Exclusive Featured SMEs

ล้มเหลวมาแล้วถึงรู้! เจ้าของ “ซิงซิง หม่าล่า” เปิดสูตรปั้นแบรนด์ให้โตหลายสาขา เรียนรู้จากคู่แข่ง – ใช้โซเชียลเรียกลูกค้า

จากคนที่มีความฝันอยากเป็นเจ้าของร้านอาหาร “คุณวิท – วริศ พรพงศา” ต้องผ่านบทเรียนจากธุรกิจแรกที่ล้มเหลว

ก่อนนำความผิดพลาดมาเป็นบทเรียน สร้าง “ร้านช้อน” และต่อยอดสู่ “ซิงซิง หม่าล่า” ด้วยการเรียนรู้จากคู่แข่ง พัฒนาสูตรน้ำซุปและเมนูที่แตกต่าง พร้อมใช้โซเชียลมีเดียสร้างการจดจำแบรนด์ ควบคู่กับการรักษาคุณภาพและความคุ้มค่า จนทำให้แบรนด์เติบโตหลายสาขา

บทเรียนจากความล้มเหลว

ด้วยความชอบทำอาหาร คุณวิทจึงตั้งเป้าหมายกับตัวเองตั้งแต่ยังเรียนว่า สักวันหนึ่งจะต้องมี “ร้านอาหาร” เป็นของตัวเองให้ได้

ระหว่างเรียน เขาใช้เวลาไปช่วยรุ่นพี่และเพื่อนเปิดร้านอาหารอยู่บ้าง เพื่อหาประสบการณ์และรอเวลาลงมือสานฝันของตัวเอง 

หลังเรียนจบด้านสถิติเขาเปิดร้านหมูกรอบ เทรนด์อาหารยอดนิยมในขณะนั้น เพราะเป็นแนวสตรีตฟู้ด ทานง่าย ก่อนเปิดขายออนไลน์จนสามารถเก็บทุนได้จำนวนหนึ่งมาเปิดหน้าร้านแรก 

“ทำธุรกิจร้านอาหาร ไม่ใช่แค่ชอบทำอาหารแล้วจะประสบความสำเร็จได้” คุณวิทเล่าเสริม

เขาเจอ “Pain Point” มากมาย ทั้ง Cashflow การจัดการต้นทุน การบริหารคน รวมถึงการเลือกพาร์ตเนอร์ ทำให้ธุรกิจแรกของเขาเดินทางสู่ “ความล้มเหลว”

เขาจึงนำ “บทเรียน” จากธุรกิจแรกมาแก้ไขและอุดรอยรั่วจากครั้งก่อน 

โดยกลับมาขายอาหารอีกครั้ง เมนูไก่เกาหลีดีลิเวอรีซึ่งสร้างรายได้ดี พอให้มีเงินทุนกลับมาเปิด “ร้านช้อน” ขายหมูกรอบอีกครั้ง

“คุณวิท - วริศ พรพงศา”
“คุณวิท – วริศ พรพงศา”

“ซิงซิง หม่าล่า” แบรนด์ที่เรียนรู้จากคู่แข่ง

หลังจากนั้นสองปี เขาตัดสินใจเปิดอีกธุรกิจ “ร้านซิงซิง หม่าล่า” ท่ามกลางผู้เล่นมากมายในตลาด เขาจึงใช้จังหวะนี้ “เรียนรู้จากคู่แข่ง”

“ตอนนั้นมีผู้นำร้านหม่าล่าสายพานในตลาดแล้ว แต่เราขอลองดูก่อนว่าจะเป็นยังไง สามารถทำได้ไหม เลยชวนรุ่นพี่ที่ตั้งต้นด้วยกันมาไปลองดู ลองชิม ดูโมเดลหลายๆ ร้าน ถ้าเราทำ จะทำอะไรบ้าง จะปรับปรุงแก้ไขสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากธุรกิจคู่แข่งยังไงบ้าง”

จากการศึกษาคู่แข่ง คุณวิทสร้างจุดเด่นให้ซิงซิง หม่าล่า ด้วยการพัฒนาน้ำซุป ถึง 15 รสชาติ ได้แก่ หม่าล่าขาว, หม่าล่าสไตล์จีน, หม่าล่านมสด, กระดูกหมู, สุกียากี้ (น้ำดำ), ทรัฟเฟิล, ผักกาดดองบ๊วย, มะเขือเทศ, ก๋วยเตี๋ยวเรือ, เฝอ, ต้มยำ, แจ่วฮ้อนแซ่บ, หม่าล่ารีพเปอร์และหม่าล่ามะพร้าว ซึ่งมีเฉพาะสาขาวงเวียนใหญ่ แต่ที่เป็นซิกเนเจอร์คือ น้ำซุปหม่าล่าซิงซิง 

“หม่าล่ามี 2 แบบ คือ น้ำมันพืช กับน้ำมันวัว ส่วนใหญ่คนไทยชอบทานน้ำมันพืชมากกว่าเพราะทานง่าย ของเราอยากให้คนไทยทานง่าย แต่ไม่อยากให้ทานน้ำมันพืชล้วนๆ เพราะความเลี่ยน เลยใช้น้ำมันเนย ใช้ส่วนผสมของเนยเข้ามาช่วยทำละลายตัวซอสและเคี่ยววัตถุดิบเครื่องเทศต่างๆ” เขาเล่าเสริมถึงความแตกต่าง

กลยุทธ์ที่พาแบรนด์โดดเด่น 

สิ่งที่ทำให้ซิงซิง หม่าล่า ยังโดดเด่นในตลาดนี้คือ “การใช้โซเชียลมีเดีย” กลยุทธ์การตลาดแรกที่คุณวิทใช้ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักบนโซเชียล

“ส่วนใหญ่คนจะหาร้านอาหารในติ๊กต็อก อินสตาแกรมอยู่แล้ว เสิร์ชประเภทอาหารนั้นๆ ถ้าใครโดดเด่นจะถูกเลือกขึ้นมาอยู่ลำดับต้นๆ เช่น คำว่า หม่าล่า ถ้าเราเด่นที่สุด มียอดวิว มีคนกดไลก์มากที่สุด ก็จะถูกเสิร์ชเจอเป็นอันดับแรกอยู่แล้ว”

เขาได้แนะนำผู้ประกอบการท่านอื่นว่า หากจะเริ่มทำคอนเทนต์ให้ลองศึกษาโมเดลจากช่องอื่นๆ เป็นตัวอย่าง เพื่อดูว่าเขาทำคอนเทนต์อย่างไร สื่อสารประมาณไหน แล้วปรับให้เป็นสไตล์ของตัวเอง แต่ “อย่าก๊อบปี้” 

“หลักๆ ต้องสร้างภาพจำ ทำยังไงก็ได้ให้คนที่รับชมสื่อของเรานึกถึงเราเป็นอันดับแรก โดยที่ไม่ได้อิงกับแบรนด์อื่นๆ หรือผู้ประกอบการคนอื่น 

ให้เริ่มต้นจากการตั้งกล้องถ่ายตัวเอง พูดไปเรื่อยๆ เอาความเป็นตัวเองคุยกับลูกค้า เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ลูกค้าเลือกที่จะเข้ามาใช้บริการและรู้สึกว่าเราจริงใจกับเขามากที่สุด”

กลยุทธที่สองคือ “รสชาติ” และ “คุณภาพ” ที่คุณวิทให้ความสำคัญมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น การควบคุมมาตรฐานการผลิตน้ำซอส น้ำซุปต่างๆ รวมถึงการคัดสรรวัตถุดิบที่ดีที่สุด 

“ในราคาที่ลูกค้าจ่าย ต้องได้รับความคุ้มค่า ทั้งอิ่มด้วยคุณภาพและอิ่มด้วยรสชาติแน่นอน” 

โดยมีให้เลือกหลายแพ็กเกจ เริ่มต้นที่ Classic 319 บาท, Premium 399 บาท, Platinum 499 บาท, Platinum plus + 599 บาท (เฉพาะสาขาวงเวียนใหญ่) ซึ่งเป็นราคาสุทธิ

“ต้องกำหนดให้ชัดว่าลูกค้าเราคือใคร สามารถจ่ายในราคาไหนได้บ้าง แล้วทำแพ็กเกจ โปรโมชันและองค์ประกอบต่างๆ ให้สอดคล้อง” เขาเล่าเสริม

อุปสรรคใหญ่ของคนทำธุรกิจ

ในการทำธุรกิจเป็นเรื่องปกติที่ต้องพบเจอกับอุปสรรค เช่นเดียวกับคุณวิท เขาเจออุปสรรคใหญ่ นั่นคือ “ต้นทุนวัตถุดิบ” 

“ในทุกๆ ครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศหรือระดับโลก อย่างการเกิดสงคราม ส่งผลกระทบหมดเลย ทำให้น้ำมัน วัตถุดิบ ค่าขนส่ง และแพ็กเกจจิ้งแพงขึ้น เช่น ถุงพลาสติกเคยซื้อกิโลละ 30 บาท ขึ้นเป็นกิโลละ 60-70 บาท

เราให้ลูกค้ารับผิดชอบเรื่องนี้ไม่ได้ เลยเลือกบริหารจัดการลดต้นทุนเอง หรือทำยังไงก็ได้ให้แบกต้นทุนไหวที่สุด ต่อให้วันนี้จะกำไรลดลง แต่จะไม่เอาเรื่องนี้ไปเป็นภาระให้ลูกค้า” เขากล่าวทิ้งท้าย

และนี่คือเรื่องราวของผู้ประกอบการที่พิสูจน์ให้เห็นว่า “ความล้มเหลว” ไม่ใช่จุดจบของการทำธุรกิจ แต่เป็นบทเรียนสำคัญที่ช่วยให้มองเห็นข้อผิดพลาดและกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิม

Related Posts

“ทฤษฎีโกงความรู้สึก” เทคนิคไลฟ์สด ของ “เชน-ธนา” CEO นักไลฟ์ ทำยอดขายแตะหลักร้อยล้านบาทต่อปี
ล้มเหลวมาแล้วถึงรู้! เจ้าของ “ซิงซิง หม่าล่า” เปิดสูตรปั้นแบรนด์ให้โตหลายสาขา เรียนรู้จากคู่แข่ง - ใช้โซเชียลเรียกลูกค้า
หากระเป๋าที่เข้ากับชุดไม่ได้ เลยเริ่มสร้างแบรนด์ “Freja” ด้วยเงินเก็บ ก่อนสร้างรายได้ ก่อนสร้างรายได้ กว่า 700 ล้าน