“ถ้าจะให้เจ๊เล่าย้อนไปถึงตอนเมื่อก่อนเลยนะ โอ้โห… ยิ่งกว่าติดลบอีกอะ เวลานอนคือนอนไม่หลับเลย มันมีความรู้สึกว่า โห ทำไมกูทุกข์ขนาดนี้วะ กินข้าวนะก็กินไม่ได้ กินแล้วต้องดันชามข้าวออกไป มันเครียดจนต้องไปหาหมอ นอนกอดความทุกข์ไว้ข้างเตียง แล้วก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า จะทำยังไงให้ความทุกข์ตัวนี้มันหลุดไปได้”
คำบอกเล่าของ เจ๊จง-จงใจ กิจแสวง หญิงแกร่งผู้สร้างอาณาจักร “หมูทอดเจ๊จง” ร้านขวัญใจมหาชนที่มีขยายไปแล้วกว่า 29 สาขาในปัจจุบัน
ชีวิตเจ๊จงไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เริ่มจาก “ติดลบ” หนี้สินรอบทิศ ถูกเจ้าหนี้ขนข้าวของออกไปหมดบ้าน แต่วันนี้กลายเป็นตัวอย่างของนักสู้ผู้ไม่ยอมแพ้ และมีบทเรียนชีวิตราคาแพงที่ซ่อนอยู่หลังจานข้าวหมูทอดราคาประหยัดชามนี้
ประสบการณ์ชีวิต…ติดลบ
ชีวิตในวัยเด็กของเจ๊จงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ พ่อมีอาชีพขับรถแท็กซี่ หาเช้ากินค่ำ วันไหนพ่อหาเงินได้ เจ๊จงถึงจะได้เงินไปโรงเรียน วันไหนหาไม่ได้ก็ต้องหยุดเรียน
แม้ว่าเจ๊จงจะเป็นเด็กเรียนเก่ง แต่ด้วยความจำเป็นด้วยฐานะทางบ้าน ทำให้หลังจบ ป.6 เจ๊จงต้องออกมาทำงานหาเงิน ขณะที่น้องชายทั้ง 3 คนได้รับโอกาสให้เรียนหนังสือต่อ ทำให้เกิดความรู้สึกน้อยใจในวัยเด็กจนกัดกินใจเจ๊จง
“เจ๊มีความรู้สึกเจ๊เรียนหนังสือเก่ง เจ๊ก็ไม่มีเงิน พ่อแม่ไม่ให้เรียน แต่น้อง 3 คนได้เรียน ตอนนั้นไม่รักแม่เลย มีความรู้สึกว่า เฮ้ย ทำไมแม่ไม่ให้เราเรียนวะ ทำไมให้น้องเรียน แต่สุดท้ายเราก็คิดว่า เอ๊ะ เพราะเราเก่งกว่า คิดแค่นั้นเอง ไม่งั้นก็ไม่รักแม่”
ก่อนจะเล่าต่อถึงจุดเริ่มต้นของภาระหนี้สินมหาศาลและปัญหาที่ประเดประดังเข้ามาว่า
“สมัยก่อนเจ๊ขายของอยู่ที่แฟลต เจ๊ก็จะเห็นเพื่อนๆ ชอบไปกู้เงินเขามากัน หรือไปเล่นแชร์ เปียแชร์ บางคนเขาก็จะโดนบังคับว่าไม่ให้เปียร์”
เจ๊จงก็เกิดความรู้สึกที่ว่า ก็คนมันเดือดร้อน ทำไมไม่ให้เขาไป
“เราก็หน้าใหญ่ไง มาเดี๋ยวกูเป็นท้าวแชร์ (เจ้ามือ) ให้ แล้วจัดคนที่มาเล่นแต่ละคน คือคนที่แย่ๆ ทั้งหมด เสร็จปุ๊บ ไอคนนี้หนีไป ไอคนนี้ฆ่าตัวตาย สุดท้ายมันมาเป็นที่เรา”
“เจ๊เคยขนาดที่ว่าทิ้งลูกกุญแจ เอาลูกกุญแจให้เจ้าหนี้ไปเถอะ อยากได้อะไรไปขนเอาเลย โหขนกันทีวีไม่เหลือเลย ตู้ปลาก็ขนกันไปหมด แต่ก็เข้าใจ เพราะความที่เราเป็นหนี้ เขาก็อยากได้เงินเขาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็อย่าไปเสียดายมัน เดี๋ยวมันหาได้ดีกว่านั้นไง”
ล้มแล้วต้องรีบลุก
เจ๊จงจึงยึดอาชีพที่คุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก นั่นคือการเป็น “แม่ค้า” โดยเริ่มจากการลองผิดลองถูกนับครั้งไม่ถ้วน
เริ่มต้นจากการขาย นมสดหม้ออุ่น เหตุผลที่เลือกขายอันนี้เพราะ ไม่มีทุน สามารถไปเอานมจากเขามาขายก่อน พอขายเสร็จค่อยนำเงินไปชำระ แต่สุดท้ายก็ขายได้ไม่นานเพราะโดนเทศกิจไล่เนื่องจากขายอยู่หัวถนน
จนกระทั่งย้ายกลับมาขายตรงบ้านเก่าที่เคยอยู่ตั้งแต่เด็กๆ เปลี่ยนมาขายหมูปิ้ง แล้วขยับมาขายอาหารตามสั่งโดยที่ไม่มีอุปกรณ์แม้แต่กระทะหรือตะหลิว ต้องไปขอยืมคนอื่นมา
“ถามว่าขายดีไหม แรกๆ ขายไม่ดีเลย เราต้องนั่งรอนอนรอ มันจะมีซอยใช่ไหม แล้วเจ๊มีแคร่อยู่อันหนึ่งนอนรอลูกค้า เวลาลูกค้ามาเจ๊ก็ลุกขึ้นไปผัด ขายไปขายมาจนไม่มีเวลานั่ง ขายดีจนคราบเกลือขึ้นเสื้อ แต่ก็ยังไม่เหลือเงินใช้หนี้”
แล้วมีพี่ขับแท็กซี่อยู่คนหนึ่งเขาบอกว่า “เนี่ยเจ๊จง ถ้ามึงทำอย่างเงี้ย วันหนึ่งมึงตายแน่” เพราะทำอยู่คนเดียว ทั้งหุงข้าว ทั้งอะไรต่ออะไร
เขาเลยแนะนำเจ๊จงว่าให้ไปดูคนที่ขายข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ ตอนนั้นเขาขายอิ่มละ 25 บาท เจ๊ก็มีความรู้สึกว่า “กูต้องทำได้”
เจ๊จงที่ทำกับข้าวไม่เป็นในตอนนั้น ไปยืมถาดใส่แกงจากเพื่อน แล้วเดินขึ้นไปดูสูตรอาหารบนร้านหนังสือซีเอ็ด ก็เริ่มขายอิ่มละ 20 บาท ตักเอาตามใจชอบ ลูกค้าอุดหนุนแน่นร้าน ขายดีมาก แต่ท้ายที่สุดก็ยังไม่มีเงินเหลืออีกเช่นเคย

จุดกำเนิด “ข้าวหมูทอด”
วันหนึ่งหลังจากขายข้าวแกงบุฟเฟ่ต์เสร็จช่วงบ่ายโมง เจ๊จงกลับมาบ้านแล้วนั่งคิดกับตัวเองว่า
“ขายเสร็จบ่ายโมง เจ๊ก็คิดว่า เฮ้ย มันใช่หรอวะ กับการที่บ่ายโมงกลับไปถึงบ้าน กว่าจะนอนสองทุ่ม แล้วทิ้งเวลาไป 8 ชั่วโมง แล้วเราเป็นหนี้เขาอะ มันทำอย่างนี้ไม่ได้ ก็คิดว่าเราจะทำอะไรดี”
ด้วยความบังเอิญวันนั้นเจ๊จงไปซื้อข้าวหมูทอดมาให้ลูกกิน เมื่อเปิดกล่องออกดู วินาทีนั้นเจ๊จงตัดสินใจทันทีว่า “พรุ่งนี้กูจะขายอันนี้แหละ!”
วันแรกเจ๊จงซื้อเนื้อหมูมาลองทำ 8 กิโลกรัม หมักด้วยสูตรง่ายๆ อย่างกระเทียม พริกไทย รากผักชี ขายกล่องละ 10 บาท โดยบอกลูกค้าข้าวแกงเดิมให้ลองชิม ปรากฏว่าหมู 8 กิโลกรัมขายหมดเกลี้ยงในเวลาอันรวดเร็ว วันต่อๆ มาจึงค่อยๆ เพิ่มปริมาณหมูขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่ลูกค้าเริ่มไม่กินข้าวแกงแล้ว แต่มาต่อคิวรอซื้อหมูทอดอย่างเดียว เจ๊จงจึงตัดสินใจเลิกขายข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ หันมาขายหมูทอดอย่างเดียว ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มเมนูไข่ต้ม หมูยอ แหนมปลาทอด และดึงเมนูข้าวแกงกลับมาเสริมทัพ เพื่อไม่ให้ลูกค้าเบื่อ จนกลายเป็นโมเดลร้านหมูทอดเจ๊จงอย่างในปัจจุบัน

ปรัชญาการทำธุรกิจ
“เจ๊ว่าคนทำร้านอาหารนะอันดับแรกต้องไม่ขี้เหนียว”
หัวใจหลักของการทำร้านอาหารในแบบฉบับเจ๊จงคือ ต้องไม่ขี้เหนียว เวลาทำอาหารเจ๊จงจะบอกลูกน้องเสมอว่า “ใส่มันเข้าไป ใส่เยอะๆ” เพราะเจ๊จงเคยผ่านจุดที่มีเงินในกระเป๋าเพียง 15 บาท จะไปซื้อข้าวมันไก่กิน ถ้าเงินหายไปเพียงบาทเดียวคือไม่ได้กิน
“คนรากหญ้าอยู่ได้ คนข้างบนเขาก็กินได้ ถ้าเราขายแพง คนข้างบนกินได้ แต่คนรากหญ้ากินไม่ได้” เจ๊จงกล่าว
ร้านหมูทอดเจ๊จงเน้นขายราคาประหยัด ปริมาณเยอะ มีผักและน้ำดื่มบริการ และเติมข้าวได้ฟรี โดยราคาหมูทอดขีดละ 31 บาท ถ้ากินที่ร้านใส่จานกิน 32 บาท ใส่กล่องละ 39 บาท ถ้าใส่ถุงก็ 27 บาท
“เมื่อก่อนเราขายกับข้าวเนี่ย ไก่โลละแค่ 50 บาท ตอนนี้ไก่ 90 กว่าบาทจะเท่าหมูแล้ว กำไรมันก็ต้องหดอยู่แล้วตามปกติ แต่อย่างน้อยมันก็ยังอยู่ได้ไง”
แม้จะเจอวิกฤตของขึ้นราคา พิษเศรษฐกิจ ปัญหาน้ำท่วม ผักแพง เจ๊จงยังคงยืนยันที่จะไม่ปรับราคาขึ้น เพราะไม่อยากให้กระทบคนกิน
“บางคนเขาก็จะบอกขอบคุณนะที่ขายของแบบไม่แพง ทำให้เขาได้อิ่ม บางคนเจ๊ก็จะถามว่า หูย ไอน้องมึงไม่เบื่อเลยหรอวะ อาทิตย์ทั้งอาทิตย์คือมึงกินเจ๊ทุกวันเลยอะ อย่างทุกวันนี้ 20 กว่าปีที่ผ่านมา คนที่เคยกินตอนแรกๆ ก็ยังเจอกันนะ คือมึงก็แก่ กูก็แก่แล้วนะ คือแก่ไปด้วยกันอะ”
เมื่อถามเจ๊จงว่าของแพงขึ้นแต่ทำไมเจ๊จงก็ไม่ขึ้นราคา เจ๊จงตอบอย่างจริงใจว่า “ก็ไม่ได้อยากขึ้นน่ะ ถ้ามันยังอยู่ได้ก็ไม่รู้จะขึ้นไปทำไม”
ยอมรับการเปลี่ยนแปลงและพร้อมส่งต่อ
“ด้วยความที่ว่าเหมือนเราแก่แล้วแหละ แล้วมันก็จะส่งต่อรุ่นลูกแล้วใช่ไหม แบรนด์เรายังไม่เคยที่จะเปลี่ยนเลย 20 กว่าปียังไม่เคยเปลี่ยน ก็ลุกขึ้นมารีแบรนด์”
เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้นและเจ๊จงเริ่มมีอายุมากขึ้น เจ๊จงไม่ลังเลที่จะลุกขึ้นมารีแบรนด์ ปรับเปลี่ยนโลโก้ ชุดแต่งกาย และจับมือกับโรงงานมาตรฐานอย่างเบทาโกร เพื่อควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบหมูทอดให้เหมือนกันทุกสาขา
พร้อมทั้งดึงผู้ใหญ่และอาจารย์ที่ปรึกษาด้านธุรกิจเข้ามาช่วยเทรนลูกๆ เพื่อวางรากฐานให้ Generation ต่อไปสามารถดูแลธุรกิจได้อย่างยั่งยืน
“ด้วยความที่เราเป็นแม่ เราก็จะบอกว่า เอ้ย เธอรีบทำในระหว่างที่ฉันน่ะยังมีชีวิตอยู่เนาะ ถ้าสมมติว่าฉันจากไปแล้วอย่างเงี้ย มันก็จะแบบ เราก็จะไม่รู้ว่าพวกเขาจะต้องแบบยังไง”
ถอดรหัสวิชาชีวิตจาก “เจ๊จง”
เรื่องราวของเจ๊จงไม่ได้ให้แค่เทคนิคการทำธุรกิจอาหาร แต่ให้ข้อคิดในการดำเนินชีวิตที่ทรงพลัง
- เจ็บได้ แต่ต้องรีบลุก
เจ๊จงให้แนวคิดกับคนที่กำลังเผชิญปัญหาว่า “ยิ่งเจอชีวิตอย่างนั้น ต้องรีบลุก อย่ามัวแต่ช้า มันเสียเวลา เพราะวันเวลามันผ่านไปไวมาก หายใจไม่กี่ทีก็ผ่านไปปีหนึ่งแล้ว ยิ่งลุกเร็ว… ก็ยิ่งหายเร็ว”
- เป็นหนี้ต้องรับผิดชอบ
เมื่อเป็นหนี้อย่าหนี ให้เข้าไปพูดคุยตรงๆ แล้วตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน เสียอะไรไปไม่ต้องไปเสียดาย วันข้างหน้าเราสามารถหาใหม่ได้ดีกว่าเดิม
- ปล่อยวางและเชื่อมั่นในรุ่นหลัง
ในฐานะพ่อแม่ เมื่อถึงเวลาต้องกล้าผลักภาระและปล่อยให้ลูกๆ ได้ลองทำในวันที่เรายังมีชีวิตอยู่ เพื่อให้พวกเขายืนได้ด้วยตัวเองในวันที่เราไม่อยู่แล้ว
หากใครสนใจอยากแวะเวียนไปชิมข้าวหมูทอดร้านเจ๊จง สามารถติดตามสาขาทั้งหมดได้ที่เฟซบุ๊ก : ร้านหมูทอดเจ๊จง
