ข่าววันนี้
นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวมีข้อมูลพื้นฐานปริมาณการบริโภคข้าวของคนไทย เฉลี่ยทั้งประเทศบริโภคประมาณ 110 กิโลกรัม (กก.) ต่อคนต่อปี เมื่อดูรายภูมิภาค ปริมาณการบริโภคข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ 142 กก.ต่อคนต่อปี ภาคเหนือบริโภค 109 กก.ต่อคนต่อปี ภาคใต้บริโภค 83 กก.ต่อคนต่อปี ภาคกลางและกรุงเทพฯ บริโภค 46 กก.ต่อคนต่อปี สำหรับปริมาณการบริโภคข้าวในประเทศต่างๆ เช่น เวียดนามบริโภค 215 กก.ต่อคนต่อปี พม่าบริโภค 228 กก.ต่อคนต่อปี อินโดนีเซียบริโภค 146 กก.ต่อคนต่อปี จีนบริโภค 82 กก.ต่อคนต่อปี ญี่ปุ่นบริโภค 60 กก.ต่อคนต่อปี เฉลี่ยภาพรวมทั้งโลกบริโภค 61 กก.ต่อคนต่อปี “ปริมาณการบริโภคข้าวของคนไทยถือว่ายังสูงอยู่ แต่แนวโน้มก็ลดลงตามการพัฒนาของสังคมเมือง ที่ประชากรส่วนใหญ่ในเมืองที่พัฒนาแล้ว ห่วงสุขภาพ ลดการบริโภคแป้ง จึงกระทบต่อการบริโภคข้าว”นายอนันต์กล่าว นายอนันต์ กล่าวว่า พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมการข้าวร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน จัดทำแผนการผลิตข้าวครบวงจร 5 ปี (2560-64) เพื่อสร้างสมดุลให้กับผลผลิตและราคาข้า
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และ สภาพนักงานมหาวิทยาลัย มธ. จัดกิจกรรมการเปิดพื้นที่นำร่องให้ชาวนาเครือข่ายขายข้าวตรงสู่ผู้บริโภคโดยในระยะแรกจะมีเครือข่ายชาวนาจากจังหวัดปทุมธานี สุพรรณบุรี และลพบุรี นำข้าวมาจำหน่ายถึงมือผู้บริโภคเป็นจำนวนกว่า 2 ตัน ทั้งนี้ ภายในยังมีการนำเสนอมุมมองจากนักวิชาการด้านการบริหารธุรกิจ โดยแนะทุกภาคส่วนช่วยกันแก้ไขสภาวะราคาข้าวตกต่ำรวมถึงการบูรณาการองค์ความรู้และหลักการบริหารจัดการ โดย “ภาคเกษตรกร” ควรรวมตัวเป็นเครือข่ายหรือเป็นวิสาหกิจชุมชน เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและสร้างโอกาสทางการแข่งขัน “ภาครัฐบาล” ควรเข้ามามีบทบาทในการผลักดันการจัดตั้งโรงสีข้าวภายในชุมชนให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นการขจัดการเกิดปัญหาเกษตรกรถูกโรงสีข้าวกดราคา “ภาคการศึกษา” ควรเข้ามามีบทบาทในการถ่ายทอดองค์ความรู้และร่วมพัฒนาสินค้าของเกษตรกรและชาวนาไทย และ “ภาคประชาชน” ควรมีส่วนร่วมในการสนับสนุนในการซื้อผลิตภัณฑ์ข้าวโดยตรงจากชาวนาไทย ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดยมีเครือข่าย
วันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 นายบูรณาการ ตาคำ หัวหน้าสำนักปลัดเทศบาลตำบล(ทต.) งิม อ.ปง จ.พะเยา กล่าวว่า เนื่องจากตนได้จัดทำศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ในบ้านสวนเกษตรผสมผสานแบบบูรณาการ มาตั้งแต่ปี 2548 ภายในพื้นที่ 2-3 ไร่ มีทั้งทำนาข้าว ปลูกพืชผักสวนครัว สระเลี้ยงปลา และขณะนี้ได้แบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งประมาณ 1 ไร่ ทดลองปลูกเผือกหอมหัวใหญ่ ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ของ อ.ปง ประสบปัญหาเรื่องราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำซ้ำซากทุกปี โดยเฉพาะการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทั้งเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยา ซื้อจากนายทุน แต่ท้ายที่สุดเมื่อให้ผลผลิตแล้วนายทุนไม่รับซื้ออ้างเหตุผลต่างๆ นานา กดราคาให้ข้าวโพดตกต่ำ ปีนี้เกษตรกรแจ้งว่า กก.ละ 3 บาท ถูกมากต่ำกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหนึ่งห่อ ดังนั้นการทดลองปลูกเผือกหอมที่เริ่มต้นขึ้นได้นาน 3-4 เดือน แล้วรออีกสักระยะให้หัวใหญ่มีน้ำหนักประมาณหัวละ 1 กก. ก็จะเก็บเกี่ยว คาดว่ากลางฤดูหนาวนี้ในชุดแรกที่ปลูกจะเก็บได้ “ตนติดตามข้อมูลทางการตลาดของเผือกหอม ราคาที่ตลาดไทยหรือตลาดอื่นๆ ในกรุงเทพฯ กก.ละ 50-60 บาท ตลาดต่างจังหวัด กก.ละ 20-30 บาท ซึ่งแม้ว่าจะมีราคาต่ำสุดในตลาดต่างจังหวัด เผือกหอมก็ถื
นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมฯ อยู่ระหว่างเตรียมขอพระบรมราชานุญาตในการผลิตเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งกระบวนการจะต้องเดินหน้าตามระเบียบ สำหรับแผนบริหารจัดการการจำหน่ายเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนั้น ขณะนี้ประชาชนยังมีความต้องการเหรียญที่ระลึกเป็นจำนวนมาก โดยปัจจุบันกรมฯ มีสต็อกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเหลืออยู่เพียง 1 ล้านกว่าเหรียญเท่านั้น จากเดิมที่ 4 ล้านกว่าเหรียญ ดังนั้น ทำให้ต้องวางแผนบริหารการจำหน่ายเหรียญให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการของประชาชนจากทั่วประเทศให้ได้มากที่สุด แนวทางที่จะนำมาใช้ คือ การเร่งกระจายเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกที่เหลืออยู่ไปยังต่างจังหวัดให้ครบทั้ง 76 จังหวัด ทำให้ในสัปดาห์หน้า (7-11 พ.ย.) กรมฯ จะหยุดจำหน่ายเหรียญกษาปณ์ดังกล่าว ก่อนจะกลับมาจำหน่ายพร้อมกันอีกครั้งในวันที่ 14 พ.ย.59 เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในปัจจุบัน ยังเหลือที่สามารถเปิดจำหน่ายให้ประชาชนได้อีกประมาณ 5 ประเภท จากทั้
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า เมื่อช่วงเช้าวันที่ 4 พ.ย. 2559 บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) เปิดตัวบัตรภาพผนึกตราไปรษณียากรพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 9 อย่างเป็นทางการ พร้อมสาธิตการลงทะเบียนจองรับสิทธิ์ นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) เปิดเผยว่า เพื่อการเป็นการแสดงความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีต่อกิจการไปรษณีย์มาตลอด70ปีแห่งรัชสมัย ไปรษณีย์ไทยจึงได้จัดทำบัตรภาพผนึกตราไปรษณียากรพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 9 จำนวน 9,999,999 ดวง เพื่อให้ประชาชนคนไทยได้เก็บเป็นที่ระลึก โดยจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนแจ้งความจำนงในการขอรับผ่านช่องทางเว็บไซต์ที่ www.stamprama9.thailandpost.com ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2559 ตั้งแต่เวลา 7.00 น. จนถึงก่อนเวลา 24.00 น. วันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ แต่ขอสงวนสิทธิ์ในการลงทะเบียน 1 ท่าน ต่อการ์ดที่ระลึกชุดพิเศษนี้ 1 ใบ “เราเตรียมระบบไว้ให้ง่ายที่สุดในการกรอกข้อมูล โดยผู้ลงทะเบียนจะต้องใช้หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน พร้อมกรอกรายละเอียดชื่อ-น
https://www.youtube.com/watch?v=L0EyvRHVEqw ที่มา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน นายสมศักดิ์ คณาคำ นายอำเภอแม่จัน จ.เชียงราย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่เกษตรและทหารเข้าทำการตรวจสอบการรับซื้อขายข้าวเปลือกนาปีภายในสหกรณ์การเกษตรแม่จัน จำกัด เพื่อดูแลความเรียบร้อยในการรับซื้อและประเมินสถานการณ์ราคาข้าว ภายหลังหลายพื้นที่ประสบกับปัญหาราคาข้าวที่ตกต่ำ ซึ่งพบว่ายังคงมีชาวนาทยอยนำข้าวมาชั่งเพื่อขายกันอย่างต่อเนื่องแม้จะไม่สูงมากนักโดยมีราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 7.30 บาท เนื่องจากเป็นข้าวสดที่มีความชื้นสูง แต่ก็ยังเป็นราคาที่สูงกว่าการจำหน่ายให้กับพ่อค้าคนกลางที่มีการกดราคาเหลือเพียงกิโลกรัมละ 5-6 บาทเท่านั้น นายเดช วงศ์สุภา ประธานกรรมการสหกรร์การเกษตรแม่จัน จำกัด กล่าวว่า ทางหสกรณ์พยายามรับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาที่สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ชาวนามีรายได้เพียงพอต่อการลงทุน ขณะนี้ได้เตรียมความพร้อมทั้งอุปกรณ์ บุคลากรและการเงิน โดยทำการขอกู้วงเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตร(ธกส.) อีกประมาณ 100 ล้านบาท เพื่อทำการรับซื้อข้าวเปลือก ข้าวหอมมะลิ และข้าว กข. 6 จากชาวนาในช่วงฤดูกาลนี้ที่เหลือซึ่งจะออกมาในช่วงกลางเดือนนี้ เพื่อนำไปแปรรูปขาย ซึ่งจะทำให้ราคาตลาดสูงขึ้นโดย
จากกรณีชาวเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ มีการร้องทุกข์ว่า สถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว ใกล้กับดอยหลวงเชียงดาวในพื้นที่ บ้านนาเลาใหม่ หมู่ 10 ตำบลเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ มีการสร้างที่พัก โฮมสเตย์และรีสอร์ทสำหรับรองรับนักท่องเที่ยวขยายตัวเพิ่มขึ้น ขณะนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 16 แห่ง และมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามานอนพักเป็นจำนวนมาก ทำให้ทางโฮมสเตย์ที่มีอยู่เดิม ได้มีการขยายบ้านพักเพิ่ม บางรายถึงขั้นบุกรุกที่ป่า และแปรเปลี่ยนจากที่พักแบบโฮมสเตย์ขยายเป็นรูปแบบกึ่งรีสอร์ท ซึ่งถือว่าผิดเงื่อนไขที่เคยได้รับอนุญาตในการใช้พื้นที่ ตามมติ ครม. ปี 2541 ชาวบ้านที่ร้องเรียนเกรงว่าจะเกิดผลกระทบนำไปสู่ระบบนิเวศน์ทางธรรมชาติที่ถูกทำลายได้ เนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จากปัญหาดังกล่าว ทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง เบื้องต้นพบว่าในพื้นที่บ้านนาเลาใหม่ มีโฮมเสตย์ชื่อดังหลายแห่งที่นักท่องเที่ยวนิยมไป เริ่มขยายพื้นที่ก่อสร้างบ้านพักเพิ่ม ซึ่งหลายรายเข้าข่าย
นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ตนได้เข้าร่วมประชุมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ โดยมี พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม(ทส.) และนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวฯ เข้าร่วมประชุม โดยที่ประชุมได้มีการหารือถึงเรื่องการจัดการขยะ น้ำเสีย ในแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ว่าจะร่วมมือจัดการให้ดีขึ้นได้อย่างไร รวมทั้งเรืองมัคคุเทศก์ของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ที่จะมาอบรมกับกทส. เรื่องการท่องเที่ยวในพื้นที่อุทยานฯ นอกจากนี้ก็จะร่วมมือกันเกี่ยวกับการจำหน่ายตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ผ่านเคาเตอร์เซอร์วิสล่วงหน้าด้วย นายธัญญา กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้หารือกันเรื่องแหล่งท่องเที่ยวแนวแนวโลดโผน (Zipline) หรือการโหนสลิงจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่งเหมือนทาร์ซาน ซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งหลายครั้งก่อให้เกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บขึ้น โดยกรมอุททยานฯ จะไม่ยอมให้มีกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวในพื้นที่อุทย
จากกรณีปัญหาราคาข้าวตกต่ำเหลือแค่กิโลกรัมละ 5-6 บาท ทั้งนี้มีหลายหน่วยงานและหลายองค์กร ออกมาช่วยกันแชร์แนวคิดการขายข้าว ช่วยชาวนา ในโลกโซลเซียลกันอย่างแพร่หลาย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 พ.ย.เพจเฟซบุ๊ก “มีที่กินที่เที่ยวบอกด้วย อุบลราชธานี” ได้เผยแพร่และภาพหญิงสูงวัย ถือป้ายราคา”ไม่ซื้อไม่ได้แล้ว ข้าวหอมมะลิ กก.ละ 20 บาท ใส่ถุงวางขายบริเวณข้างถนน สำหรับข้อความที่เพจดังกล่าวระบุ ว่า #ชาวนาจัดหนักขนข้าวหอมมะลิเข้าเมืองขายกิโลกรัมละ20บาท หน้าโรงพยาบาลฯ สี่เเยกสถานีตำรวจอุบลฯ #ช่วยชาวนากันเถอะครับ” ซึ่งมีประชาชนและตำรวจต่างช่วยกันซื้อเป็นจำนวนมาก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากรูปภาพและข้อความดังกล่าว เผยแพร่ออกไป มีผู้ใช้เฟชบุ๊ก เข้ามาแสดงความเห็นให้กำลังใจและเชิญชวนไปอุดหนุน ทังนี้หลังจากที่ได้มีการเผยแพร่ข้อภาพ และภาพออกไป ได้มีชาวโลกออนไลน์ได้เข้ามาแสดงความเห็นจำนวนมาก โดยเชิญชวนให้ประชาชนที่ผ่านไปมาช่วยกันซื้อ และบางรายบอกว่า ราคาถูกเกินไป ที่มา มติชนออนไลน์
