ในกระเป๋าของคนยุคนี้มักจะเต็มไปด้วยอุปกรณ์ดิจิทัลและของใช้จำเป็น ทั้งมือถือ ไอแพด สายชาร์จ และของส่วนตัวต่างๆ อีกมากมาย แต่ช่วงหลังมานี้ มักจะเริ่มเห็นอะไรที่ต่างออกไป เช่น การหยิบหนังสือเล่มเดิมมาอ่าน แทนที่จะเล่นโทรศัพท์ หรือการกลับมาใช้เครื่องเขียนแบบเดิมๆ รวมถึงเศษกระดาษหรือของกุ๊กกิ๊กที่เก็บมาระหว่างวันเพื่อเอามาแปะลงสมุดบันทึก (Scrapbook)
โลกอนาล็อกกำลังกลับมา และดูเหมือนเราต้องการมันมากกว่าที่เคย…
ในยุคที่ทุกอย่างต้องทำผ่านแอปฯ ทั้งการสั่งอาหาร การสมัครสมาชิก หน้าฟีดโซเชียลต่างๆ ที่มีเรื่องให้ปวดหัวอยู่ทุกวัน หรือโฆษณาที่จ้องจะเอาเงินเราตลอดเวลา
จึงไม่แปลกใจเลยว่า เราจะโหยหาความสบายใจจากสิ่งของที่จับต้องได้จริง ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายโพลารอยด์ แผ่นเสียงไวนิล หรือการ์ดวันเกิดที่เขียนด้วยลายมือ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยให้เราใช้ชีวิตช้าลง และเห็นคุณค่าของโลกที่ไม่ได้อยู่แค่บนหน้าจอ ไม่ต้องออนไลน์ตลอดเวลา
Gen Z หันมาทำงานอดิเรกสไตล์ “เบบี้บูมเบอร์”
การกลับมาของอนาล็อกครั้งนี้เห็นได้ชัดจากกระแส Gen Z คนไทยหลายคน หันมาอนุรักษ์ความเป็นไทย ด้วยการพับดอกบัวสีชมพู จนเกิดเป็นเทรนด์ไวรัลแห่ทำกันทั้งประเทศ หรือการสะสมการ์ดเกมต่างๆ ที่กำลังฮิตในช่วงนี้ ก็เป็นเหมือนงานอดิเรกที่ช่วยฮีลใจได้เช่นกัน
ข้อมูลจาก Google Trends พบว่าการค้นหาคำว่า “งานอดิเรกแบบอนาล็อก (Analog Hobbies)” เพิ่มขึ้นถึง 160% ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แม้แต่ร้านขายอุปกรณ์ศิลปะยักษ์ใหญ่อย่าง Michael’s ก็มียอดค้นหาคำนี้เพิ่มขึ้นกว่า 136% เช่นกัน
เสน่ห์ของความทรงจำ
การหันเข้าหาโลกอนาล็อกช่วยให้หลายคนได้วางมือถือลง และบังคับให้ตัวเองอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น
เสน่ห์ที่สำคัญที่สุดคือ ความไม่สมบูรณ์แบบ อย่างแผ่นเสียงที่มีรอยขีดข่วนจนเสียงสะดุดไม่เหมือนใคร ภาพถ่ายเก่าที่มีข้อความเขียนไว้หลังภาพ หรือหน้าอักษรไขว้ที่มีรอยลบจากการเดาผิดเดาถูก
สิ่งเหล่านี้คือร่องรอยที่เติมเต็มประสบการณ์และแต่งแต้มสีสันให้ความทรงจำของเรามีมิติมากกว่าไฟล์ดิจิทัลที่แสนจะเพอร์เฟกต์
เก็บสิ่งที่รักไว้ในมือ ไม่ใช่แค่ในคลาวด์
ข้อดีอีกอย่างของโลกอนาล็อกคือ เราได้ครอบครองสิ่งนั้นจริงๆ ถ้าหนังสือเล่มหนึ่งเลิกผลิตไปแล้ว ฉันก็ยังมีฉบับที่มีลายเซ็นวางอยู่บนหิ้ง หรือถ้าเปิดเพลงจากแผ่นเสียง ก็สามารถเล่าเรื่องราวได้ว่าไปได้แผ่นนี้มาจากร้านเก่าๆ ที่ตอนนี้ปิดตัวลงไปแล้ว
จริงอยู่ที่โลกดิจิทัลช่วยให้ชีวิตไม่รกและประหยัดทรัพยากร แต่มันก็ยังเติมเต็มความรู้สึกได้ไม่สุด เพราะ อีเมลหนึ่งฉบับไม่มีวันให้ความรู้สึกอบอุ่นได้เท่าจดหมายที่เขียนด้วยมือ และฟิลเตอร์แต่งรูปที่สวยที่สุดก็เลียนแบบความรู้สึกตอนมองรูปโพลารอยด์ของจริงไม่ได้
อย่างไรก็ตามสื่ออนาล็อกสร้างความใกล้ชิดและให้ความรู้สึกว่าเราเป็นเจ้าของประสบการณ์นั้นจริงๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทเทคโนโลยีให้เราไม่ได้ แม้เราจะยังไม่ถึงยุคที่เลิกใช้หน้าจอได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ความนิยมของโลกอนาล็อกก็บอกเราว่า มนุษย์เรายังไม่ได้สูญเสียการเชื่อมต่อกับโลกที่สัมผัสได้จริงรอบตัวเราไปเสียทีเดียว
อ้างอิง
