สร้างความปลื้มปีติให้พสกนิกรชาวไทย เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊ก Phiraphat Makeaw เผยแพร่ภาพสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯตลาดสดลานสะแกในจ.อุทัยธานี โดยมีแม่ค้าผ้าในตลาดถวายฟักทอง พร้อมส่งเสียงกึกก้อง “ทรงพระเจริญ” ทั่วทั้งตลาด
โดยผู้ใช้เฟซบุ๊ก Phiraphat Makeaw เผยข้อความว่า (เพราะแบบนี้คนอุทัยฯ ถึงรักเทิดทูลพระองค์ท่าน) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จตลาดสด แม่ค้าถวายฟักทองแด่พระองค์ท่าน พระองค์ท่านตรัสขอบใจและท่านตรัสว่าไหนๆให้ฟักทองแล้วขอพริกหน่อยจะไปผัดฟักทอง ปลื้มปีติกันทั้งตลาด พร้อมใจกันเปล่งเสียงกึกก้องทั้งตลาดว่า “ทรงพระเจริญ” (ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด) #เจ้าฟ้าหญิงของชาวจังหวัดอุทัยธานี #เรารักพระเทพ #ตลาดสดลานสะแก #ความน่ารักและเป็นกันเอง #ขอบคุณเจ้าของภาพครับ แชร์เก็บไว้ดูได้เลยคับ ไม่ต้องขออนุญาต
Latest Posts
จาก “ชาเย็น” สู่ “ชาเขียว” สร้างปรากฏการณ์ชาเย็นที่จริงใจเสร็จ แบรนด์ก็หันมาปั้นชาเขียวต่อ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” คือแบรนด์ชาไทยที่เคยสร้างปรากฏการณ์ฮิตบนหน้าฟีดโซเชียลมาแล้ว โดยช่วงนั้นชาไทยเป็นเครื่องดื่มที่กำลังอยู่ในกระแส คนกำลังนิยมอย่างมาก หันไปทางไหนก็เจอเมนูชาไทย ทั้งเค้กชาไทย ไอศกรีมชาไทย ชานมไข่มุกชาไทย และหนึ่งในแบรนด์ที่ทำให้คนรักชาไทยต้องพูดถึงบ่อย ๆ คือ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” ด้วยการทำชาเย็นที่เข้มข้นถึงรสชาเย็นแท้ ทำให้คนรักเมนูนี้ต่างก็ยกให้แบรนด์ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” (everyday.thai.tea) เป็นแบรนด์หนึ่งในดวงใจ เมนูซิกเนเจอร์ของร้านนี้เป็นที่รู้จักกันดี ทั้ง ‘สลัชชี่ชาไทย’ และ ‘ชาเย็นรสเข้มข้น’ ดำเนินการโดย บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งไปเมื่อ 13 ก.ค. 2566 ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ในปี 2566 รายได้รวม 14 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2.5 ล้านบาท แต่นอกจากฉันจะกินชาเย็นทุกวัน ปีที่ผ่านมายังได้แตกแบรนด์โกโก้-กาแฟ แบรนด์ “เข้ม” เสริมแกร่งให้พอร์ตโฟลิโอ กระทั่งเมื่อ April Fool’s Day แบรนด์ได้ร่วมล้อไปกับกระแสแกล้งผู้บริโภคว่าจะเปิดแบรนด์น้องใหม่ “ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน
เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในหลายพื้นที่ สะท้อนให้เห็นว่า “ภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป” แม้ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยงรุนแรง แต่เมื่อเกิดเหตุ สิ่งที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่เพียงอาคาร บ้านเรือน หรือระบบสาธารณูปโภค หากแต่รวมถึงระบบบริการสุขภาพที่อาจเข้าถึงได้ยากในช่วงเวลาวิกฤต ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงการเตรียมเพียงอาหาร น้ำดื่ม หรือไฟฉาย แต่ต้องรวมถึง “การเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพ” เพื่อให้ประชาชนสามารถดูแลตนเองและคนในครอบครัวได้ในช่วงเวลาที่ความช่วยเหลือยังเข้าไม่ถึง “เมื่อเกิดภัยพิบัติ โรงพยาบาลอาจมีผู้ป่วยจำนวนมาก ถนนอาจถูกตัดขาด ร้านขายยาอาจปิดชั่วคราว แต่สิ่งหนึ่งที่ยังอยู่กับเราเสมอ คือความรู้และทรัพยากรที่มีอยู่รอบตัว” ดร.สุภาภรณ์ กล่าว ดร.สุภาภรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยโชคดีที่มีสมุนไพรเป็น “เสบียงสุขภาพ” กระจายอยู่ในทุกชุมชน หลายชนิดปลูกอยู่ในรั้วบ้าน อยู่ในสวนครัว หรือหาได้จากตลาดใกล้บ้าน ไม่ว่าจะเป็น ขิง สำหรับบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน และช่วย
จุดเริ่มต้นจากความหลงใหลใน “พิลาทิส” ที่ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องสุขภาพ แต่ยังทำให้ ธัญวษกา นวัตธามกุล หรือ “คุณแก้ว” รู้สึกรักและเข้าใจตัวเองมากขึ้น จนอยากส่งต่อประสบการณ์ Wellness ให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้าง เธอจึงตัดสินใจเปิดสตูดิโอพิลาทิสเล็กๆ ในฝั่งธนบุรี ชื่อ “Kaew Pilates” ก่อนต่อยอดสู่ “พิลาทิสกลางสวน” กิจกรรมยอดนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับออกกำลังกาย แต่ยังกลายเป็นคอมมูนิตี้เชื่อมโยงผู้คนซึ่งมีไลฟ์สไตล์และความสนใจด้านสุขภาพเข้าด้วยกัน โดยมีผู้เข้าร่วมมากถึงหลักพันคน เคยจองเต็มเร็วสุด 500 คน ใน 5 นาที หรือหลายๆ งานจองเต็มจำนวนใน 1 นาที จุดเริ่มต้นของ Kaew Pilates สตูดิโอพิลาทิส ย้อนกลับไปหลายปีก่อน คุณแก้วเป็นนักกีฬาที่อยู่กับการออกกำลังกายมาโดยตลอด เธอลองกิจกรรมหลากหลาย ทั้งว่ายน้ำ ตีแบด ก่อนมาหลงใหลใน “พิลาทิส” เธอเริ่มศึกษาอย่างจริงจังจนได้สอนพิลาทิส ซึ่งมีลูกค้าประจำจำนวนมากและส่วนใหญ่บอกปากต่อปาก เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงพิลาทิสและ Wellness ได้มากขึ้น จึงตัดสินใจเปิดสตูดิโอพิลาทิสเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว แม้ในตอนแรกจะเป็นเพียงโฮมสตูดิโอเล็กๆ ปัจจุบันธุรกิจนี้ขย
“ผมแค่อยากพาครอบครัวไปทานอาหารแล้วไม่ต้องดูราคา ผมแค่อยากใช้ชีวิตสบายๆ แต่คำว่าสบายมันต้องใช้เงิน” ประโยคที่ฟังดูจริงใจ ไม่ปรุงแต่งนี้ คือคำพูดแรกของ คุณจี-จีรภัทร ศรีทองคำ ผู้ก่อตั้ง “พาสต้า อาม่า” เมื่อถูกขอให้เล่าถึงเส้นทางธุรกิจจากศูนย์ ก่อนจะกลายมาเป็นเจ้าของอาณาจักรร้านอาหาร 400 ล้านบาทในปีนี้ จากอดีตพนักงาน HR Business Development ที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง CP ประจำภาคเหนือ เริ่มต้นจากการเป็นพนักงานออฟฟิศที่มีความฝันว่าอยากจะรวย อยากสบาย กลายเป็นสิ่งผลักดันให้เขากล้าลอง กล้าเริ่ม กล้าล้ม คุณจีเริ่มเล่าว่า ตนเองเป็นนักศึกษาคณะจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งคณะนี้สามารถแบ่งออกได้เป็นนักจิตวิทยาสายคลินิก กับคนที่มาสายองค์กรเพื่อพัฒนาสายธุรกิจ ตอนที่เป็นพนักงานประจำก็ขับมอเตอร์ไซค์ไปทำงานยังไม่มีรถยนต์ขับ ที่บ้านไม่ได้มีธุรกิจ พ่อเป็นข้าราชการ แม่ขายก๋วยเตี๋ยวและอาหารตามสั่ง หลังเรียนจบมาก็มาเป็นพนักงานประจำอยู่ในสาย HR ล้วน 7 ปี “ผมอยากรวยครับ อยากใช้ชีวิตแบบสบายๆ ซึ่งคำว่าสบายๆ นี้มันต้องพึ่งพาสิ่งที่เรียกว่ามันนี่ ถ้าไม่มีตัวนี้ก็ไม่สบาย” เมื่อตอนสิบปีที่แล้วนั้น เงินเดือนสตาร์


