Featured
อีกหนึ่งเรื่องราวน่ารัก ที่ผู้สื่อข่าวได้พบเจอกับตัวเอง หลังจากที่คุณพีระพงษ์ พงษ์นาค ช่างภาพค่ายมติชน ได้มีโอกาสโดยสารแท็กซี่ มิเตอร์ คันหนึ่ง โดยได้ระบุข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “นั่งรถแท็กซี่กลับบ้าน ชอบใจกับการขายของของพี่เขามากๆ จากการสัมภาษณ์ พี่เขาขับแท็กซี่มา 2 ปีแล้ว แต่เพิ่งจะเอาของมาขายได้ปีกว่า เพราะที่บ้านขายของชำ และที่แปลกสุดคือมีเมล็ดผักและดอกไม้ของ “เจียไต๋” ขายด้วย พี่เขาบอกว่าชอบปลูกผักไว้กินเอง เดี๊ยวนี้ผักตามตลาดไม่สะอาดเลยปลูกกินเอง เราอยู่ในยุคต้องดิ้นรน” ทั้งนี้สินค้าที่ขายในรถแท็กซี่คันดังกล่าวนั้นมีทั้ง ยาดม ยาอม ขนมขบเคี้ยว หนังสือการ์ตูน บัตรเติมเงิน บริการชาร์จแบตโทรศัพท์ ผ้าปิดตา ยางรัดผม เมล็ดผัก รวมถึง โมเดลตุ๊กตากระดาษ ที่ีมา ข่าวสดออนไลน์
เป็นเรื่องราวที่ได้รับการแชร์ในโลกออนไลน์ เมื่อสมาชิกเฟซบุ๊ก “ธีรภัทร์ มีเดช” ได้ถ่ายภาพบัตรจอดรถยนต์ ซึ่งระบุในใบอย่างชัดเจนว่า “บำรุงวัด 80 บาท บัตรค่าบำรุงจอดรถยนต์ชั่วคราว ทางวัดจะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้นของทางผู้ฝากรถ” ทั้งนี้ ผู้โพสต์ได้ระบุว่า “จอดรถทำบุญ 15 นาที 🔴ค่าจอดรถ 80 บาท ผมคำนวณรายได้ให้ดู ที่จอด ประมาณ 80 คัน ราคาต่อครั้ง 80 บาท 1 ที่จอด ได้ประมาณ 2 ครั้งต่อ 1 ที่ เดือนละ 30 วัน ยังไม่นับงานศพ 80X80X2x30=384,000 บาท ************** #ผมว่ามันบ้าไปแล้วคับ… 😩ผมมาทำบุญยินดี ร่วมบุญมากกว่า 80 บาท 📌สงสัยว่า มัน แพงกว่าห้างได้อย่างไร 🔴ช่วย “แชร์ “ ให้ถึงกรรมการวัดหน่อยครับ” ที่มา ข่าวสดออนไลน์
สุดฮอตสำหรับ ‘อิซาน บานุชาลี’ นักแสดงหนุ่มน้อยจากแดนภารตะที่รับบทเป็น ‘มารุติ’ หรือ หนุมานน้อย จากซีรีส์ “หนุมาน สงครามมหาเทพ” ทางช่อง 8 ล่าสุดได้เดินทางมาเมืองไทยเป็นครั้งแรกเพื่อพบกับบรรดาแฟนคลับ พร้อมจัดงานมีตแอนด์กรี๊ด ที่ บมจ.อาร์เอส ให้ทุกคนได้ใกล้ชิดกันแบบทั่วถึง เรียกว่างานนี้เหล่าแม่แม่ทั้งหลายฟินไปตามๆ กันเลยทีเดียว อิซาน บานุชาลี กล่าวว่า “รู้สึกตื่นเต้นมากครับ เพราะเป็นการเดินทางมาประเทศไทยเป็นครั้งแรก ทันทีที่ผมเดินทางถึงสนามบิน ได้เห็นแฟนคลับและแม่แม่ มารอรับกันตั้งแต่เช้า ทำให้ดีใจมากๆ โดยเฉพาะในงานมีตแอนด์กรี๊ด ทำให้ผมรู้สึกเหมือนเป็นซูเปอร์สตาร์เต็มตัว เพราะนอกจากจะได้เจอกับแฟนๆแล้ว ทุกคนที่มาร่วมงานยังได้รับรูปพร้อมลายเซ็นจากมือของผม พร้อมกับถ่ายรูปคู่ ซึ่งเป็นความพิเศษที่ผมตั้งใจมอบให้ทุกคน ที่สำคัญยังมีการจับลัคกี้ดอลเพื่อรับรางวัลพิเศษจากผมอีกด้วย ยังไม่หมดนะครับ เพราะก่อนจะเดินทางกลับ พวกเราทุกคนยังได้ถ่ายรูปเซลฟี่ร่วมกันเป็นที่ระลึกอีกด้วยครับ ผมต้องขอขอบคุณทุกๆคนที่รักและเอ็นดูมารุติ ฝากติดตามซีรีส์ หนุมานสงครามมหาเทพ ด้วยนะครับ รับรองมีฉากสนุกอีกเยอะ แต่ต้องขอป
จากกรณี เหตุเพลิงไหม้อาคารพาณิชย์ สูงกว่า 5 ชั้น ใช้เป็นโกดังเก็บวัสดุของเล่นเด็ก เลขที่ 88 ภายในซ.วาณิช 1 (ตลาดสำเพ็ง) ถ.เยาวราช แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ นานกว่า 4 ชม. โดยขณะเกิดเหตุพบว่า มีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้รับบาดเจ็บจากการช็อกอากาศ 1 ราย ส่วนสาเหตุเบื้องต้นคาดว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร ต่อมา นายสมบัติ กนกทิพย์วรรณ ผอ.เขตสัมพันธวงศ์ มีคำสั่งให้ปิดอาคารพาณิชย์ดังกล่าวเป็นเวลา 30 วัน พร้อมประกาศเป็นเขตอันตรายห้ามเข้า ตามที่มีการนำเสนอไปแล้วนั้น อ่านข่าวเก่า(ระทึกสำเพ็ง! เพลิงไหม้อาคารพาณิชย์-ควันดำพวยพุ่ง นักท่องเที่ยว-ชาวบ้านแตกตื่น) ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 30 ม.ค. นายจักรพันธ์ ผิวงาม รองผู้ว่าฯกทม. พร้อมด้วย ดร.ธเนศ วีระศิริ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย นายสมบัติ กนกทิพย์วรรณ ผอ.เขตสัมพันธวงศ์ พ.ต.อโชคชัย คณะเจริญ ผกก.สน.จักรวรรดิ และเจ้าหน้ากองพิสูจน์หลักฐาน เดินทางเข้าตรวจสอบโครงสร้างของอาคารดังกล่าวและสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ โดยดร.ธเนศ กล่าวว่า อาคารดังกล่าวเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กอายุกว่า 50 ปี สามารถทนต่อความร้อนได้ในระดับหนึ่ง อย่างน้อยสุด 2 ชั่วโมง มากสุด 4-
ข้าวเหนียวหน้าหมู ยังเป็นอาชีพทำเงินให้กับคนค้าขายหลายต่อหลายคน ตรงกับประโยคที่ “เส้นทางเศรษฐี” มักใช้เกริ่นขึ้นต้นในหลายอาชีพว่า ทำง่าย ขายคล่อง เห็นได้จาก เจ๊อ้อย ข้าวเหนียวหน้าหมู คนสู้ชีวิต หนึ่งธุรกิจที่ประสบความสำเร็จของ คุณธัญรัศม์ นาคประเสริฐ หรือ เจ๊อ้อย วัย 62 ปี แต่กว่าจะมีวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เจ๊อ้อยเคยเป็นมนุษย์เงินเดือน ทำงานออฟฟิศ แต่เงินเดือนที่ได้ไม่พอใช้จ่าย จึงหันมาเอาดีทางด้านค้าขาย สับเปลี่ยนอยู่หลายอย่าง ทั้งอาหาร และของหวาน แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ “ชีวิตสะบักสะบอมอยู่พอสมควร เพราะอยู่ในช่วงพิษเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ขายของได้กำไรวันละร้อยบาท ไม่พอเลี้ยงครอบครัว ลูก 3 คน แม่ 1 คน มิหนำซ้ำยังต้องผ่อนบ้านอีก” เจ๊อ้อย เล่าต่อ หลังจากนั้นเปลี่ยนมาขายข้าวเหนียวหน้าหมู เพราะเห็นว่าเป็นอาหารหลัก คนนิยมกิน ช่วงแรกรับหมูฝอย หมูแผ่น จากร้านอื่นมาขาย แล้วทอดหมู ทอดไก่เสริมเอา “โชคดีได้ผลตอบรับจากลูกค้าจึงทำธุรกิจของเรารุ่งเรืองมาตลอด” ปัจจุบันเจ๊อ้อยยึดอาชีพนี้มาร่วม 20 ปี ถามถึงการทำข้าวเหนียวหน้าหมู เจ๊อ้อย บอก ไม่รู้จักแม้กระทั่งหวดนึ่งข้าวเหนียว เพราะจับแต่ปากกามาตลอด “โดย
ใครที่อยากเลี้ยงไก่ เป็นอาชีพ วันนี้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” นำมาให้เลือก 2 สายพันธุ์ ซึ่งบอกก่อนเลยว่า เป็นสองสายพันธุ์ ที่สามารถทำตลาดพรีเมี่ยมได้ ด้วยคุณลักษณะของตัวไก่เอง ทั้งเนื้ออร่อย ไม่เละเหมือนไก่ขุน ไม่เหนียวเหมือนไก่ชน แต่มันจะผสมๆ กัน ตัวแรกคือ ไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ มีลักษณะเด่น เป็นไก่พื้นเมืองพันธุ์แท้ ทนทานต่อสภาพแวดล้อมและโรคระบาด และสามารถกินอาหารที่เกษตรกรหาได้ในท้องถิ่น มีอัตราการเจริญเติบโตที่ดี และให้ไข่ดกกว่าสายพันธุ์พื้นเมืองอื่นๆ โดยตัวผู้จะมีลักษณะ หลังดำ ปีกดำ แข้งดำ หน้าแดง/ดำ สร้อยคอและสร้อยหลังมีสีน้ำตาลปนดำ หรือสีเม็ดมะขาม ส่วนตัวเมีย มีลักษณะ ปีก/หลังดำ แข้งดำ หน้าแดง/ดำ ไม่มีสร้อยคอและสร้อยหลัง ” สำหรับการเลี้ยง พื้นที่ 1 งาน สามารถเลี้ยงได้ถึง 50 – 100 ตัว มีรั้วล้อมรอบให้ไก่สามารถเดินออกกำลังกายได้ มีประตูเข้าออกทางเดียว มีที่จุ่มเท้า และรองเท้าบูธสำหรับใส่เดินในคอก ส่วนโรงเรือนข้างในแนะนำให้ใส่มุ้งกันยุงและแมลงชนิดอื่น ที่สำคัญสะดวกต่อการต้อน และการทำวัคซีน เริ่มต้น นำลูกไก่ที่มีอายุ 1 วัน มาเลี้ยง หลังจาก 1 เดือนไปแล้วจะให้อาหารธรรมชาติ
ระยะหลังมานี้ ได้เห็นคนรุ่นใหม่หลายคน เรียนจบปริญญาตรี มุ่งหน้าบ้านเกิด ยึดอาชีพของบรรพบุรุษ โดยตั้งใจว่าจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ สินค้า ของครอบครัวให้ก้าวล้ำไปอีก เช่นเดียวกับ คุณพัชรพร แก่นนาคำ วัย 27 ปี ผู้ผลิตกระเป๋าคล้า จากอำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ เธอเรียนจบเทคโนโลยีสาขาออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ออกแบบเฟอร์นิเจอร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี พอเรียนจบปุ๊บ ก็ไม่ได้ร่อนใบสมัครงานเป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ แต่กลับมายึดอาชีพดั้งเดิมของครอบครัว นั่นคืองานหัตถกรรมจากคล้า คล้า เป็นไม้เนื้ออ่อน ขึ้นเป็นกอ นำมาจักสานเป็นเสื่อ แต่คนทางภาคอีสาน มักนำมาสานกระติ๊บ ซึ่งครอบครัวของคุณพัชรพร ก็สานกระติ๊บ เสื่อ กระเป๋า เป็นหลัก เมื่อเธอเข้ามาทำ ก็พยายามดัดแปลงรูปแบบให้ทันสมัย จับกลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น อีกทั้ง เศษเล็กเศษน้อยของวัตถุดิบ ก็นำมาทำกระเป๋าใบเล็กๆ พวงกุญแจ ราคาก็ถูกลง ซื้อง่ายขายคล่องขึ้น งานที่คุณพัชรพร ทำอยู่นี้นับเป็นงานฝีมืออย่างยิ่ง เพราะต้นคล้าสดที่ตัดมา ต้องนำมาผ่านกรรมวิธีลอกเปลือก และตากแดดอีกนานนับสัปดาห์ กว่าจะได้กระเป๋าหนึ่งใบ นั่งสาน 1-2 วัน และเย็บอีก 1 วัน ซึ่งงาน
วันที่ 28 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกออนไลน์แห่แชร์โพสต์ของสมาชิกเฟซบุ๊ก Sirikan Hengeerasit ที่โพสต์ข้อความประกาศขายสัตว์เลี้ยงตัวใหญ่ ทำเอาโลกโซเชี่ยลฮือฮา โดยสมาชิกเฟซบุ๊กดังกล่าว โพสต์รูปจระเข้ตัวใหญ่มากกำลังนอนอาบแดดอยู่บนพื้นดิน มีรั้วล้อมรอบ ระบุข้อความว่า “ขายค่ะ สนใจจริงๆ ค่อยโทรมาสอบถามรายละเอียดเพิ่มได้ค่ะ 0809595XX..😋 กินไก่สดจากแม็คโครอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ครั้งละ 20-30 โล ค่ะ ประหยัดเลี้ยงง่ายน่ารักมากด้วยค่ะ” เรื่องราวดังกล่าวกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยมีการแชร์ต่อๆ กันไปมากกว่า 5,000 ครั้งในระยะเวลาไม่ถึง 1 วัน ที่มา ข่าวสดออนไลน์
จากกรณีที่แฟนเพจเฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC ได้โพสต์รูปภาพ พร้อมระบุข้อความว่า “เมื่อประมาณเดือน ธ.ค. 2559 ได้มีผู้ป่วยหญิงชาวไทย อายุ 82 ปี เป็นโรคเบาหวานและไขมันสูง มาหาตน โดยมีอาการพูดไม่ชัด และนึกคำพูดไม่ออก จากนั้น 3 วันคุณหมอได้ทำ MRI คลื่นแม่เหล็ก พบว่าสมองมีลมอยู่บริเวณในเนื้อสมองข้างซ้าย ซึ่งหลังจากติดตามอาการพร้อมรักษา อาการหญิงคนดังกล่าวได้ดีขึ้นช้าๆ และปัจจุบันปกติ คุณหมอระบุต่อว่า อย่างไรก็ตาม ตนเพิ่งทราบสาเหตุว่า ทำไมอยู่ดีๆลมเข้าสมองผู้ป่วยคนนี้ได้ (หลังจากอ่านรายงานในวารสาร BMJ Case Reports ของวันที่ 15 ม.ค. 2561 และกำลังเป็นข่าวดังไปทั่วโลกขณะนี้ ชี้ให้เห็นถึงอันตรายของการเอามือบีบจมูก เม้มปากเวลาจาม ด้วยการกลับไปซักประวัติใหม่ว่าผู้ป่วยทำอย่างนั้นก่อนป่วยหรือไม่ ผู้ป่วยตอบว่าก่อนไม่สบาย กำลังจะสั่งน้ำมูก เกิดจามขณะเอามือบีบจมูก เอานิ้วอุดรูหูข้างขวาและเม้มปากพร้อมๆกัน หลังทำหูข้างซ้ายอื้อและมีเสียงดัง ลมจากการจามออกทางจมูกปากไม่ได้ คงผ่านจากท่อในปากเข้าหูชั้นกลางด้านซ้ายแล้วทะลุผ่านกระโหลกใต้สมองเข้าสมองด้านซ้าย( ดูลูกศรในรูปภาพ ) รายนี้น่าจะเป็นรายแรกของโลกที่ลมรั่
เรียกว่าเป็นหนึ่งเรื่องราวดีๆสำหรับคนสู้ชีวิตเลย สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นในข่าวนี้ หลังจากที่ มีผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ชื่อ Manakit Thawlom โพสต์ข้อความลงไปในเพจ ExtremePC Market 2 เพื่อขอรับซื้อคีย์บอร์ดราคา 200-300 บาท เพื่อนำมาใช้ในการทำงานของตัวเอง อย่างไรก็ตามสิ่งที่เรียกคราบน้ำตาให้ผู้อ่านหลายคนกลับไม่ใช่เรื่องที่ต้องการซื้อคีย์บอร์ดมือสองจากคนอื่น ทว่าได้พูดถึงประวัติความเป็นมาของตัวเองที่ทำให้เขาต้องใช้ปากกาในการจิ้มปุ่มคีย์บอร์ด แทนการกดคีย์บอร์ดปกติ “ผมรถพลิกคว่ำตั้งแต่เด็กเมื่ออายุ 16 ปี ครับ เพราะหมอนรองกระดูกต้นคอหักทับเส้นประสาท ทำให้ตั้งแต่คอลงมาไม่มีแรงและความรู้สึก พูดง่ายๆคือเหลือแค่หัวกับคอ แต่พอทำกายภาพอยู่ รพ. เกือบปีมีแรงพอยกแขนได้ รพ. จึงทำอุปกรณ์ช่วยใส่มือตามรูปให้ครับ” “พอกลับบ้านเป็นอะไรที่น่ากลัวมากกับความคิดฟุ้งซ่าน และ 20ปี ก่อนคอม เน็ต มือถือไม่มี เหงาหงอยมาก 55 ไปเรียนหนังสือต่อก็ไม่ได้ เรียนโรงเรียนผู้พิการก็ไม่ได้ เพราะผมมีแค่หัวกับคอเขาจึงไม่รับ สุดท้ายก็ให้น้องยืมหนังสือห้องสมุดมาให้อ่าน คอมมีคนบริจาคมือ 2 ให้สมัยวินโด 3.1 แรม 2 เมก เราก็เลยเรียนเอง นั่งนานตูดเ
