‘โปรโม-โปรเม’ พี่น้องนักกอล์ฟ มอบเงิน 1 แสน ช่วยโครงการข้าวกล่องเชฟฮัก ร่วมลงมือแพ็ก-แจกชุมชนภักดี จตุจักร
โครงการข้าวกล่องเชฟฮัก – เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 18 พฤษภาคม ที่ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) “โปรโม” โมรียา จุฑานุกาล และ “โปรเม” เอรียา จุฑานุกาล สองพี่น้องนักกอล์ฟระดับโลกชาวไทย มอบเงินสนับสนุนโครงการข้าวกล่องเชฟฮัก แบ่งปันชุมชนสู้ภัยโควิด จำนวน 100,000 บาท โดยมีเชฟสมศักดิ์ รารองคำ นายกสมาคมเชฟประเทศไทย และเชฟวิลเมน ลีออง ประธาน Thailand Culinary Academy และประธานสมาคมเชฟโลก World Chefs Without Borders รับมอบ
รวมทั้ง โปรโม โมรียา และโปรเม เอรียา พร้อมคุณแม่ และกลุ่มเพื่อนนักกอล์ฟ ได้ร่วมแพ็กข้าวกล่องเชฟฮัก พร้อมเดินทางนำไปมอบให้กับชุมชนด้วย
โปรเม เอรียา กล่าวว่า ทราบโครงการข้าวกล่องเชฟฮัก จากพี่ที่รู้จัก ทราบว่าเขาทำวันละ 4,000 กล่อง รวม 10 วัน 40,000 กล่อง จึงอยากมาช่วย วันนี้มาช่วยแพ็ก และเชฟวิลเมนนำทีมไปช่วยส่งอาหารให้ชาวชุมชนด้วย วันนี้ทำหน้าที่ตามที่เชฟวิลแมนมอบหมาย
ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. มีการคลายล็อกในเรื่องกีฬาที่ไม่มีการปะทะบ้างแล้ว กลับมาซ้อมกอล์ฟบ้างหรือยัง โปรเม เอรียา กล่าวว่า เริ่มซ้อมบ้างแล้ว แต่ก็ยังพยายามออกจากบ้านให้น้อยที่สุด ออกเฉพาะยามจำเป็นเท่านั้น ถ้าออกไปซ้อม ก็จะออกตอนเช้าเวลา 06.00-07.00 น. จากนั้นตอนเที่ยงก็กลับบ้าน จะซ้อมช่วงคนน้อยๆ ส่วนการออกกำลังกายอย่างอื่น สามารถทำในบ้านได้
เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้ช่วงที่โควิดระบาดหนักๆ ทราบว่าโปรโม โมรียา และโปรเม เอรียา ได้ช่วยเหลือทีมแพทย์ด้วย โปรเม เอรียา กล่าวว่า ได้เข้าไปช่วยโรงพยาบาลชลบุรี เรามอบห้องตรวจหาเชื้อ เป็นโครงการของ SCG ที่เป็นนวัตกรรมของ SCG เป็นห้องตรวจหาเชื้อที่จะแยกแพทย์กับคนไข้ให้อยู่คนละฝั่งกัน เพื่อป้องกันแพทย์ติดเชื้อ
เมื่อถามว่าในสถานการณ์โควิด อยากแนะนำนักกอล์ฟและกีฬาประเภทอื่นๆ ให้ดูแลตัวเองอย่างไรบ้าง โปรเม เอรียา กล่าวว่า จริงๆ ทุกคนต้องดูแลตัวเองไม่ใช่แค่นักกีฬา ต้องดูแลตัวเองโดยการออกจากบ้านให้น้อยที่สุด อย่างเราเป็นนักกีฬาอาจจำเป็นต้องออกไปซ้อม แต่หลังจากนั้นอะไรที่ไม่จำเป็นก็ต้องอยู่บ้าน ออกกำลังกายที่บ้าน ดูแลตัวเอง กินอาหารดีๆ เป็นสิ่งที่เราทำได้อยู่แล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้โปรโม โมรียา และโปรเม เอรียา พร้อมคุณแม่ และกลุ่มเพื่อนนักกอล์ฟ ได้ร่วมแพ็กข้าวกล่องเชฟฮัก พร้อมเดินทางไปมอบให้กับชุมชนภักดี เขตจตุจักร โดยมี เชฟวิลเมน และคุณอาณัติ ลิ้มจิระวัฒนา ประชาสัมพันธ์โครงการข้าวกล่องเชฟฮัก นำคณะลงพื้นที่


ทั้งนี้โครงการ ข้าวกล่องเชฟฮัก จัดขึ้นเพื่อร่วมแบ่งปัน บรรเทาความเดือดร้อนของผู้มีรายได้น้อยและอาศัยในชุมชนต่างๆ ในกทม. โดยจัดให้มีการปรุงอาหารด้วยความพิถีพิถัน จากฝีมือเชฟและกุ๊กมืออาชีพ ในมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารและสุขอนามัยในการประกอบอาหาร บรรจุในกล่องข้าวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่งผ่านกลุ่มแท็กซี่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ปัจจุบัน ไปยังชุมชนต่างๆ ถึง 50 ชุมชนตลอดโครงการ โดยมีเป้าหมายแจกข้าวกล่องเชฟฮัก จำนวน 40,000 กล่อง ภายใน 10 วัน ตั้งแต่วันที่ 11-20 พ.ค.นี้






Latest Posts
เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในหลายพื้นที่ สะท้อนให้เห็นว่า “ภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป” แม้ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยงรุนแรง แต่เมื่อเกิดเหตุ สิ่งที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่เพียงอาคาร บ้านเรือน หรือระบบสาธารณูปโภค หากแต่รวมถึงระบบบริการสุขภาพที่อาจเข้าถึงได้ยากในช่วงเวลาวิกฤต ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงการเตรียมเพียงอาหาร น้ำดื่ม หรือไฟฉาย แต่ต้องรวมถึง “การเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพ” เพื่อให้ประชาชนสามารถดูแลตนเองและคนในครอบครัวได้ในช่วงเวลาที่ความช่วยเหลือยังเข้าไม่ถึง “เมื่อเกิดภัยพิบัติ โรงพยาบาลอาจมีผู้ป่วยจำนวนมาก ถนนอาจถูกตัดขาด ร้านขายยาอาจปิดชั่วคราว แต่สิ่งหนึ่งที่ยังอยู่กับเราเสมอ คือความรู้และทรัพยากรที่มีอยู่รอบตัว” ดร.สุภาภรณ์ กล่าว ดร.สุภาภรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยโชคดีที่มีสมุนไพรเป็น “เสบียงสุขภาพ” กระจายอยู่ในทุกชุมชน หลายชนิดปลูกอยู่ในรั้วบ้าน อยู่ในสวนครัว หรือหาได้จากตลาดใกล้บ้าน ไม่ว่าจะเป็น ขิง สำหรับบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน และช่วย
กระแสอาหารไทยโบราณยังแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมนูประจำฤดูร้อนอย่าง “ข้าวแช่นารา” ของ NARA Thai Cuisine ที่สร้างยอดขายกว่า 10,000 เซ็ต ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน กลายเป็นเมนูอันดับหนึ่งของร้านในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ภายใต้แคมเปญ “สำรับไทย..ไว้ใจนารา” หรือ TASTE NARA – TASTE OF THAILAND ตอกย้ำจุดยืนการยกระดับอาหารไทยสู่มาตรฐานสากล ผ่านการนำเสนอสำรับไทยโบราณในรูปแบบร่วมสมัย เบื้องหลังความสำเร็จของ ข้าวแช่นารา โดยปีนี้นาราไทย คูซีน ยังได้นางเอกซุปตาร์อย่าง ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่ เป็นตัวแทนถ่ายทอดเสน่ห์สำรับไทยประจำฤดูกาล ผ่านเมนู ‘ข้าวแช่นารา’ จนสามารถขยายฐานกลุ่มนักชิมสู่คนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น ปลุกกระแสความนิยมอาหารไทยโบราณให้กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง นอกจากกระแสตอบรับจากนักชิมชาวไทยแล้ว ล่าสุดยังได้รับความสนใจจากบุคคลระดับโลก เมื่อ จูเลีย มอร์ลีย์ ประธานและซีอีโอองค์กรมิสเวิลด์ พร้อมด้วย ปิยาภรณ์ แสนโกศิก หรือ แม่ปุ้ย TPN ผู้ถือลิขสิทธิ์เวทีประกวด Miss World Thailand และเวทีนางงามระดับนานาชาติ ร่วมรับประทานอาหารไทย โดยมี คุณยีน-สิริโสภา จุลเสวก ผู้บริหารนารา กรุ๊ป ให้การต้อนรับที่ร้านนาราไท
ในยุคที่ภาคเกษตรกรรมไทยต้องเผชิญกับความผันผวนด้านราคาและกลไกตลาด การปรับตัวจากเกษตรกรถือเป็นทางรอดสำคัญ และหนึ่งในนั้นเป็นเรื่องราวของ คุณนพเก้า จันโย เกษตรกรรุ่นใหม่แห่ง “บ้านสวนย่าน้อย” อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ผู้ที่เปลี่ยนความหลงใหลในการปลูกกุหลาบให้กลายเป็นสินค้ามูลค่าสูง ด้วยการบริหารจัดการในรูปแบบเกษตรอินทรีย์ พร้อมต่อยอดเป็น“กุหลาบอินทรีย์อบแห้ง” ขายในราคากิโลกรัมละ 5,000 บาท และยังถูกนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เช่น โลชั่นบำรุงผิว รวมถึงผลิตภัณฑ์ดูแลผิวอื่นๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค จุดเริ่มต้นกุหลาบอินทรีย์ จุดเริ่มต้นของธุรกิจเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2555 เมื่อคุณนพเก้าตัดสินใจกลับมาสานต่ออาชีพเกษตรของครอบครัว พร้อมกับตั้งโจทย์ว่า “จะทำเกษตรอย่างไรให้ยั่งยืน และไม่ทำลายสุขภาพ” คำตอบจึงตกอยู่ที่การทำ “เกษตรอินทรีย์” เริ่มจากนาอินทรีย์ และขยายผลมาสู่ “กุหลาบ” ซึ่งเป็นดอกไม้ที่ตนเองชื่นชอบและสะสมสายพันธุ์ไม้ต่างๆ มาโดยตลอด โดยมองเห็นโอกาสในตลาดคนรักสุขภาพที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง เธอจึงเลือกปลูกเป็นกุหลาบพันธุ์ไทยที่มีกลิ่นหอมโดดเด่น 2 สายพันธุ์ ได้แก่ มอญไกลกังว
ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ผู้บริโภคต้องรัดเข็มขัดและมีเงินในกระเป๋าลดลง แบรนด์เครื่องสำอางระดับตำนานอย่าง Mistine (มิสทิน) ได้ปรับตัวและวางหมากรุกทางธุรกิจไว้อย่างน่าสนใจ ทั้งการตอบโจทย์กลุ่ม Gen Z การพัฒนาผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการขยายฐานการผลิตในต่างประเทศ แม้ตลาดบิวตี้และสกินแคร์จะมีการแข่งขันอย่างดุเดือด โดยเฉพาะการรุกคืบอย่างหนักของแบรนด์จากประเทศจีน (C-Beauty) แต่มิสทินแบรนด์เครื่องสำอางไทยระดับตำนาน ได้เปิดเผยถึงมุมมอง ทิศทาง และกลยุทธ์การปรับตัวเพื่อครองใจผู้บริโภคทุกเจเนอเรชัน ชูศักยภาพการปรุงสูตรของไทย ปฏิเสธไม่ได้ว่าแบรนด์จีนมีความเชี่ยวชาญด้านโซเชียลมีเดียสูงมาก ทั้งการใช้ KOL และการยิงแอดโฆษณาที่เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากเติบโตมาจากแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์สกินแคร์ (Skincare) การจะเปลี่ยนให้ผู้บริโภคมาเปิดใจใช้แบรนด์ที่ไม่รู้จักนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องเกิดจากการทดลองใช้จริง ซึ่งนี่คือจุดที่ประเทศไทยยังคงมีข้อได้เปรียบ แม้สารสกัดสำคัญ (Ingredients) หรือเทคโนโลยีใหม่อย่าง PDRN จะเป็นเทรนด์ระดับโ
