Featured Inspiration

อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับใคร บางทีชีวิตเพิ่งจะ 6 โมงเช้า ไม่มีใครช้ากว่าใคร แค่กำลังเดินไปในจังหวะของมัน

เคยลองมองชีวิตตัวเองเป็นหน้าปัดนาฬิกาหรือไม่

หากเด็กน้อยวัยแรกเกิดคือนาฬิกาที่เพิ่งเดินผ่านเวลาเที่ยงคืนไปไม่นาน และผู้สูงวัยคือนาฬิกาที่เข็มกำลังเคลื่อนเข้าใกล้เที่ยงคืนอีกครั้ง

แล้วตอนนี้ ชีวิตของคุณอยู่ที่กี่โมงแล้ว?

ในช่วงเดือนมิถุนายน ที่หลายคนกำลังรู้สึกเหนื่อยล้ากับครึ่งปีที่ผ่านไป วันที่ชีวิตดูเอื่อยเฉื่อยจนไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังเดินหน้าอยู่หรือเปล่า มีบทความเก่า ๆ ชิ้นหนึ่งที่ชวนให้กลับมามองชีวิตด้วยสายตาใหม่เสมอ บทความนั้นมีชื่อว่า Life Is Like a Clock ของ Guthrie Chamberlain นักเขียนและนักจัดพอดแคสต์ชาวสหรัฐฯ

แนวคิดของบทความเรียบง่ายมาก แต่กลับทรงพลังอย่างน่าประหลาด

โดยชวนให้เราลองนำอายุของตัวเองมาเปรียบเทียบกับเวลาในนาฬิกาที่มี 24 ชั่วโมง อ้างอิงจากอายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ที่ประมาณ 78.4 ปี

เมื่อเราย่อชีวิตทั้งชีวิตให้เหลือเพียงหนึ่งวัน จะช่วยให้เห็นบางอย่างชัดขึ้น เห็นว่าชีวิตไม่ได้ยาวนานอย่างที่คิด และเห็นว่าเวลาที่เหลืออยู่มีค่ามากเพียงใด

หากคำนวณตามแนวคิดนี้

  • อายุ 10 ปี เท่ากับเวลาประมาณตี 3
  • อายุ 20 ปี เท่ากับเวลา 06:24 น.
  • อายุ 30 ปี เท่ากับเวลาเกือบ 9 โมงเช้า
  • อายุ 40 ปี เท่ากับช่วงหลังเที่ยงวัน
  • อายุ 50 ปี เท่ากับเวลาประมาณ 15:18 น.
  • อายุ 60 ปี เท่ากับเวลา 18:22 น.

แล้วคุณล่ะ ตอนนี้นาฬิกาชีวิตกำลังบอกเวลากี่โมง

คำถามนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้เรากังวลว่าเวลาที่เหลืออยู่มีน้อยเพียงใด แต่มีไว้เพื่อเตือนว่า เวลาที่มีอยู่ในวันนี้มีค่ามากเพียงใดต่างหาก

หากคุณยังอยู่ในวัยยี่สิบกว่า ๆ ชีวิตของคุณเพิ่งจะเริ่มต้น เปรียบเสมือนรุ่งสางเท่านั้นเอง 

ไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเองให้ประสบความสำเร็จเร็วกว่าใคร ไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบว่าคนอื่นวิ่งนำหน้าไปไกลแค่ไหน เพราะในความเป็นจริง หลายคนเพิ่งลืมตาตื่นขึ้นมารับแสงแรกของวันเหมือนกัน

คุณมีเวลามากพอให้เรียนรู้ ล้มเหลว เริ่มใหม่ และค้นหาว่าอะไรคือสิ่งที่หัวใจต้องการจริง ๆ

หากคุณอยู่ในวัยสามสิบหรือสี่สิบปี และกำลังรู้สึกหลงทางกับชีวิต ก็ไม่เป็นไรเช่นกัน แม้เข็มนาฬิกาจะเคลื่อนผ่านช่วงเช้าไปแล้ว แต่วันยังอีกยาวไกล 

ไม่มีใครใช้ชีวิตได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีใครมีคำตอบทุกอย่างในวันที่เติบโตขึ้น บางครั้งการหยุดพัก การยอมรับว่าตัวเองเหนื่อย หรือการเดินช้าลงสักหน่อย ก็ไม่ใช่ความล้มเหลวนักหรอก มันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเดินทางเท่านั้น

และหากคุณอยู่ในวัยที่นาฬิกาเริ่มเคลื่อนเข้าสู่ยามเย็น บางทีนี่อาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการปล่อยวางสิ่งที่แบกมานาน คำขอบคุณที่ยังไม่เคยพูด คำขอโทษที่ยังติดค้างอยู่ในใจ หรือความโกรธที่เก็บไว้จนหนักเกินไป ปล่อยวางมันลงซะ

ไม่ว่าตอนนี้ชีวิตคุณจะเป็นเวลา 7 โมงเช้า เที่ยงวัน หรือสามทุ่ม ขอให้ใช้ช่วงเวลานั้นอย่างเต็มที่ ดื่มด่ำกับแสงแดดยามเช้า ซาบซึ้งกับความอบอุ่นของยามบ่าย และโอบกอดความสงบยามเย็น

ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยใด โปรดอย่าใช้เวลาไปกับความกังวลว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร กังวลว่าตัวเองจะช้ากว่าใคร กังวลกับความสมบูรณ์แบบที่ไม่มีอยู่จริง จนลืมไปว่าชีวิตไม่ได้ยืนยาวพอสำหรับการใช้เวลาไปกับทุกสิ่ง

บางอย่างควรถูกปล่อยผ่าน

บางคนควรถูกปล่อยไป

บางความคาดหวังที่ไม่ใช่ของเรา ก็ควรถูกวางลงเสียที

เพราะเวลาที่มีอยู่สั้นเกินกว่าจะปล่อยให้สิ่ง Toxic เข้ามาขโมยความสุขไปจากชีวิต

การมองชีวิตเป็นนาฬิกาไม่ได้มีไว้เพื่อเร่งให้เรารีบวิ่ง แต่มีไว้เพื่อเตือนว่าอย่าผัดวันประกันพรุ่ง  

หากมีความฝันที่อยากทำ จงเริ่มทำ 

หากมีคนที่อยากบอกรัก จงบอกไป

หากมีเรื่องที่อยากปล่อยวาง จงอภัย

หากมีชีวิตที่อยากใช้ จงเริ่มใช้ตั้งแต่วันนี้

เพราะไม่มีใครรู้ว่าเข็มนาฬิกาของตัวเองจะหยุดลงเมื่อใด

สิ่งเดียวที่เรารู้แน่ ๆ คือ มันกำลังเดินหน้าอยู่ทุกวินาที และไม่มีวันเดินย้อนกลับ

แล้วตอนนี้…นาฬิกาชีวิตของคุณกำลังบอกเวลากี่โมง?

Related Posts

สูตรรอดธุรกิจยุคเศรษฐกิจผันผวน แบรนด์ต้องรู้จังหวะหยุดให้เป็น และเร่งให้ถูกเวลา
คุณทานตะวัน ธีระโกเมน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
ต่อยอดธุรกิจอากง! ทายาทรุ่น 3 พลิก “ขันอะลูมิเนียมลายไทย” สู่งานคราฟต์ร่วมสมัย บินไกลถึงปารีส-มิลาน