เส้นทางเศรษฐีออนไลน์
เมื่อพูดถึง “แบรนด์” สิ่งที่คนคิดขึ้นมาในหัวคือ โลโก้ โทนสี รูปแบบกราฟิก ไอคอน ลวดลาย แบรนด์ที่ดีก็คงเป็นแบรนด์ที่โลโก้สวย สีสันจดจำได้ขึ้นใจ ความเข้าใจนั้นทำให้หลายแบรนด์ ‘สอบตก’ เพราะแท้จริงแล้ว คำว่า “แบรนด์” หากขาดคำว่า ‘มีชีวิต’ ก็ไม่ต่างอะไรจากมนุษย์ที่ไร้แรงดึงดูด คนทำแบรนด์ส่วนใหญ่พยายามยัดเยียดการขาย การตลาด เข้าไปในแบรนด์ เพราะคิดว่าเมื่อแบรนด์ทำเงินได้ จึงจะเรียกได้ว่าเกิดมูลค่า นั่นทำให้แบรนด์ขาดชีวิต จงมองแบรนด์ให้เหมือน ‘มนุษย์หนึ่งคนที่มีชีวิต’ จากนั้น สิ่งที่คนทำแบรนด์ต้องทำความเข้าใจต่อ คือ “ความมีชีวิตคืออะไร?” คุยกับ อาจารย์ขาบ-สุทธิพงษ์ สุริยะ นักปั้นแบรนด์และนักออกแบบภาพลักษณ์ธุรกิจอาหาร ภาคการเกษตร และการท่องเที่ยวเกษตรยั่งยืน แห่ง Karb Studio เจ้าของรางวัล Gourmand Awards ซึ่งเปรียบได้กับเวทีออสการ์อาหารโลก 20 ปีซ้อน และเป็นผู้ขับเคลื่อนแนวคิด “Local สู่ เลอค่า” ผู้ที่เชื่อว่าความ Local อยู่ที่ใดก็เลอค่า ถ้ารู้จักเล่าเรื่อง ก่อนจะหา CI หาจิตวิญญาณตัวเองให้เจอก่อน จุดเริ่มต้นของการสร้างแบรนด์ขึ้นมาแบรนด์หนึ่ง ต้องเริ่มจากการนั่งวิเคราะห์ 3 สิ่ง ได้แก่ สิ่งท
เรื่องราวของ ฮิโรกิ โทมิยาสุ (Hiroki Tomiyasu) อดีตข้าราชการชาวญี่ปุ่นที่ผันตัวมาเป็นเกษตรกร กำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในฐานะตัวอย่างของการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้แก้ปัญหาจริงในภาคเกษตรกรรม แม้ไม่เคยมีพื้นฐานด้านการเกษตรหรือวิศวกรรมมาก่อนก็ตาม โทมิยาสุเติบโตในพื้นที่ใกล้กรุงโตเกียว เคยทำงานเป็นข้าราชการมาก่อน ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมโครงการฟื้นฟูที่ดินทำกินที่ถูกทิ้งร้างในฮอกไกโด และเรียนรู้การบริหารจัดการไร่ด้วยตนเองทั้งหมด ปัจจุบันเขาดูแลพื้นที่เพาะปลูกบล็อคโคลี่ ฟักทอง ต้นหอมญี่ปุ่น และถั่วเหลือง ครอบคลุมพื้นที่ราว 100 เฮกตาร์ หรือประมาณ 600 ไร่ จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเขาเริ่มนำ ChatGPT และ Codex เครื่องมือ AI สำหรับการเขียนโค้ด มาใช้แก้ปัญหาการทำฟาร์มที่ต้องใช้แรงงานหนักและขาดแคลนบุคลากร แทนที่จะพึ่งพาระบบอัตโนมัติสำเร็จรูปราคาแพงที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เขาเลือกเรียนรู้และสร้างเครื่องมือขึ้นมาเอง ตัวอย่างเครื่องมือที่เขาพัฒนาขึ้น ได้แก่ ระบบตรวจสอบโรคพืชด้วยการถ่ายภาพจุดดำบนบล็อคโคลี่แล้วให้ ChatGPT ช่วยวิเคราะห์ ระบบติดตามสภาพแปลงเพาะปลูกด้วยข้อมูลดาวเทียมที่นำมาซ้อนท
ความฮอตของภาพยนตร์จักรวาลสไปเดอร์แมนที่ไม่ว่าจะเปิดตัวกี่ภาค ก็ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามเสมอ จนภาคล่าสุด Spider-Man: Brad New Day ขึ้นแท่น สไปเดอร์แมนที่ถูกใจทั้งนักวิจารณ์และคนดูระดับสูง จนทำให้ชื่อของ Tom Holland กลายเป็นที่พูดถึงอยู่ในหน้าสื่อ ณ ตอนนี้ นักแสดงหนุ่มคนนี้ไม่เพียงแต่มีความฮอตในด้านงานแสดง แต่ยังประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจเครื่องดื่มอีกด้วย ซึ่งธุรกิจที่ว่าคือ “BERO” เบียร์ไร้แอลกอฮอล์ (non-alcoholic beer) ระดับพรีเมียม แรงบันดาลใจจากการเลิกเหล้า Tom Holland เริ่มต้นเส้นทางเลิกดื่มแอลกอฮอล์ (Sobriety) ผ่านโครงการ “Dry January” คือแคมเปญงดดื่มในเดือนมกราคม จนขยายเวลาต่อไปเรื่อยๆ และตระหนักว่าการเลิกเหล้าในวัฒนธรรมอังกฤษที่เน้นการดื่มเพื่อเปิดทางเข้าสังคมเป็นเรื่องยาก เขาจึงมองหาเบียร์ไร้แอลกอฮอล์คุณภาพดีที่ช่วยให้รู้สึกกลมกลืนในงานสังคมได้ ซึ่งแบรนด์เครื่องดื่มที่มีอยู่ในตลาดส่วนใหญ่ยังไม่ตอบโจทย์ Tom จึงร่วมมือกับบริษัทร่วมทุน Imaginary Ventures และ John Herman (อดีตผู้บริหาร Nutrabolt/C4) เพื่อเปิดตัว BERO โดยที่ Tom ดำรงตำแหน่ง Co-Founder ถือหุ้นจริงคาดว่าราว 30–40
ในวัย 70 กว่าๆ ขณะที่ใครหลายคนกำลังนั่งหมดไฟ หรือพักผ่อนแบบปล่อยให้เวลาผ่านไปในแต่ละวัน แต่สำหรับ New Chapter อย่าง คุณลุงเคที (แทน เคียน ทัต) KT (Tan Kian Tat) ในวัย 77 และ คุณป้าย่าจู (Yazhu) วัย 73 ที่มอบเวลาวัยเกษียณให้กับร้านไอศกรีมเล็กๆ ที่ชื่อ Freshio Gelato ที่เป็นเสมือนเครื่องมือพิสูจน์ว่าไฟในการทำงานของคนเราไม่มีวันมอดดับตามอายุ จาก “ราชาเครย์ฟิช” สู่ชีวิตที่ว่างจนหายใจไม่ออก ย้อนกลับไปในยุคทอง คุณลุงเคที เขาเป็นนักธุรกิจระดับพรีเมียมในประเทศจีน ที่ถูกขนานนามว่าเป็น “ราชาเครย์ฟิช” ผู้กุมบังเหียนโรงงาน 8 แห่ง ส่งออกกุ้งแช่แข็งมูลค่านับพันล้านบาทไปทั่วโลก ส่วนคุณป้าย่าจู ก็ไม่ใช่แม่บ้านธรรมดา เธอคือนักบริหารร้านกาแฟฝีมือดีในเซี่ยงไฮ้ที่มีสาขากระจายไปทั่วเมือง แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้อง “เกษียณ” จริงๆ ทั้งคู่ย้ายไปใช้ชีวิตสงบๆ ที่แคนาดา แต่ทว่าความเงียบเหงาหลังเกษียณนี้เองที่เป็นเสมือนศัตรูของพวกเขา “ผมเป็นพวกบ้างาน ชีวิตที่แคนาดาคือการขับรถไปนั่นมานี่อย่างไร้จุดหมาย มันว่างเกินไป และมันเป็นการใช้เงินไปวันๆ โดยไม่มีอะไรตอบแทนกลับมา” คุณลุงเล่าถึงความอึดอัดในใจ เปลี่ยนหยาดน้ำตาเป็นพล
เด็กหนุ่มไทยวัย 17 ปี ที่เริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ประกอบการเด็กเอเชีย ได้เผยเส้นทางการทำเงินของตัวเองตั้งแต่ศูนย์ ผ่านช่องรายการพอดแคสต์สร้างแรงบันดาลใจช่อง MarNoCap จากเด็กเกรดต่ำ สู่เจ้าของโปรแกรมโค้ชชิ่ง เขาเล่าว่าตัวเองไม่ใช่เด็กเรียนเก่ง เกรดเฉลี่ยอยู่ในระดับ C เกือบทุกวิชา ยกเว้นวิชาพลศึกษาที่ได้ A ด้วยผลการเรียนแบบนี้ โอกาสที่จะได้งานดี ๆ ในระบบมีน้อยมาก ประกอบกับเมื่อชีวิตมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญจากช่วงที่ครอบครัวประสบปัญหาการเงินอย่างหนัก หลังธุรกิจทัวร์ของคุณแม่ซึ่งเคยรุ่งเรืองต้องซบเซาลงจากผลกระทบของโควิด-19 จนเป็นหนี้หลายแสนบาท ทำให้เขาเห็นแม่ร้องไห้และทะเลาะกับพ่ออยู่บ่อยครั้ง สิ่งนี้กลายเป็นแรงผลักดันให้เขาอยากหาทางออกให้ครอบครัว เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาเริ่มจากการทำดรอปชิปปิง ตามด้วยการเทรด ก่อนจะลองรับงานเขียนคอนเทนต์การตลาด (copywriting) ส่งข้อความติดต่อลูกค้าหลายร้อยรายตั้งแต่อายุ 14 แต่ก็ล้มเหลวไม่มากก็น้อย กระทั่งเริ่มลองทำคลิปแรงบันดาลใจของตัวเองจนมีผู้ติดตามจำนวนมาก จึงหันไปศึกษาวิธีการทำคอนเทนต์ให้ไวรัลอย่างจริงจัง แล้วนำความรู้นั้นไปสอนคนอื่น
เมื่อ AI กลายเป็นผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจที่มองไม่เห็น… ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การก่อตั้งธุรกิจมักผูกติดอยู่กับการมีทีมงานและเงินทุน แต่ในช่วงปี 2025-2026 ภาพดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาทำหน้าที่แทนทีมงานทั้งฝ่ายพัฒนา การตลาด และบริการลูกค้าได้ในเวลาเดียวกัน งานที่เมื่อก่อนต้องใช้คน 4-5 คน วันนี้ทำคนเดียวได้จริง ปรากฏการณ์นี้ผลักดันให้เกิดผู้ประกอบการรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “Solopreneur” หรือผู้ก่อตั้งและบริหารธุรกิจด้วยตนเองเพียงคนเดียว โดยอาศัย AI เป็นกำลังเสริมแทนการจ้างพนักงานประจำ ตัวเลขที่บ่งชี้การเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ สำนักงานสำมะโนประชากรสหรัฐฯ ระบุว่าปัจจุบันมีผู้ประกอบธุรกิจแบบไม่มีลูกจ้างในสหรัฐฯ ราว 29.8 ล้านราย สร้างรายได้รวมกว่า 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 6.8% ของ GDP ประเทศ ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือผลประกอบการ ผลสำรวจ New Business Formation 2025 ของ Gusto พบว่าธุรกิจที่เปิดโดยเจ้าของคนเดียวมีกำไรตั้งแต่ปีแรกสูงถึง 77% ขณะที่ธุรกิจซึ่งมีลูกจ้างประจำมีกำไรปีแรกเพียง 54% และ Solopreneur ถึง 93% คาดว่าจะทำกำไรได้ในปี 2025 เทียบกับ
คนใส่ใจความสวยความงามกันมากขึ้น แต่ตลาดสกินแคร์ 20,000 ล้านบาท กลับเติบโตเพียง 0.6% เพราะคนหันไปดูแลตัวเองจากการทำหัตถการที่เห็นผลได้เร็วกว่ามากขึ้น อย่างไรก็ดี การดูแลผิวที่ถูกต้องและยั่งยืนยังคงเริ่มจากการเลือกใช้เวชสำอางที่ดีในทุกๆ วัน ในตลาดสกินแคร์ 20,000 ล้านบาท แบ่งออกได้เป็นตลาดเวชสำอาง (Medical Skincare) มูลค่า 5,000 ล้านบาท โดยมี สมูทอี (Smooth E) แบรนด์เวชสำอางที่อยู่คู่คนไทยมา 30 ปี ติดอยู่ใน Top 5 ของตลาด แต่การอยู่มานานระดับ 30 ปี ก็เป็นโจทย์ยากที่แบรนด์จะต้องเผชิญ สมูทอี ถูกเรียกว่าเป็น “แบรนด์ของคนรุ่นแม่” แบรนด์รุ่นแม่ส่งต่อลูก เภสัชกรศุภาพิชญ์ พิทยานุกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า สมูทอี (Smooth E) เป็นแบรนด์เวชสำอางอายุ 34 ปี พูดถึงสมูทอี คนก็นึกถึง โฟมไม่มีฟอง แต่นั่นเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ทุกวันนี้สมูทอีมีไลน์ผลิตภัณฑ์เวชสำอางครอบคลุมทุกประเภท แต่ผู้บริโภคไม่ค่อยรู้ ยิ่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ สมูทอีถูกมองว่าเป็นแบรนด์ของคนรุ่นแม่ เพราะ Gen Z รู้จักแบรนด์มาจากการที่คุณแม่เป็นคนเลือกให้ จึงเป็นโจทย์ให้สมูทอีปรับภาพลักษณ์แบรนด์ตั้งแต่
Time Out สื่อและนิตยสารระดับโลกด้านไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว ที่มักนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับร้านอาหาร คาเฟ่ ศิลปะ ดนตรี ภาพยนตร์ และกิจกรรมต่างๆ ในเมืองใหญ่ทั่วโลก ได้เผยการจัดอันดับ The world’s best cities for street food in 2026 หรือ เมืองสตรีทฟู้ดที่ดีที่สุดในโลกปี 2026 การจัดอันดับมาจากการสำรวจครั้งใหญ่ของชาวเมืองกว่า 24,000 คนทั่วโลก โดยให้คนท้องถิ่นให้คะแนนความคุ้มค่าและคุณภาพของอาหารในเมืองของตน รวมถึงแง่มุมเฉพาะต่าง ๆ เช่น ร้านกาแฟ ร้านอาหารเช้า และร้านอาหารหรูหรา เพราะเอาเข้าใจเมื่อพูดถึงการรับประทานอาหารในต่างประเทศ คนก็คงไม่ได้นึกถึงโต๊ะอาหารปูผ้าขาวหรือห้องอาหารที่อึดอัด แต่คงนึกถึงเสียงฉ่าของกระทะ ควันโขมงโฉงเฉง และคำแรกที่เลอะเทอะของอาหารที่ห่อภาชนะง่าย ๆ มากกว่า ผลการจัดอันดับ “โฮจิมินห์” ประเทศเวียดนาม ครองอันดับหนึ่งในฐานะเมืองที่มีอาหารริมทางดีที่สุดในโลก ด้วยคะแนนความพึงพอใจสูงถึง 63% ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเมืองใหญ่ที่มีร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ถึง 6 ร้าน รวมถึงร้าน Ănăn Saigon ที่ยกระดับอาหารริมทางให้กลายเป็นศิลปะชั้นเลิศ ในเวียดนามการได้เดินเข้าไปในตรอก
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธุรกิจค้าปลีกแบบลดราคา (discount retail) ในประเทศจีนได้กลายเป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่มีการแข่งขันดุเดือดที่สุด และหนึ่งในผู้เล่นที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในอุตสาหกรรมนี้คือ HotMaxx แบรนด์ค้าปลีกสัญชาติจีนที่เติบโตจากร้านค้าเดียวในเซี่ยงไฮ้ สู่เครือข่ายร้านค้าเกือบพันสาขาภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี จากวิกฤตสต๊อกสินค้าส่วนเกินสู่โมเดลธุรกิจพันล้าน HotMaxx ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2020 โดยผู้ร่วมก่อตั้งสองคนคือ กู่ เสี่ยวเจี้ยน ผู้มีพื้นฐานด้านธุรกิจค้าส่ง และ ฟ่าน จื้อเฟิง ผู้เชี่ยวชาญด้านห่วงโซ่อุปทานอาหาร ทั้งคู่เผชิญปัญหาสต๊อกสินค้าส่วนเกินจำนวนมากในช่วงที่ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกหยุดชะงักจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เดิมทีทั้งสองตั้งใจเพียงเปิดร้านเคลียร์สต๊อกชั่วคราวเพื่อระบายสินค้าแล้วปิดกิจการ แต่กระแสตอบรับจากผู้บริโภคกลับดีเกินคาด จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ร้านสาขาแรกเปิดตัวในศูนย์การค้าระดับไฮเอนด์ของเซี่ยงไฮ้ โดยจำหน่ายขนมและเครื่องดื่มที่ใกล้หมดอายุในราคาลดพิเศษ ก่อนจะขยายกลุ่มสินค้าครอบคลุมทั้งสินค้าใกล้หมดอายุ สิน
ธุรกิจสัตว์เลี้ยงในจีนกำลังพลิกโฉมไปอีกขั้น เมื่อแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเปิดให้บริการเช่าสุนัขรายชั่วโมง แพลตฟอร์มดังกล่าวมีชื่อว่า “Wangbu” แปลได้ว่า “พาหมาเดินเล่น” เพิ่งเปิดตัวผ่านมินิโปรแกรมบนโซเชียลมีเดียเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ให้บริการในเมืองใหญ่ของจีนอย่างปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเซินเจิ้น โดยเปิดให้ผู้ใช้งานเช่าสุนัขไปเดินเล่นเป็นรายชั่วโมง ผ่านระบบที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงสร้างโปรไฟล์ให้สุนัขของตน จากนั้นผู้เช่าจะติดต่อนัดหมายรับ-ส่งกับเจ้าของโดยตรง โดยที่อัตราค่าบริการจะอยู่ที่ประมาณ 10-60 หยวนต่อชั่วโมง (ราว 50-300 บาท) ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และระยะเวลา ตัวอย่างเช่น สุนัขพันธุ์เวสต์ ไฮแลนด์ ไวท์ เทอร์เรียร์ ชื่อ “อีเวน” ให้เช่าในราคา 45 หยวนต่อชั่วโมง แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเดินเล่นในขณะที่เจ้าของอยู่ด้วยเท่านั้น และห้ามให้อาหารที่เจ้าของไม่ได้จัดเตรียมไว้ ส่วนสุนัขพันธุ์คอร์กี้ชื่อ “ไป่วั่น” ให้เช่าในราคา 60 หยวนต่อชั่วโมง สามารถพาเดินเล่นตามลำพังหรือพาขึ้นรถได้โดยไม่ต้องมีเจ้าของกำกับ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มระบุว่าได้วางมาตรการด้านความป
