Featured การเงิน และการตลาด

ดูยังไงว่าลูกค้าคนไหน “จะซื้อจริง” ไม่ใช่แค่มาดูเล่น เปิด 5 สัญญาณจากลูกค้า ที่นักขายมืออาชีพควรรู้

เคยสงสัยไหมครับ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า “ลูกค้าคนไหนจะซื้อ”

สินค้าบางอย่าง มีคนสนใจแวะเวียนมาดู มาชม มาถามไถ่ แบบถล่มทลาย แต่กลับไม่มีคนไหนเลย ที่เป็นคนซื้อตัวจริง

เป็นอีกหนึ่งปัญหาโลกแตกทางการตลาดครับ มีหลักการมากมายแนะนำเอาไว้ หนึ่งในหลักการคลาสสิคที่ตำราการตลาดสอนเอาไว้ คือ เราต้อง “ขจัดข้อโต้แย้ง” จากลูกค้าให้ได้ แล้วเราถึงจะปิดการขายได้

ข้อโต้แย้ง คืออะไร ?

คือทุกสรรพสิ่งที่ลูกค้าหยิบยกมาเป็น “ปัญหา” แล้วแสดงออกมาในรูปของ “คำถาม” กับ “คำปฏิเสธ”

บางคนถามสารพัด ถ้าคนขายตอบได้เคลียร์ทุกคำถาม ก็สามารถปิดจบ ซื้อขายกันได้ บางคนมาแนวปฏิเสธ ไม่ชอบออกตัวแรง ท่าทีสนใจนั่นแหละ แต่ยังมีความกังวลลึกๆ แบ่งรับแบ่งสู้ แบบนี้ถ้าเจอคนขายเก่งๆ ก็สามารถตะล่อมได้อยู่หมัดเช่นกัน

ฟังดูแล้ว “การปิดการขาย” หรือพูดง่ายๆ ว่าเป็นการสรุปจบให้เกิดการจ่ายเงิน แล้วส่งมอบสินค้า มีความเป็นทักษะเฉพาะตัว เป็นศิลปะผสมจิตวิทยา ผสมความช่างสังเกต ผสมปฏิภาณไหวพริบ ฯลฯ ก็คงไม่ผิด ไม่เกินจริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะเรียนรู้กันไม่ได้เอาเสียเลย

ผมได้ลองรวบรวมความเห็นของกูรูการตลาดจากหลายแหล่ง ได้ข้อสรุปที่สอดคล้องกัน ดังนี้

เริ่มจาก สิ่งที่ใช้เป็นข้อสังเกต เมื่อมีใครสักคนเข้ามาในพื้นที่ขายของเรา ควรพิจารณาจากอะไรบ้าง ว่าเขาผู้นั้นจะเป็นคนที่ “ซื้อ” หรือ “ไม่ซื้อ” ซึ่งสิ่งที่ใช้เป็นข้อสังเกตยอดนิยมมี 5 อย่าง ได้แก่

1. บุคลิกลักษณะและการแต่งกาย พิจารณาเรื่องการแต่งเนื้อแต่งตัวก่อนเป็นเบื้องต้น เพราะเป็นสิ่งแรกที่ประจักษ์แก่สายตา การแต่งกายที่เหมาะสมกับสินค้า พอจะบ่งบอกได้ว่า เขาเป็นลูกค้าได้หรือไม่

แต่ก็มีข้อยกเว้นเช่นกัน บางคนแต่งตัวง่ายๆ ไม่ได้เวอร์วัง แม้จะเข้ามาดูสินค้าราคาแพง ทว่าเชื่อเถอะครับ ต่อให้แต่งตัวง่ายๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าแต่งตัวแบบ “มักง่าย”

2. พฤติกรรมความสนใจสินค้า ข้อนี้น่าจะชี้เป็นชี้ตายกันได้ระดับหนึ่ง เพราะสิ่งที่อยู่ในใจลูกค้าแล้วปิดบังได้ยาก คือ “ความสนใจในสินค้า” มักเล็ดลอดแสดงออกมาทางใดทางหนึ่ง แน่นอนว่ามีระดับความสนใจตั้งแต่ “เออ…ก็น่าสนใจนะ” ไปจนถึงระดับลงแดงตาย ถ้าไม่ได้เป็นเจ้าของ

ซึ่งระดับความสนใจสินค้านี้เอง ที่ทำให้คนขายชั้นเซียนหลายคน มองปุ๊บรู้ปั๊บ ว่าคนนี้แหละใช่ตัวจริง หรือแค่แวะมาคุยเล่น เพราะพฤติกรรมระดับความสนใจที่แสดงออกมา

ลองพิจารณาพฤติกรรมเหล่านี้ครับ อย่างแรก การเข้ามาดูสินค้าแบบใกล้ชิด พิจารณาอย่างละเอียด จับต้องสินค้า ดูแล้วดูอีก แบบนี้แสดงว่า “สนใจมาก”

อย่างเช่น คนเลือกเสื้อผ้า จะดูตะเข็บ ไล่ทุกซอกทุกมุม ทาบตัว ทาบแขน วัดแล้ววัดอีก เหมือนกลัวพลาด แบบนี้แสดงว่าต้องการเป็นเจ้าของ แต่ไม่อยากเกิดปัญหากับสินค้านั้น

อย่างที่สอง เปรียบเทียบสินค้า การเปรียบเทียบแสดงถึงความต้องการสินค้าที่เหมาะกับตัวเอง เหมาะในที่นี้ มีตั้งแต่เหมาะกับการใช้งาน เหมาะกับเงินในกระเป๋า หรือถ้าเป็นสินค้าที่มีลักษณะทางเทคนิค เช่น อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คุณสมบัติสินค้าอาจแตกต่างกัน ถ้ารุ่นต่างกัน ยี่ห้อต่างกัน แม้ฟังก์ชันโดยรวมจะคล้ายคลึงกัน แต่ลูกค้าก็ต้องการความคุ้มค่า จ่ายเงินเท่ากัน อยากได้ที่คุณสมบัติเหนือกว่า

เมื่อมีการเปรียบเทียบจริงจัง แสดงถึงการตัดสินใจซื้อไปแล้ว เพียงแต่จะซื้อรุ่นไหน หรือซื้อจากใคร นั่นเป็นอีกเรื่อง ต้องลุ้นเอาเอง

อย่างที่สาม ไม่ได้จับต้อง แต่ยืนดูนานเป็นพิเศษ และอาจตามมาด้วยการพยายามมองหาตัวเลขราคา หรือถ้าสินค้าบางอย่างมีสเปกเฉพาะด้าน เขาอาจพลิกหาข้อมูลนั้น หรือยืนอ่านข้อมูลประกอบที่แสดงเอาไว้ ถ้ามาแนวนี้ แสดงถึงระดับความสนใจ ที่อาจนำไปสู่การซื้อได้ เพราะเป็นการ “ชั่งใจ” ว่าสินค้านี้ ดีพอไหม

อย่างที่สี่ กลับมาดูสินค้าเดิมมากกว่า 1 ครั้ง แบบนี้เรียกว่า “อยาก” แต่ “ลังเล” คือความอยากได้กับความลังเล มาเจอกันในอัตราพอๆ กัน เลยยังประคองสติเอาไว้ได้ ยังไม่มือลั่นจ่ายเงินซื้อ แบบนี้ถ้าเจอคนขายที่เป็นนักขจัดข้อโต้แย้ง จะรี่เข้าไปหา แล้วเริ่มกระบวนการตะล่อมว่ามีอะไรคาใจ กล่อมให้เคลิ้มจนต้องควักเงินจ่าย

3. ลักษณะของคำถาม โดยปกติ ถ้ามาถึงแล้วเปิดด้วยคำถาม “ราคาเท่าไร” มักเป็นคำถามแสดงความสนใจในระดับพื้นฐาน

คำถามของแต่ละสินค้า ถ้าเอามาประมวล จะพบว่า มีรูปแบบที่คล้ายกันระหว่างลูกค้าที่ซื้อกับไม่ซื้อ หมายถึง คนที่ซื้อ ก็มีรูปแบบการถามคำถามประมาณนี้ คนไม่ซื้อก็มีรูปแบบคำถามอีกแบบ

คนขายสินค้าหรูบอกว่า ลูกค้าสินค้าหรู จะไม่ค่อยมีคำถามเรื่อง “ราคา” แต่ไปเน้นคำถามเรื่องคุณภาพแทน ขณะที่สินค้าทั่วไป ลูกค้าอาจคำนึงถึงเรื่องราคามากกว่า รวมไปถึงคำถามแนวแสวงหาโปรโมชันด้วย

คำถามแนวเปรียบเทียบกับของเดิมที่ใช้งานอยู่ เช่น โทรศัพท์รุ่นนี้ดีกว่ารุ่นนี้ (ที่ใช้อยู่) อย่างไรบ้าง ถ้ามาแนวนี้ แสดงว่าใจอยากเปลี่ยน อยากได้สินค้าใหม่ แต่ยังลังเล หรือข้อมูลยังน้อย จึงไม่กล้าตัดสินใจ

แต่ถ้าคำถามเกี่ยวกับการชำระเงิน การจัดส่ง การรับประกัน การแก้ปัญหาในกรณีมีปัญหา แบบนี้แสดงว่าใกล้จะจ่ายเงินแล้ว เหลือแค่สร้างความมั่นใจให้เขาได้ดีพอหรือเปล่า

4. ภาษากาย คนขายเก่งๆ หลายคน เป็นนักอ่านภาษากายของลูกค้า เวลาที่อธิบาย ถ้าหยุดตั้งใจฟัง แสดงถึงความสนใจสินค้านั้นจริงๆ ยิ่งมีพยักหน้าเห็นด้วย ยิ้ม พูดคุยแบบโต้ตอบ ยิ่งยืนยันความสนใจสินค้ามากขึ้น ถ้าบวกกับการหยิบสินค้ามาถือ มาลูบๆ คลำๆ ไม่ปล่อยไม่วาง แบบนี้มีแนวโน้มจะซื้อสูงขึ้น

5. สัญญาณแสดงการตัดสินใจ อาจเป็นส่วนประกอบ ที่ช่วยยืนยันมากขึ้นว่า ลูกค้ารายนั้นมีโอกาสซื้อ หรือกำลังจะซื้อ นั่นคือ การขอความเห็นจากคนที่มาด้วย เช่น ถ้าถามความเห็นเชิงเปรียบเทียบ…”อันนี้ดีไหม หรือว่าอันนั้นดีกว่า” แบบนี้ กำลังลังเลระหว่างสินค้าแบบเดียวกัน แต่ใจซื้อไปแล้ว

การแสดงออกด้วยการถามเจาะจงวิธีชำระเงิน เช่น ปัจจุบันอาจถามว่า สแกนจ่ายได้ใช่ไหม แบบนี้แปลว่าซื้อแล้ว แค่ตกลงวิธีชำระเงินเท่านั้น

การถือสินค้าแล้วมองหาคนขาย แบบนี้ก็แสดงถึง อยากจ่ายเงินเต็มประดา ถ้าขืนช้าอาจเปลี่ยนใจได้

ทั้ง 5 แนวทางนี้ ต้องอาศัยทักษะการสังเกตเป็นสำคัญ ถ้าคนขายใส่ใจ สนใจลูกค้า ให้ความสำคัญกับทุกคนที่เหยียบย่างเข้ามาในพื้นที่ขายของเรา เชื่อเถอะครับว่า ไม่นานก็สามารถเป็นกูรูด้านการประเมินลูกค้าได้ไม่พลาดแน่นอน…

เรื่อง พลชัย เพชรปลอด

Related Posts

“ทฤษฎีโกงความรู้สึก” เทคนิคไลฟ์สด ของ “เชน-ธนา” CEO นักไลฟ์ ทำยอดขายแตะหลักร้อยล้านบาทต่อปี
ล้มเหลวมาแล้วถึงรู้! เจ้าของ “ซิงซิง หม่าล่า” เปิดสูตรปั้นแบรนด์ให้โตหลายสาขา เรียนรู้จากคู่แข่ง - ใช้โซเชียลเรียกลูกค้า
หากระเป๋าที่เข้ากับชุดไม่ได้ เลยเริ่มสร้างแบรนด์ “Freja” ด้วยเงินเก็บ ก่อนสร้างรายได้ ก่อนสร้างรายได้ กว่า 700 ล้าน