ใครจะคิดว่าโอกาสเล็กๆ จากการได้ “ชิ้นเนื้อทอด” จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจใหม่ของคนรุ่นใหม่ ที่ไม่เคยมีพื้นฐานด้านอาหารมาก่อน แต่กลายเป็นแบรนด์ที่กำลังเติบโต และพูดถึงมากขึ้นในตลาด วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณจั๊ม-สสิน วิโรจนาภิรมย์ เจ้าของแบรนด์ “เนื้อทอดเทวดา” ที่หลังจากเรียนจบมาเขาก็ได้รับภารกิจปั้นแบรนด์นี้ทันที จนสามารถสร้างรายได้กว่า 6 หลักต่อเดือน
ปั้นแบรนด์ “เนื้อทอดเทวดา”
คุณจั๊มเล่าว่า หลังจากเรียนจบที่มหาวิทยาลัยมหิดล อินเตอร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ก็ได้เริ่มต้นทำธุรกิจ “เนื้อทอดเทวดา” ซึ่งถือเป็นงานแรกในชีวิต
แม้พื้นฐานครอบครัวจะทำธุรกิจก่อสร้าง และไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสายอาหารมาก่อน แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นจาก “โอกาส” เมื่อคุณพ่อของเขาได้มีโอกาสลิ้มลองเนื้อทอดสูตรหนึ่งจากเพื่อน และมองเห็นศักยภาพของสินค้า ทั้งในแง่รสชาติและโอกาสทางการตลาด
จากนั้นทางครอบครัวจึงตัดสินใจ “ซื้อกิจการเนื้อทอดเทวดา” เข้ามาพัฒนา พร้อมมอบหมายให้คุณจั๊มเข้ามารับหน้าที่บริหารเต็มตัว โดยมีโจทย์สำคัญคือการ “รีแบรนด์” ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ทั้งภาพลักษณ์สินค้า การตลาด และทิศทางธุรกิจ
ก่อนจะเล่าต่อว่า การเริ่มต้นครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องเรียนรู้ทุกอย่างใหม่ตั้งแต่ศูนย์ ทั้งการบริหารจัดการ พัฒนาสินค้า ไปจนถึงการสร้างตัวตนของแบรนด์ให้ชัดเจน ซึ่งเป้าหมายถัดไปคือการชาเลนจ์ตัวเองให้สามารถทำยอดส่งแบรนด์ตัวเอง ขายออกนอกประเทศ
จากธุรกิจที่ “ลุ่มๆ ดอนๆ”
ช่วงแรกของการเข้ามาบริหาร คุณจั๊มยอมรับว่าเป็นช่วงที่ท้าทาย เพราะแบรนด์ยังไม่เป็นที่รู้จัก และคุณภาพสินค้าไม่สม่ำเสมอ ซึ่งเสียงตอบรับจากลูกค้าในช่วงแรก บ้างก็ว่า เนื้อแข็ง มีกลิ่นน้ำมันจากการทอด จึงทำให้เขาต้องกลับมาปรับปรุงกระบวนการผลิตใหม่
“ตอนแรกเราใช้แรงคนทอดเป็นหลัก ยังไม่มีระบบควบคุมที่ชัดเจน พอมีฟีดแบคเข้ามา เราก็ค่อยๆ ปรับ ใช้อุปกรณ์วัดอุณหภูมิ และพัฒนามาตรฐานให้สินค้าคงที่มากขึ้น”
นอกจากนี้ ยังได้ขอคำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์ในสายโรงงานอาหาร รวมถึงเพื่อนที่มีความรู้ด้านอาหาร เพื่อพัฒนาสูตรและระบบการผลิตให้มีเสถียรภาพ
เนื้อชิ้นหนา กรอบ ไม่เหมือนใคร
หนึ่งในจุดขายสำคัญของ “เนื้อทอดเทวดา” คือเท็กซ์เจอร์ที่แตกต่างจากตลาด โดยเป็นเนื้อชิ้นหนา กรอบ และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ต่างจากแบรนด์อื่นที่มักมีลักษณะบางและเหนียวคล้ายเนื้ออบ
วัตถุดิบถูกคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน โดยใช้เฉพาะ “ส่วนพิเศษของวัว” ซึ่งในวัวหนึ่งตัวมีเพียง 2 ชิ้นเท่านั้น ทำให้ต้องทำงานร่วมกับฟาร์มแบบเฉพาะเจาะจง
ปัจจุบันใช้วัตถุดิบจากฟาร์มในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งสามารถคัดเนื้อส่วนที่ต้องการได้อย่างต่อเนื่อง
ต้นทุนสูง แต่ยังคงราคาผู้บริโภค
แม้วัตถุดิบและต้นทุนการผลิตจะสูง ทั้งจากราคาเนื้อและบรรจุภัณฑ์ที่ปรับตัวขึ้น แต่แบรนด์ยังคงพยายาม “ตรึงราคา” เพื่อไม่ให้กระทบผู้บริโภค
ราคาจำหน่าย
- แบบซอง 50 กรัม ราคา 145 บาท
- แบบกระปุก 90 กรัม ราคา 250 บาท
ขณะที่ช่องทางออนไลน์อย่าง Facebook, Instagram, Shopee, TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่แบรนด์ต้องการใช้สร้างการรับรู้มากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมา ลูกค้าส่วนใหญ่รู้จักแบรนด์ผ่านออฟไลน์ ช่องทางออนไลน์มีโปรโมชั่นอยู่เสมอการันตีความคุ้ม
ปัจจุบันสินค้าวางจำหน่ายในโมเดิร์นเทรดหลายแห่ง เช่น ท็อปส์, วิลล่า มาร์เก็ต, ฟู้ดแลนด์ ฯลฯ
แตกไลน์สินค้าใหม่…ตอบโจทย์ตลาด
เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น ทางแบรนด์กำลังพัฒนาสินค้าใหม่ ได้แก่ เนื้อรสหมาล่า ซึ่งอยู่ระหว่างการทำ R&D, เนื้อแบบชิ้นเล็ก สำหรับโรยสลัด, เป็ดทอด สำหรับผู้ที่ไม่รับประทานเนื้อวัว (เตรียมเปิดตัวเร็ว ๆ นี้) โดยเมนูเป็ดทอดถือเป็นหนึ่งในโปรดักต์ใหม่ที่คาดว่าจะสร้างความแตกต่างในตลาด
นอกจากนี้ ทางแบรนด์มีการ Collaboration กับร้านอาหารในโรงแรม เช่น Hotel Once โดยนำเนื้อทอดไปเป็นส่วนหนึ่งของเมนู เช่น พิซซ่า และสปาเกตตี และวางเป้าหมายระยะยาวในการขยายสู่ตลาดต่างประเทศ ด้วยความมั่นใจในเอกลักษณ์ของรสชาติและคุณภาพสินค้า
แนวคิดการทำงาน “ดีขึ้นวันละ 1%”
คุณจั๊มทิ้งท้ายด้วยแนวคิดที่ใช้ในการทำงานว่า
“เราไม่จำเป็นต้องทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ในทุกวัน แค่ทำให้ดีขึ้นวันละ 1% ก็พอ”
แนวคิดนี้สะท้อนการเติบโตของแบรนด์ ที่ค่อยๆ พัฒนาอย่างต่อเนื่องจากพื้นฐานเล็ก ๆ สู่ธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตในอนาคต
ผู้เขียน : คัคน ญานะวงศ์ษา
