ถ้าวันนี้คุณอายุ 40 ปี แล้วรู้สึกว่าเป็นวัยที่แก่เกินไป สายเกินเรียน ช้าเกินจะวิ่งไล่ตามฝัน ลองอ่านเรื่องราวของชายผู้นี้
วัย 40 ถ้ามองในมุมวิชาชีพอื่นอาจจะยังไม่มากเกินไป แต่ถ้ามองในสายอาชีพฟุตบอล วัยนี้ถูกมองว่าเป็นนักกีฬาที่ผ่านจุดพีกของชีวิตไปแล้ว
ถ้าคุณเป็นนักกีฬาวัย 40 แล้วคิดเช่นนั้น ก็คงไม่มีช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตได้อีก
นี่คือหนึ่งในไฮไลท์ของฟุตบอลโลกปีนี้ เรื่องราวของ โจซิมา ดิอาส หรือ “โวซินญ่า” ผู้รักษาประตูทีมชาติเคปเวิร์ด ประเทศเกาะเล็ก ๆ เรื่องราวของเขาอาจเป็นบทพิสูจน์ที่ดีที่สุดของคำว่า “ความฝันไม่มีวันหมดอายุ”
จุดเริ่มต้นไวรัล
หลังจบเกมที่เคปเวิร์ดเสมอสเปน 0-0 ในฟุตบอลโลกนัดประวัติศาสตร์ นอกจากภาพจังหวะเซฟอันยอดเยี่ยมของเขาที่ถูกแชร์ต่อทั่วโลก ยังมีภาพของชายผู้นี้ยืนร้องไห้อยู่กลางสนามด้วย
หลายคนคิดว่าเขากำลังดีใจที่คว้ารางวัล Man of the Match แต่เรื่องราวเบื้องหลังหยดน้ำตานั้นมีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่ามาก

โวซินญ่า เล่าว่า จังหวะนั้นเขาคิดถึงคุณตาและคุณยายที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก ทั้งคู่จากโลกนี้ไปแล้วก่อนที่จะได้เห็นวันที่หลานชายได้เล่นฟุตบอลโลก เขาคิดถึงแม่ที่อยากเดินทางมาดูเกมนี้ด้วยตาตัวเอง แต่ไม่สามารถทำได้ เพราะค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายด้านวีซ่าสูงเกินกว่าที่ครอบครัวจะจัดการได้ทันเวลา
ในวันที่คนทั้งโลกเห็นเขาเป็นฮีโร่ คนสำคัญที่สุดในชีวิตกลับไม่ได้อยู่ตรงนั้น และมันทำให้น้ำตาเขาไหลออกมาเรื่องราวนี้ทำแฟนบอลน้ำตาซึมอินไปกับเขาด้วย จนเรื่องราวนี้ถูกแชร์ต่อไปในโลกออนไลน์ และทำให้ชื่อของ “Vozinha” (โวซินญ่า) กลายเป็นพาดหัวข่าวของหลายสำนัก
ก่อนเทศกาลฟุตบอลโลกเริ่มต้น สถานะของโวซินญ่าไม่ได้ต่างจากคนธรรมดาหลายคนที่กำลังถูกโลกตั้งคำถาม อายุก็มากแล้ว โอกาสก็น้อยลงทุกวัน คนรุ่นใหม่ไฟแรงกำลังเข้ามาแทนที่
แต่ในวันที่เคปเวิร์ดต้องเจอกับสเปน หนึ่งในทีมที่แข็งแกร่งที่สุดของโลก เขากลับเปลี่ยนทุกอย่างด้วยพละกำลังและทักษะแบบเก๋า ๆ
สเปนยิงถึง 27 ครั้ง ครองบอลได้มากกว่าเกือบตลอดเวลา และกดดันทีมเคปเวิร์ด ซึ่งเป็นทีมที่เข้าร่วมฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรก แต่โวซินญ่ายืนหยัดอยู่หน้าประตูและเซฟได้ถึง 7 ครั้ง กลายเป็นกำแพงที่ทีมระดับโลกเจาะไม่เข้า จบเกม เคปเวอร์เดเสมอสเปน 0-0 เป็นแต้มแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกของประเทศ

สิ่งที่น่าสนใจคือผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำสนามไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์ชื่อดังจากยุโรป แต่เป็นผู้รักษาประตูวัย 40 ปี ที่ก่อนหน้านั้นแทบไม่มีใครพูดถึง
ยิ่งถ้าคุณได้รู้จักเบื้องหลังชีวิตของโวซินญ่าจะยิ่งเข้าใจว่า ทำไมชายคนนี้ถึงได้อึด ถึก ทน ได้ถึงเพียงนี้
เริ่มต้นจากความไม่พร้อม
โวซินญ่า ประวัติ ตั้งแต่เด็กเขาไม่เคยอยู่กับพ่อแม่เลย โวซินญ่าเติบโตมาโดยมีปู่ย่าตายายเป็นคนเลี้ยง พ่อรับราชการทหาร ส่วนแม่ต้องทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว
ฉายา “โวซินญา” แปลว่า “คุณย่าน้อย”
ตอนเด็กโวซินญ่ามักโดนเด็กโตกว่ารังแก แพ้บ้าง ล้มบ้าง กลับบ้านพร้อมความน้อยใจอยู่เสมอ เวลามีปัญหาก็จะวิ่งกลับไปฟ้องปู่ย่าตายาย จนเพื่อนล้อว่า “โวซินญ่า” แปลว่า “คุณยายตัวน้อย”
ชื่อเล่นที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเรื่องล้อเลียน กลับกลายเป็นชื่อที่แฟนฟุตบอลทั่วโลกจดจำ
ชีวิตของคนเราก็คล้ายกัน หลายครั้งสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นจุดอ่อน กลับกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้เราโดดเด่นในวันที่เหมาะสม
การเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือ…เริ่มวันนี้
หลายคนคิดว่าความสำเร็จเป็นเรื่องของคนที่เริ่มต้นเร็ว คนที่มีต้นทุนดี หรือคนที่โชคดีกว่าคนอื่น แต่ชีวิตโวซินญ่าได้พิสูจน์เรื่องนั้นแล้ว
เขาไม่ได้มีค่าตัวมหาศาล ผู้รักษาประตูคนนี้ถูกประเมินมูลค่าของนักเตะไว้ที่ 50,000 ยูโร ราว 1,880,100 บาท เป็นนักเตะที่มีค่าตัวต่ำที่สุดในทีมของชาเวส ในวันที่ฟุตบอลโลกเริ่มต้น เขายังเป็นนักเตะไร้สังกัดเสียด้วยซ้ำ
แต่เมื่อโอกาสมาถึง เขาพร้อมเสมอ และนั่นคือสิ่งที่หลายคนมักลืม
เราไม่สามารถควบคุมได้ว่าโอกาสจะมาถึงเมื่อไร
แต่เราควบคุมได้ว่า เมื่อโอกาสมาถึง เราจะพร้อมหรือไม่
โวซินญ่าใช้เวลาทั้งชีวิตเตรียมตัวมาเพื่อวันที่ไม่มีใครรู้ว่าจะมาถึงหรือเปล่า
และเมื่อวันนั้นมาถึงจริงๆ เขาก็คว้ามันไว้ได้
ฟุตบอลโลกเปลี่ยนชีวิต
จากที่เป็นกระแสในนัดที่พบสเปน โวซินญ่ากลายเป็นที่รู้จักในโซเชียลมีเดียอย่างมาก ก่อนเกมนัดแรกกับสเปนยังมีผู้ติดตามเพียง 50,000 คนในอินสตาแกรม (@vozinha1) แต่หลังจากเกมนัดนั้นจบลงยอดผู้ติดตามในอินสตาแกรมก็พุ่งสูงถึง 13 ล้านคน จำนวนผู้ติดตามนั้นสูงกว่าจำนวนประชากรของประเทศของเขาเสียอีก

ผู้เล่นคนนี้เป็นผู้รักษาประตูที่อายุมากที่สุดในฟุตบอลโลกที่ทำสถิติ “คลีนชีท” (ไม่เสียประตูเลยในหนึ่งนัด) และได้รับการคัดเลือกจากฟีฟ่าให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำสนามเมื่อจบเกม
บางคนอาจกำลังผิดหวังจากความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วเอาแต่โทษตัวเองว่าเริ่มต้นช้าไป อายุมากเกิน
แต่เรื่องราวของผู้รักษาประตูวัย 40 ปีคนนี้ กำลังบอกเราว่า “นาฬิกาชีวิตของแต่ละคนเดินไม่เท่ากัน”
บางคนประสบความสำเร็จตั้งแต่เกิดมาก็มี หรือสำเร็จตอนวัยรุ่นอายุ 20 ก็มี แต่บางคนอาจต้องใช้เวลาถึง 40 ปีก็มี ซ้ำร้ายบางคนอาจต้องใช้เวลานานกว่านั้น
สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า ความสำเร็จนั้นมันมาถึงเมื่อไร แต่อยู่ที่ว่าคุณยังเดินต่อหรือเปล่า
เพราะตราบใดที่คุณไม่เคยมองว่าตัวเองแพ้ คุณยังมีวันชนะ
แต่ถ้าวันใดคุณมองว่าตัวเองไม่มีทางชนะ คุณได้แพ้ราบคาบแล้ว
