก ถือว่าพอใจกับการปฏิบัติการกวาดล้างทัวร์ศูนย์เหรียญ ซึ่งทางซีเอ็นทีเอจะเข้ามาดูงานและจัดตั้งหน่วยงานลักษณะตำรวจท่องเที่ยวของไทยในเมืองจีนด้วย ซึ่งรัฐบาลยังเดินหน้าปราบปรามจนปัญหาหมดให้ได้ เพื่อยกระดับรายได้สู่ภาคการท่องเที่ยวของไทย รายงานข่าวจากททช. ระบุว่าหลังประธานกรรมการททช. ลงนามแต่งตั้งคณะอนุกรรมการกำกับตรวจสอบและส่งเสริมธุรกิจนำเที่ยว (ภาครัฐร่วมภาคเอกชน)แล้ว ได้สั่งการให้คณะอนุกรรมการฯเตรียมรับมือการกลับมาระบาดของทัวร์ศูนย์เหรียญอีกครั้ง เพราะใกล้ช่วงเทศกาลท่องเที่ยว ประกอบกับพบสัญญานการแข่งขันด้านราคากลับมาและแนวโน้มสูงขึ้น เช่น ขายนำเที่ยวนอกรายการ(ออฟชั่นนอล ทัวร์) สูงถึง 8,000-10,000 บาท สูงเกินกว่าราคากำหนดไว้ไม่ให้เกิน 3 พันบาทต่อคนต่อทริป ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯ ได้กำหนดแนวทางรับมือปัญหา ดังนี้ 1.หารือกับซี
วันที่ 2 มิถุนายน 2560 เวลา 15.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานกิจกรรม “Healthy Talk : สายตาดีด้วยวิธีมหัศจรรย์” โดย “จอย-อุราภา วัฒนะโชติ” ผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูดวงตาด้วยวิธีธรรมชาติ ภายในงานแฟร์สุขภาพประจำปี “Healthcare 2017 ฟิตเกินวัย ใจเกินร้อย” ณ เพลนารีฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจัดขึ้นโดยบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) และสื่อในเครือ “จอย อุราภา” ผู้เขียนหนังสือ “สายตาดีด้วยวิธีมหัศจรรย์” เปิดเผยวิธีสุดว้าวในการฟื้นฟูสายตาทั้งสั้น ยาว เอียง หรือเหล่ ด้วยวิธีการฝึกสายตาที่เรียกว่า “เอ็กเซอร์ไซส์” ซึ่งสามารถฝึกได้ทุกเพศทุกวัย ปราศจากความเสี่ยง ทั้งยังมีโอกาสฟื้นฟูจนสามารถมองเห็นได้เป็นปกติ ไม่จำเป็นต้องสวมแว่นให้รำคาญใจ “การฟื้นฟูไม่มีความเสี่ยง ทำได้ทุกคน ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มที่เป็นโรคทางตา ควบคู่ไปกับจักษุแพทย์ จริงๆ ก็ช่วยให้ถอดแว่นมาได้หลายคนแล้ว คลินิกเปิดมา 6 ปีแล้ว อย่างน้อยๆ ก็ช่วยให้ชะลอ หรือถ้าสั้นไปแล้วก็มีโอกาสที่จะถอดแว่นได้ โดยที่กระบอกตาไม่เปลี่ยน แต่การมองเห็นเปลี่ยน คือมองได้ชัดเจนตามป
เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลแพ่งมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 8กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในคดีที่นายธีรเกียรติ เจริญบัณฑิตสกุล ผู้เสียหาย เป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ชั้นปีที่ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บมจ.เสริมสุข เป็นจำเลยต่อแผนกคดีผู้บริโภคในศาลแพ่งเป็นคดีหมายเลขดำ ผบ.1500/2558 เรื่องละเมิด เรียกค่าสินไหมทดแทนประกอบด้วย ค่าพยาบาลรักษาตัว, ค่าขาดโอกาสทางการศึกษา,ค่าขาดรายได้จากการทำงานและค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบอาชีพในอนาคต เนื่องจากสูญเสียการมองเห็นดวงตาข้างซ้ายและค่ารักษาพยาบาลในอนาคต รวมเป็นเงิน 10,897,000 บาทและดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี คำฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2557 โจทก์ทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟ อยู่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.ขอนแก่น ได้รับบาดเจ็บที่ใบหน้าและดวงตาซ้ายเนื่องจากขวดแก้วบรรจุน้ำอัดลม(เอส)ระเบิดระหว่างที่โจทก์หยิบขวดน้ำอัดลมจะไปส่งให้กับลูกค้า แต่เกิดระเบิดทำให้เศษแก้วพุ่งเข้าใส่ใบหน้าโจทก์อย่างแรง ระหว่างโจทก์เข้ารักษาอาการที่โรงพยาบาล แพทย์วินิจฉัยเบื้องต้นว่า เลนส์ตาซ้ายแตก จึงยื่นฟ้องจำเลยในฐานะผู้ประกอบการต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากสินค้
เป็นที่ฮือฮาบนโลกออนไลน์ไม่น้อย เมื่อเพจ ที่นี่ลำพูน แชร์ภาพ ปิดตำนานร้านค้าปลีกแห่งแรกและแห่งเดียวของ อ.ทุ่งหัวช้าง ลำพูน ซึ่งเปิดได้ไม่นาน ปิดกิจการในวันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่าคาดไม่เหมาะกับวิถีชีวิตของคนทุ่งหัวช้าง ก่อนที่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจะนำไปโพสต์ต่อในเว็บไซต์พันทิป โดยต่างแสดงความคิดเห็นว่า ที่ห้างค้าปลีกต้องปิดตัวลงเนื่องจากไม่เหมาะกับวิถีชีวิตคนหัวช้าง บ้างวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเพราะเศรษฐกิจที่ซบเซา และความห่างไกลของพื้นที่ที่ไม่คุ้มกับค่าขนส่งสินค้า ทำให้ต้องปิดกิจการลง อย่างไรก็ตามในเฟซบุ๊กมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเช็คอิน ใช้บริการในห้างค้าปลีกจำนวนมาก ที่มา มติชนออนไลน์
เป็นที่ฮือฮาในโลกออนไลน์แดนมังกรเมื่อได้เห็นทางต่างระดับในนครฉงชิ่งที่เพิ่งเปิดตัวใช้ไปเมื่อเร็วๆนี้ ซึ่งถ้าเป็นทางต่างระดับธรรมดาก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนัก แต่ทางต่างระดับนี้มีมากถึง 5 ชั้น 15 แยก เชื่อมต่อการเดินทางในนครฉงชิ่ง 8 ทิศทางทั้งเกาะกว่างหยาง สนามบินเจียงเป่ย เขตหนานอั้น สะพานวัดต้าฝอ สะพานเฉาเทียนเหมิน เขตตั้นจื่อสือ ย่านสื่อกงหลี่ และเขตฉาหยวน ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นทางต่างระดับที่ซับซ้อนมากที่สุดในเมือง และเกิดการแสดงวิพากษ์วิจารณ์ความคิดเห็นกันอย่างมากในเว่ยป๋อสื่ออนไลน์ของจีน ที่บางรายระบุถึงความกังวลเกี่ยวกับการใช้ทางต่างระดับแห่งนี้ บางก็แสดงความคิดเห็นแบบติดตลกว่า หากไปผิดแยกทีคงจะต้องเที่ยวรอบฉงชิ่งเป็นแน่ ที่มา shanghaiist photo shanghaiist via NetEase
