ข่าววันนี้
เปิดงบลงทุน แฟรนไชส์ ตำมั่ว-ลาวญวน อยากเป็นเจ้าของ ต้องใช้เงินกี่บาท ‘ตำมั่ว-ลาวญวน’ ร้านอาหารอีสานขนานแท้ที่มีพื้นเพจากนครพนม เปิดมานานกว่า 33 ปี โดยยังคงคาแร็กเตอร์ของแบรนด์ที่เป็นคนอีสานที่มีความทันสมัยได้อย่างชัดเจน พร้อมกับการต่อยอดสู่การเติบโตแบบก้าวกระโดด ปัจจุบัน ตำมั่ว-ลาวญวน ได้เข้าร่วมหุ้น อยู่ในเครือ เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป เปิดให้บริการทั้งหมด 148 สาขา ซึ่งเปิดโดยบริษัทเอง 16 แห่ง และร้านแฟรนไชส์ 132 แห่ง สร้างรายได้เฉลี่ยต่อสาขาเดือนละ 800,000-1,500,000 บาท คุณศิรุวัฒน์ ชัชวาลย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจแบรนด์ไทย บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ทางบริษัทมีความเชี่ยวชาญใน Chain Restaurant และ Food Service เรามีความพร้อมในทุกด้าน ทั้งทีม Operation ที่แข็งแรง และทีม R&D ที่มีการพัฒนาเมนูใหม่อยู่เสมอ รวมถึงทีมการตลาดที่ดูแลด้านการตลาดและการทำโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง หากนักลงทุนสนใจอยากร่วมเปิดแฟรนไชส์กับเรา บริษัทก็มีธนาคารสนับสนุนในการปล่อยเงินกู้ได้สูงสุดถึง 100% ของตัววงเงินที่จะใช้ลงทุนในธุรกิจร้าน ตำมั่ว-ลาวญวน ซึ่งเป็นหนึ่งในร้านอาหารของ
รีบใช้สิทธิ คนละครึ่ง เฟส 5 ก่อนสิ้นสุดโครงการ 31 ต.ค.นี้ วันที่ 25 ตุลาคม 2565 นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการใช้สิทธิมาตรการรักษาระดับการบริโภคภายในประเทศปี 2565 ระยะที่ 2 ซึ่งประกอบด้วย โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 5 โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ระยะที่ 3 และโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 โดยจากข้อมูลสะสม ณ วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม 2565 เวลา 23.00 น. พบว่ามีผู้ใช้สิทธิทุกโครงการรวม 38.24 ล้านคน และมียอดใช้จ่ายสะสมทั้งสิ้น 41,059.72 ล้านบาท โดยสรุปผลการใช้จ่ายได้ ดังนี้ 1. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 5 มีผู้ใช้สิทธิจำนวน 13.15 ล้านคน และมียอดใช้จ่ายสะสม 5,117.47 ล้านบาท 2. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ระยะที่ 3 มีผู้ใช้สิทธิจำนวน 1.07 ล้านคน และมียอดใช้จ่ายสะสม 384.54 ล้านบาท 3. โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 มีผู้ใช้สิทธิจำนวน 24.02 ล้านคน และมียอดใช้จ่ายรวม 35,557.71 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเงินท
ออฟฟิศซินโดรม โรคยอดฮิตวัยทำงาน รู้ไหม ไม่ใช่ทุกคน เหมาะกับการ นวด รักษาอาการนะ! ปัจจุบันมนุษย์ออฟฟิศมักจะเป็น ออฟฟิศซินโดรม กันเยอะขึ้น โดยสาเหตุอาการนั้นมีให้สันนิษฐานนับร้อยนับพันสาเหตุ ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าเป็นการเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวเฉยๆ จึงไปรักษา-ผ่อนคลายด้วยการ ไปนวด หรือมีการนวดโดยใช้การประคบร้อนด้วยลูกประคบสมุนไพรประกอบ แต่รู้ไหมว่า ไม่ใช่ทุกคนที่ เหมาะกับการนวด เพจ สมุนไพรอภัยภูเบศร ได้เผยข้อมูลว่า นอกจากการนวดรักษาแล้ว ยังมีการจ่ายยาสมุนไพร ที่มีฤทธิ์ช่วยลดการปวด อักเสบ เพิ่มการไหลเวียนเลือด และคลายกล้ามเนื้อ โดยมีผลการวิจัยทางคลินิกของสถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยที่ศึกษาทางคลินิกเปรียบเทียบประสิทธิผล ระหว่างยาแก้ปวดแผนปัจจุบัน กับ การใช้ยาตำรับสมุนไพรสามารถลดปวดได้ไม่แตกต่างกัน แต่มีผลข้างเคียงน้อยกว่ามาก และแนะนำให้งดอาหารแสลงที่อาจจะกระตุ้นให้มีอาการของโรคมากขึ้น ได้แก่ ข้าวเหนียว หน่อไม้ เครื่องในสัตว์ งดเหล้า-เบียร์ ซึ่งอาจจะทำให้ร่างกายมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงขึ้นจนเกิดการตกตะกอน เป็นสาเหตุหนึ่งของอาการอักเสบและปวดตามข้อได้ นอกจากนี้ ยังมีข้อห้ามและข้อระวังในการนวด ดังนี้
แจกสูตร เปาะเปี๊ยะสดขาหมู ดัดแปลงจากโบราณเล็กน้อย อร่อยไม่แพ้กัน นานมาแล้ว ผมไปกินเปาะเปี๊ยะสดที่เยาวราช เป็นรถเข็นมีตู้กระจก คนขายใส่หมวกจีน กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ ข้างท้ายรถมีเตาถ่านตั้งหม้อนึ่งหรือเมื่อก่อนคนไทยเรียก “ลังถึง” ปัจจุบันยังหลงเหลือเรียกกันอยู่บ้างว่า “ซึ้ง” ทั้ง 2 คำมีที่มาจากภาษาจีน “ลัง” มาจากคำว่า “ลั้ง” แปลว่าภาชนะไม้ไผ่ ส่วน “ถึง” มาจาก “ถึ่ง” แปลว่าทำให้ร้อน ส่วน “ซึ้ง” ไม่ได้ไปทำซึ้งจ้องตาใคร แต่มาจากคำว่า “เล่งซึ้ง” แปลว่า หม้อนึ่ง นั่นแหละ ในลังถึงนั้น แยกชามเป็นส่วนๆ มี กุนเชียงหั่นเป็นเส้น ถั่วงอกนึ่ง เต้าหู้ขาวต้มพะโล้ ส่วนในตู้กระจกมีแผ่นแป้งเปาะเปี๊ยะบางๆ คลุมผ้าไว้กันแข็ง แตงกวาหั่นยาว ต้นหอม พริกชี้ฟ้าเขียว ไข่เจียวหั่นฝอย และ “หมูตั้ง” คนคิดชื่อนี้เป็นการให้ชื่อที่ง่ายและเห็นภาพชัดเจน เพราะหมูตั้ง คือ การเอาพวกเศษหัวหมู หูหมูพะโล้ มาสับรวมกันแล้วอัดใส่พิมพ์เป็นก้อนสี่เหลี่ยม พอเย็นตัวก็จะแข็งด้วยเจลาตินที่มีอยู่ในหัวหมู แล้วค่อยตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมตั้งได้ สมแล้วที่ชื่อหมูตั้ง จิ้มกับน้ำส้มเป็นกับข้าวต้ม หรือเป็นกับแกล้มก็ได้ ภาษาจีนเรียก ตือเถ่าจั่ง
คอมบูชา เครื่องดื่มชาหมัก 2,000 ปี อร่อย ดี มีประโยชน์คาดไม่ถึง พท.ป.ปรางทิพย์ เทียนทอง หรือ หมอปุ๊ก แพทย์แผนไทยปฏิบัติการ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เล่าให้ฟังว่า คอมบูชา (Kombucha) มีต้นกำเนิดมาจากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน เมื่อราว 220 ปีก่อนคริสตกาล และบริโภคอย่างกว้างขวางในสมัยราชวงศ์ฉิน ต่อมาเครื่องดื่มชาหมักที่คล้ายกัน ก็ได้รับความนิยมในรัสเซีย ยุโรปตะวันออก และแพร่หลายไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก ในกระบวนการหมักจะไม่เกิดสารพิษใดๆ อีกทั้งจุลชีพที่ใช้ในกระบวนการหมักเป็นเชื้อกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหารทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นยีสต์และแบคทีเรีย ล้วนแล้วแต่เป็นจุลชีพที่ดี ซึ่งในการหมักคอมบูชาแบบดั้งเดิม เตรียมโดยการหมักชาดำหรือชาเขียวรสหวาน และจุลินทรีย์ โดยใช้อากาศในการเพาะเลี้ยง ส่งผลให้ได้เครื่องดื่มที่มีสีเหมือนชามะนาว มีความเป็นกรด รสหวานอมเปรี้ยวเหมือนน้ำส้มสายชู ดื่มแล้วสดชื่นเหมือนน้ำอัดลม จึงได้รับความสนใจจากผู้คนค่อนข้างมาก หมอปุ๊ก ยังบอกด้วยว่า จากการศึกษาพบว่า ในเครื่องดื่มคอมบูชา มีปริมาณแร่ธาตุ เช่น เหล็ก สังกะสี แมงกานีส ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และปริมาณโพลีฟีนอล
ขายอาหาร ไม่มีหน้าร้าน ทุนน้อยก็ทำได้ ไม่เสี่ยงเจ๊ง เหมือนให้นั่งกิน ทุกวันนี้ ผู้คนหันมาพึ่งบริการสั่งอาหารแบบดีลิเวอรี่มากขึ้น เพราะโทรศัพท์มือถือที่ช่วยให้การสั่งอาหารจากร้านต่างๆ สะดวกสบาย แถมไม่ต้องเผชิญปัญหารถติดที่นับวันจะสาหัสขึ้นเรื่อยๆ กระแสดีลิเวอรี่อาหารได้รับความนิยมทั่วโลก ข้อมูลจากบริษัทวิจัยตลาด “สเตติสตา” ประเมินว่า ปัจจุบัน ตลาดดีลิเวอรี่อาหารผ่านระบบออนไลน์ทั่วโลก มีมูลค่าราว 9.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และมีแนวโน้มจะขยายตัวมากกว่า 11 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี ไปจนถึงปี 2566 โดยเฉพาะในเอเชีย ที่ตลาดดีลิเวอรี่อาหารผ่านออนไลน์เติบโตอย่างเด่นชัด ประเมินว่าน่าจะมีมูลค่าราว 5.3 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของความต้องการรวมทั้งโลก นี่ทำให้ธุรกิจร้านอาหารพากันตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าว และเกิดธุรกิจขายอาหารแบบไม่มีหน้าร้าน หรือที่เรียกว่า Ghost Restaurants ซึ่งเน้นทำอาหารสำหรับดีลิเวอรี่เท่านั้น เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียน รีวิว ระบุว่า ร้านอาหารแบบไม่มีหน้าร้านผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดในจีน อินเดีย และญี่ปุ่น ซึ่งนอกจากจะรองรับไลฟ์สไตล์ของผู้คนยุคนี้แล้ว ยังเป็นธุรกิจที่มีต้นทุนต่ำ มีทุน
เปลี่ยนบริการติดศูนย์ เป็น บริการขั้นเทพ และภาพลักษณ์ที่ดี ไม่มีซีนดราม่า เกิดเป็นดราม่าร้อน เมื่อสาวรายหนึ่ง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ตำหนิร้านแกงกะหรี่ชื่อดังร้านหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ หลังเข้าใช้บริการในร้านแห่งนี้ ว่า รสชาติให้ 10 บริการให้ 0 เพราะขอช้อนกลางเพิ่ม ไม่ให้ บอกว่า วัฒนธรรมญี่ปุ่นดั้งเดิมให้ช้อนแค่คนละคัน หรือต้องสั่งคนละจาน ห้ามแชร์ ทั้งๆ ที่อาหารจานละ 400 บาท และมีขนาดใหญ่ เมื่อกินไม่หมด ขอห่อกลับบ้านไม่ได้ เพราะไม่รับห่อ ลูกค้าจึงต้องพยายามกินเนื้อ หรือเรียกง่ายๆ ว่า นั่งยัด เพราะเสียดาย ซึ่งทั้งหมดไม่มีการแจ้งลูกค้าก่อน จากโพสต์ดังกล่าว ทำให้เห็นว่า การบริการ และ Service Mind คือสิ่งสำคัญของการทำธุรกิจ ไม่เฉพาะแค่ธุรกิจร้านอาหารเท่านั้น บริการที่ดีต้องทำอย่างไร การบริการที่ดีนั้นต้องมาจาก “ความใส่ใจ” สนใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไม่มองข้ามทุกเรื่องที่เป็นความต้องการของลูกค้า ความใส่ใจ ที่นำไปสู่ความเป็นมืออาชีพได้ ต้องเริ่มต้นมาจาก อย่างแรก “เข้าใจในกระบวนการของงานที่ทำ” หมายถึง เข้าใจว่างานบริการที่ต้องทำนั้น มีขั้นตอนจากลำดับขั้นที่หนึ่ง สอง สาม สี่…เป็นอย่างไร
รวมดาวเด่นประจำปี! เปิด 10 ธุรกิจสุดรุ่ง มีแนวโน้มดี โตได้อีกในปี 2566 วันที่ 20 ตุลาคม 2565 เว็บไซต์ ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ รายงานข่าว นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า หลังจากที่รัฐบาลประกาศเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา และมีการลดระดับโรคโควิด-19 จาก โรคติดต่ออันตราย เป็น โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง รวมทั้งมีการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ลง เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศกลับมาสดใสคึกคักอีกครั้ง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ทำการวิเคราะห์ธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตที่น่าสนใจ และถือว่าเป็นธุรกิจดาวเด่นที่น่าจับตามองปลายปี 2565 จำนวน 10 ธุรกิจ และคาดว่า ปี 2566 ธุรกิจดังกล่าวก็ยังคงมีความโดดเด่นอย่างต่อเนื่อง โดยได้ทำการวิเคราะห์จากข้อมูลทางธุรกิจของกรม ตั้งแต่สถิติจำนวนการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ จำนวนธุรกิจที่ดำเนินกิจการอยู่ สถานที่ตั้ง งบการเงิน ผลการประกอบธุรกิจ ข้อมูลปัจจัยทางธุรกิจและเศรษฐกิจอื่นๆ ทั้งภายในและภายนอกกรม 10 ธุรกิจ ที่น่าสนใจและมีความโดดเด่นช่วงปลายปี 2565 สามารถจัดประเภท
ข่าวดี! ตรึงราคา ก๊าซหุงต้ม ถัง 15 กก. ไว้ที่ 408 บาท ถึงสิ้นปี วันที่ 20 ตุลาคม 2565 นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) กล่าวว่า กบง. มีมติเห็นชอบทบทวนราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือ ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) โดยให้คงราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นแอลพีจีที่ 19.9833 บาทต่อกิโลกรัม (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เพื่อให้ราคาขายปลีกแอลพีจีอยู่ที่ประมาณ 408 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.-31 ธ.ค. เพื่อช่วยลดผลกระทบค่าครองชีพของประชาชน กระทรวงพลังงาน ได้ติดตามสถานการณ์ราคาแอลพีจี เพื่อพิจารณาแนวทางบรรเทาผลกระทบกับผู้ใช้ก๊าซ ปัจจุบันยังผันผวน เห็นได้จากเดือน ก.ย.-ต.ค. ราคาแอลพีจีตลาดโลกลดลง 11% หรือประมาณ 69.40 เหรียญสหรัฐต่อตัน จาก 644.65 เหรียญสหรัฐต่อตัน สู่ระดับ 575.25 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่าง ยูเครน-รัสเซีย ส่งผลให้เกิดวิกฤตราคาพลังงานทั่วโลก ส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ ภาพรวมเศรษฐกิจ และค่าครองชีพของประชาชน ราคาขายปลีกแอลพีจีในประเทศอยู่ที่ 408 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม ส่งผลต่อส
ติดตามสถานการณ์ผัก ช่วงน้ำท่วม คาด 1-2 สัปดาห์ ราคาผัก จะปรับลดลง วันที่ 19 ตุลาคม 2565 นายอุดม ศรีสมทรง รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ในช่วงที่ก่อนหน้านี้มีฝนตก มีน้ำท่วมขังในพื้นที่แหล่งผลิต หลายๆ จังหวัด โดยเฉพาะภาคกลาง กรมการค้าภายใน จึงติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะสินค้าผัก วันนี้ (18 ตุลาคม 2565) จึงลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ผัก ณ ตลาดไท จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นตลาดขายส่งผักขนาดใหญ่ พบว่า สินค้าผักสดและผักใบ ได้รับผลกระทบและเกิดความเสียหายบางส่วน เกษตรกรไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้ตามปกติ ส่งผลให้ราคาขยับสูงขึ้นเล็กน้อยจากช่วงที่ผ่านมา ส่วนสินค้าที่มีแหล่งผลิตจากภาคเหนือ ขณะนี้อากาศเริ่มดีขึ้น ราคาก็เริ่มขยับตัวลดลง เช่น กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ส่วนผักที่มีราคาปรับขึ้น เช่น ผักชี ต้นหอม คาดว่าไม่เกิน 1 สัปดาห์ราคาจะปรับลดลง เพราะพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายน้ำท่วม เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวได้ตามปกติ และปลูกทดแทนขึ้นมาใหม่ โดยใช้เวลาไม่นาน ซึ่ง 1-2 สัปดาห์ ก็จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ หากราคาผักยังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทางกรมการค้าภายใน เตรียมพร้อมที่
