
เรียกได้ว่าตอนนี้ไม่ว่าจะเลื่อนฟีดไปทางไหนก็จะเจอกับความฟรุ้งฟริ้งเต็มไปหมด กระแสนี้เกิดจากการที่ชาวเน็ตนำสติกเกอร์เพชรไปติดในทุกๆ ที่ ทำให้สิ่งของหลายชิ้นเต็มไปด้วยความประกายวับวาวน่ารัก
เทรนด์นี้เรียกว่า Bedazzled Trend หรือการติดคริสตัลและเพชรเทียม ไม่ว่าจะเป็น Rhinestones, Crystals, Gems เป็นต้น
ซึ่งเทรนด์นี้ไม่ได้เพิ่งมาเป็นกระแส แต่เคยฮิตมากในช่วงยุค Y2K ซึ่งรอบนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในแฟชั่นเฉพาะกลุ่ม แต่แทรกซึมไปในทุกอณูของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่เค้กวันเกิด อุปกรณ์ออกกำลังกาย ปลั๊กไฟ แก้วกาแฟ ไปจนถึงคริสตัลติดฟัน และมาส์กหน้า

ผู้จุดกระแสเทรนด์นี้คือ Kylie Jenner เซเลบและแฟชั่นไอคอนชื่อดัง โดยเธอได้จัดงานฉลองวันเกิดอายุ 29 ปี ในธีม Princess Kitty ที่เต็มไปด้วยของประดับคริสตัลระยิบระยับ
และมีไฮไลต์เป็น “เค้กวันเกิด” ที่ติดสติกเกอร์เพชรสุดอลังการทั้งก้อน จนทำให้ชาวเน็ตและ Gen Z ทั่วโลกพากันนำ “Jewel Stickers” หรือสติกเกอร์เพชรพลอยมาติดข้าวของรอบตัวตาม

จากมินิมอล สู่ความสนุกที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้
หลังจากที่โลกหลงรักความเรียบหรูและโทนสีมินิมอลมานานหลายปี ผู้คนเริ่มโหยหาความสนุกสนาน การสร้างสรรค์ และการแสดงออกถึงตัวตนที่ตะโกนออกมาดังๆ จึงเหมือนเป็นใบอนุญาตให้ทุกคนได้ปลดปล่อยความ Extra ในตัวเอง
จุดเด่นสำคัญที่ทำให้เทรนด์นี้ปังสุดๆ คือ “ความเข้าถึงง่าย” เพราะคุณไม่จำเป็นต้องมีเสื้อผ้าแบรนด์เนมสุดหรู เพียงแค่มีสติกเกอร์เพชรราคาไม่กี่บาท ก็สามารถเนรมิตของใช้ธรรมดาๆ ให้กลายเป็นชิ้นเดียวในโลกได้แล้ว
นอกจากนี้ ยังมีแบรนด์บิวตี้ชั้นนำอย่าง KYLIE COSMETICS ที่มีการใส่ลูกเล่นติดเพชรวิบวับบนโปรดักต์ เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่มองหาความแปลกใหม่ ไม่จำเจ
ด้านไทยก็ไม่น้อยหน้า ทั้งอินฟลูเอนเซอร์หรือแบรนด์ดังๆ ต่างก็หันมาเกาะกระแสเทรนด์นี้กันเพียบ ไม่ว่าจะเป็น โฟร์ ศกลรัตน์, Chopluem, Mintchyy, THE KLINIQUE, Muse แบรนด์เคสโทรศัพท์, Every Green Tea ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน, LUNA และ CAREQ แบรนด์แผ่นแปะสิวก็หยิบเทรนด์นี้มาเล่นด้วยเช่นกัน

ความต่างระหว่าง Y2K กับยุค 2026
จริงอยู่ที่การติดเพชรวาววับเคยได้รับความนิยมสูงสุดในช่วงปลายยุค 90s ถึงต้น 2000s แต่ความแตกต่างสำคัญคือ ในยุค Y2K เดิม การติดเพชรมักถูกจำกัดอยู่ในกรอบของแฟชั่นและเครื่องแต่งกายเฉพาะแบบ
แต่สำหรับ Gen Z ในปัจจุบัน การติดเพชรไม่มีกฎเกณฑ์อีกต่อไป เพราะคุณสามารถกรีดอายไลเนอร์ด้วยคริสตัล ติดเพชรบนแก้วกาแฟ หรือติดลงบนแผ่นมาส์กหน้าก็ได้
ซึ่งมันไม่ใช่แค่การแต่งตัวตามแฟชั่นย้อนยุค แต่มันคือการทำให้ชีวิตประจำวันมีสีสัน ด้วยการเติมความสุขเล็กๆ น้อยๆ ให้กับลุคและการใช้ชีวิตในแต่ละวัน
การต่อยอดแบรนด์-สร้างคอมมูนิตี้-ฮีลใจด้วยความสดใส
การติดเพชรคือการเติมความสดใสเล็กๆ ในชีวิตประจำวันที่เครียดและจำเจ บางแบรนด์อาจจะต่อยอดเป็นเวิร์กช็อปที่สามารถสร้างโมเมนต์ร่วมกัน อาจจะให้ลูกค้าชวนเพื่อนมานั่งติดเพชรบนแก้วน้ำ กระเป๋า หรือเคสโทรศัพท์ พร้อมถ่ายรูปลงโซเชียล ได้ทั้งยอดขายสินค้าและยอดโปรโมตแบบฟรีมาร์เก็ตติ้ง
หรือแบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป เช่น น้ำดื่ม ชาไข่มุก ยาดม สามารถนำไอเดียนี้มาทำ Packaging รุ่น Limited Edition ที่สกรีนลายคริสตัลระยิบระยับ เพื่อยกระดับสินค้าธรรมดาให้ดูมีมูลค่า น่าสะสม และน่าถ่ายรูปอวดลงโซเชียลมากขึ้น
พฤติกรรม Fast Trend ทำให้เกิดขยะมหาศาล
แม้ภายนอกจะดูน่ารัก สดใส แต่ทว่าเทรนด์นี้กลับซ่อนวิกฤตสิ่งแวดล้อมไว้หลาย อย่าง เพราะมันเป็นเหมือนกับการกระตุ้นให้เกิดการซื้อพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง เช่น การติดเพชรบนเค้กวันเกิด การติดเพชรบนใบหน้าเพื่อถ่ายรูปคอนเทนต์ลงโซเชียลเพียงไม่กี่ชั่วโมง เมื่อเลิกเห่อ เพชรนับร้อยเม็ดก็ถูกแกะทิ้งทันที
ยิ่งกระแสไวรัลเปลี่ยนไว ยิ่งทำให้เกิดขยะพลาสติกขนาดเล็กมหาศาลภายในระยะเวลาอันสั้น เพราะเดิมที ข้าวของหลายอย่าง เช่น กล่องกระดาษ บรรจุภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์บิวตี้ หรือขวดพลาสติก สามารถนำเข้ากระบวนการรีไซเคิลได้
แต่เมื่อถูกนำสติกเกอร์เพชรไปติด กาวอะคริลิกหรือคราบเพชรพลาสติกจะทำให้สิ่งของชิ้นนั้นกลายเป็นขยะปนเปื้อน โรงงานรีไซเคิลจะไม่สามารถแยกส่วนเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ได้ สุดท้ายของชิ้นนั้นจึงต้องจบลงที่ฝังกลบ
ดังนั้นหากต้องการตามเทรนด์แบบไม่ทำร้ายโลก ควรติดบนสิ่งของที่ใช้ระยะยาวจริงๆ เช่น เคสโทรศัพท์มือถือที่ใช้อยู่แล้ว แทนการนำไปติดบนขยะประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง
อ้างอิง
https://www.instagram.com/p/DcLqW-Riiif
https://www.pap-magazine.com/article/all-things-bedazzled-new-gen-z-trend
