Featured Exclusive

พารู้จัก 5 ร้านเครื่องเงิน อัตลักษณ์ภาคเหนือไทยทรงคุณค่า

เมื่อหลายวันก่อนมีโอกาสเข้าร่วมงานในโครงการ ‘สืบสานงานเงิน’ ที่ ‘สยามเจมส์ กรุ๊ป’ จัดขึ้น ที่จังหวัดน่าน โดยงานในวันนั้นเป็นกิจกรรมรอบ Mini Matching ที่ทางสยามเจมส์จะคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีความพร้อมเพื่อเซ็นสัญญาจำหน่ายสินค้า ส่วนผู้ประกอบการที่ยังไม่มีความพร้อมแต่สามารถพัฒนาได้จะให้เข้าร่วมโครงการกับสยามเจมส์ต่อไป

ภายในงานมีผู้ประกอบการเครื่องเงินและช่างฝีมือเข้าร่วมทั้งหมด 19 ราย (จากทั่วประเทศ 33 ราย) แบ่งเป็นสินค้าประเภทไลฟ์สไตล์ 9 ราย และประเภทแฟชั่น 10 ราย

สำหรับ ‘เครื่องเงิน’ ในประเทศไทยนั้น ช่างไทยเรามีฝีมือไม่แพ้ชาติใดในโลกโดยเฉพาะผู้ประกอบการจากภาคเหนือ ทั้งความละเอียดในเนื้องาน เนื้อเงินคุณภาพ ลวดลายที่ทันสมัย สร้างสรรค์ผ่านรูปแบบเครื่องประดับ ต่างหู กำไล สร้อยคอ ก็ดี หรือจะเป็นเครื่องใช้ตั้งโชว์นั้นสวยงามไม่แพ้กัน ด้วยเหตุผลเหล่านี้เองส่งผลให้เครื่องเงินไทยนั้นส่งออกเป็นอันดับ 3 ของโลก และมีมูลค่าการตลาดมากถึง 1,700 ล้านดอลลาร์ เลยทีเดียว

แน่นอนว่าภายในงาน มีร้านเครื่องเงินเก่าแก่และหน้าใหม่มาร่วมงานกันคึกคัก ต่างชูจุดเด่นของร้านอย่างไม่ยอมกัน

เริ่มต้นที่ร้าน Montri Sukhothai  Silver Jewelry โดยคุณมนตรี นนทธิ อายุ 46 ปี จากสุโขทัย ร้านนี้คร่ำหวอดอยู่ในวงการเครื่องเงินมายาวนาน 16 ปี จนขยับขยายมาเปิดร้านได้ 8-9 ปีแล้ว โดยเอกลักษณ์ของทางร้านคือการติดลายกับสลุลาย และดีไซน์รูปแบบที่ร่วมสมัย สามารถใส่กับเสื้อผ้าได้หลายแบบ จำหน่ายตามงานอีเว้นต์และออกตามบู๊ธต่างๆ

“อยากให้เครื่องเงินเป็นที่รู้จัก และมีตลาดรองรับมากขึ้น เพราะจะได้เผยแพร่ความเป็นเอกลักษณ์ของสุโขทัย ช่วยชุมชนมีรายได้ ลูกหลานก็อยากกลับมาสืบทอดกิจการ” คุณมนตรี กล่าว

ร้านที่สองยาวนานไม่แพ้กัน เพราะเปิดมากว่า 35 ปีแล้ว คุณเคนอิจิ โชดะ หนุ่มลูกครึ่งญี่ปุ่นเจ้าของร้านแอลฟ่าคราฟท์เวอร์ค จังหวัดน่าน ระบุว่า ทางร้านมีทั้งโรงงานผลิตและหน้าร้านอยู่ที่สนามบินน่าน

มีจุดเด่นคือการใช้เทคนิค หล่อ ขึ้นรูป ฝังพลอย ขัดโลหะ ส่งขายตลาดญี่ปุ่นเป็นหลัก ปีละ 10-15 ล้านบาท ซึ่งเครื่องประดับ จี้ แหวน ต่างหู จะได้รับความนิยมเป็นพิเศษ

ถัดมาที่ ร้านบุญมากซิลเวอร์ โดยคุณเพ็ญนภา บุญมาก ที่สืบสานเครื่องเงินมา 10 กว่าปีแล้วเหมือนกัน ใช้เทคนิคด้านการตกแต่งและขึ้นชิ้นงานเป็นหลัก มีจุดเด่นคือใช้พลอยผสมกับเงิน

โดยผลงานชิ้นโดดเด่นคือการนำปู่ม่านย่าม่านซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดน่าน มาใช้กับงานเครื่องเงิน ทำเป็นเครื่องประดับสร้อยและต่างหู

ต่อด้วย ร้านธนาภรณ์ จิวเวลรี่ จากจันทบุรี โดยคุณปราชณ์ สุทธาจารเกษม เผยว่า เปิดร้านเครื่องเงินมา 6-7 ปีแล้ว ส่งเฉพาะในประเทศไทย โดยจุดเด่นของร้านคือเทคนิคการเรียงพลอยและเผาพลอย

เพราะพลอยจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับเครื่องเงิน ใช้พลอยเนื้อแข็ง หรือทับทิม ไพลิน ส่วนใหญ่แล้วสินค้าในร้านเน้นเครื่องประดับ อย่างข้อมือจะมีเงินประมาณ 20% ส่วน 80% เป็นพลอย

ไม่ใช่มีแค่ร้านเก่าแก่เท่านั้น อย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้น ร้านหน้าใหม่นั้นมีมาเหมือนกัน สุดท้ายที่ ร้านปัณณศลัน โดยคุณปัณณศลัน แก้วประเสริฐ จากนนทบุรี เพิ่งเริ่มต้นร้านเครื่องเงินได้ไม่นาน สำหรับเครื่องเงินทางร้านเลือกใช้เทคนิคการลงยาและถมทองแบบโบราณ เจ้าของร้านให้เหตุผลว่า เทคนิคนี้นิยมใช้กับเครื่องประดับไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว จึงนำตัวนี้มาเป็นเอกลักษณ์

โดยเครื่องประดับของร้านมีแรงบันดาลใจมาจากความสวยงามของ ดอกบัวหลวง นำรูปทรงและส่วนประกอบต่างๆ จากดอกบัวมาใช้

Related Posts

คุยกับ ‘NYŪ’ แบรนด์ไทยคิดต่าง
เริ่มธุรกิจเสริมจาก Pain Point ใกล้ตัว เมื่อหา “ม็อกเทล” ที่ถูกใจไม่ได้ สองแม่ลูกเลยทำขายเอง สร้างรายได้ 16 ล้านในเวลาไม่ถึงปี
NUTS, YES! อ่านว่า “นัทส์ เยส” แบรนด์นมถั่วน้องใหม่ ชื่อปั่น รู้ไหมทำไมต้องตั้งชื่อกำกวม
Tinder เผย 85% คนโสดไทยรู้สึกเหงา แต่ยังเปิดใจสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ และเชื่อว่าจะได้เจอ “คนที่ใช่”