“ผู้ใหญ่หลายคนก็แค่ต้องการอะไรบางอย่างไว้กดเล่นระหว่างวันเพื่อคลายเครียดเช่นกัน”
ทุกคนทำอะไรกันเวลาที่ต้องการคลายเครียด สำหรับคนหลายพันคนทั่วสหรัฐอเมริกา คำตอบคือการหยิบชิ้นส่วนพลาสติกสีสันสดใสที่เมื่อกดแล้วจะส่งเสียง “คลิก” เบาๆ ที่ทำให้รู้สึกดี

วิกตอเรีย บอมันน์ วัย 32 ปี และ ชาลี มอร์ตัน วัย 51 ปี สองพ่อลูกผู้ก่อตั้งแบรนด์ Victoria Essie Studio พวกเขาใช้เวลาเพียงแค่ปีเดียวในการกระโดดเข้าสู่ตลาดของเล่นกดแก้เครียดจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ แถมยังกลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ที่มีคนดูกว่าล้านครั้งจากคลิปแนว ASMR จนสามารถสร้างรายได้ 428,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 14.5 ล้านบาท)
พลิกเกมของเล่นแก้เครียด ให้เป็นงานศิลปะสุดน่ารัก
ของเล่นประเภทนี้เรียกว่า Fidget Clickers มีกลไกภายในคล้ายกับแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ ทำให้เวลากดจะให้ความรู้สึกแน่นและมีเสียงคลิกที่เพลินมือ ซึ่งทางการแพทย์ระบุว่าของเล่นประเภทนี้ช่วยให้ผู้ที่มีภาวะวิตกกังวล, สมาธิสั้น (ADHD) หรือออทิสติก สามารถควบคุมอารมณ์และโฟกัสกับงานได้ดีขึ้น
จุดเด่นของแบรนด์นี้คือความน่ารัก สดใส และกลิ่นอายความคิดถึงยุค Y2K พวกเขาเริ่มต้นจากของเล่นรูปทรงก้อนเค้ก ก่อนจะขยายไลน์สินค้าไปร่วมมือกับศิลปิน 3D ออกแบบรูปทรงอื่นๆ เช่น ชามซีเรียล, ดอกเห็ด, ยาพ่นขยายหลอดลม, และกล่องช็อกโกแลตรูปหัวใจที่ทำออกมาได้สมจริงมากจนคนดูคลิปคิดว่าเป็นของกินจริงๆ

โดยขั้นตอนการผลิตเริ่มจากที่ทั้งคู่จะช่วยกันเลือกแบบและสี จากนั้นปล่อยให้เครื่องพิมพ์ 3 มิติทำงาน ซึ่งอาจใช้เวลาตั้งแต่ 17 ชั่วโมงไปจนถึง 3-4 วัน ขึ้นอยู่กับความยากง่าย แต่ขั้นตอนการประกอบนั้นไวมาก สามารถประกอบของเล่นได้ถึง 100 ชิ้นภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง จากนั้นวิกตอเรียจะรับหน้าที่แพ็กและจัดส่งจากบ้านของเธอเอง
ในปี 2025 ยอดขายของร้านพุ่งกระฉูด โดยทำรายได้รวมไปราว 428,000 ดอลลาร์ และคิดเป็นกำไรสุทธิประมาณ 94,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 3.2 ล้านบาท) กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางระบบประสาท รวมถึงผู้ใหญ่ในวัยทำงาน
“คนเริ่มตระหนักแล้วว่ามันไม่ได้มีไว้สำหรับเด็กเท่านั้น มีผู้ใหญ่จำนวนมากที่แค่อยากหาอะไรกดเล่นในระหว่างวันที่เหนื่อยล้า” วิกตอเรียกล่าว

จากครูอนุบาลผู้หมดไฟ สู่นักธุรกิจ
ก่อนหน้านี้ วิกตอเรียเคยเป็นครูโรงเรียนอนุบาลมาก่อน เธอรักอาชีพนี้มากแต่ต้องเผชิญกับภาวะหมดไฟจากภาระงานที่หนักและค่าตอบแทนที่ต่ำ จนต้องทำงานเสริมในตอนกลางคืนและวันหยุด
กระทั่งเธอตัดสินใจลาออกมาทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านไอศกรีม และผันตัวมาทำธุรกิจนี้เต็มตัวในปี 2022
การเปลี่ยนสายงานครั้งนี้เปลี่ยนชีวิตเธอไปโดยสิ้นเชิง ในปี 2025 เธอจ่ายเงินเดือนให้ตัวเองได้ 36,000 ดอลลาร์ และตั้งเป้าจะเพิ่มเป็น 78,000 ดอลลาร์ในปี 2026 ซึ่งมากกว่ารายได้ตอนเป็นครูถึง 4 เท่าตัว
“ฉันเคยคิดว่าตัวเองจะต้องเป็นครูและทำงานเสริมไปตลอดชีวิต การได้มาทำธุรกิจนี้เหมือนได้สูดอากาศบริสุทธิ์หายใจได้เต็มปอดอีกครั้ง”
ด้าน ชาร์ลี พ่อวัย 51 ปี ปัจจุบันยังคงทำงานประจำในตำแหน่งวิศวกรความปลอดภัยด้านเครือข่าย (Network Security Engineer) เขาเข้ามาช่วยลูกสาวโดยไม่รับเงินเดือนเลยในปีแรกเพื่อให้ธุรกิจมั่นคงก่อน และเพิ่งเริ่มรับเงินเดือนแบ่งเบาในปี 2026 นี้ โดยเขาใช้เวลาว่างจากงานประจำกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เพื่อช่วยลูกสาว
“ข้อดีของการทำงานกับครอบครัวคือ เราจะมองออกทันทีว่าอีกคนกำลังเหนื่อยหรือพลังงานหมด และเราจะเข้าไปช่วยซัพพอร์ตแทนกันได้ทันที”
วิกตอเรียกล่าวว่า เธอดีใจที่ธุรกิจของเธอยังคงเป็นประโยชน์ต่อเด็กๆ โดยเฉพาะเด็กที่มีความแตกต่างทางระบบประสาท แม้ว่าลูกค้าส่วนใหญ่ของเธอจะเป็นผู้ใหญ่ แต่หลายคนก็ซื้อสินค้าให้กับเด็กๆ ในชีวิตของพวกเขาด้วย เช่น ครูซื้ออุปกรณ์คลิกเกอร์สำหรับนักเรียน หรือคลินิกทันตกรรมซื้อของเล่นเพิ่มเติมสำหรับเด็กๆ ที่มาใช้บริการ
ที่มา : CNBC
