Featured
คุณบุปผา ไวยเจริญ อดีตนักบัญชี บริษัทรับเหมาก่อสร้าง เคยทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ด้วยความจำเป็นส่วนตัว คุณแม่ป่วย เลยลาออกกลับไปอยู่บ้านเดิมที่ตำบลบางยี่รงค์ อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ที่บ้านคุณบุปผา มีมะพร้าวอยู่ 30 ไร่ เมื่อราวปี 2555 ราคามะพร้าวตกต่ำอย่างหนัก อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อย่างที่เคยขายได้ราคาหน้าสวน 15-20 บาทต่อผล ราคาลดลงมาเหลือ 2-3 บาทต่อผล ช่วงนั้นเกษตรกรชาวสวนถึงขั้นเดินขบวน ไปที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เรียกว่า วิกฤต เลยทีเดียว ช่วงนั้น สำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม พาไปดูงาน ที่ จ.ชลบุรี คุณบุปผาจึงได้ไอเดียในเรื่องของการแปรรูป และเกิดการรวมตัวกันของชาวบ้าน ในละแวกใกล้เคียง กลายเป็น วิสาหกิจชุมชนเกษตรสวนนอก สำหรับความรู้เรื่องการแปรรูป การสกัดเย็น คุณบุปผา ว่า ขวนขวายอยู่นาน จนได้เทคนิคมาจากปราชญ์ชาวบ้าน ที่แม่กลอง เป็นคุณป้าท่านหนึ่ง ท่านบอก ท่านแนะ จนสามารถทำได้ รวมทั้ง ไปอบรมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ที่ให้ความรู้ทุกด้าน ทั้งการผลิต บัญชี ห้องแล็บ กลยุทธ์การตลาด เมื่อได้สินค้ามาแล้ว ได้รับความรู้ในเชิงทฤษฎีมาแล้ว โจทย์ใหญ่ คือ จะไปขายที่ไหน “เราอิงกับราชการก
คุณพนาสิน ธนบดีสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนบดีเดคอร์เซรามิค จำกัด เผยที่มาของธุรกิจว่า “ธุรกิจเซรามิกเริ่มมาจากรุ่นคุณพ่อ จากการได้ค้นพบแร่ดินขาว ที่จังหวัดลำปาง เริ่มกิจการด้วยการตั้งโรงงาน ผลิตชามตราไก่ ส่งขายไปทั่วประเทศไทย ตัวผมเองเป็นรุ่นที่ 2 ที่เข้ามาสานต่อกิจการของคุณพ่อ โดยผมก็เข้ามารับช่วงต่อ และก่อตั้งอีกบริษัทหนึ่งขึ้นเป็นบริษัทผลิตเซรามิก ที่เน้นสินค้าประเภทงานดีไซน์ ส่งขายไปกว่า 78 ประเทศ ในปัจจุบันการทำธุรกิจเซรามิกของธนบดี เรามีประสบการณ์จากการทำกิจการเซรามิกที่เริ่มมาจากรุ่นคุณพ่อ มากว่า 52 ปี จากการผลิตชามตราไก่ และของตัวผมเองที่มีประสบการณ์ในการทำกิจการเซรามิกที่เกี่ยวข้องกับของตกแต่งบ้าน โดยเน้นงานดีไซน์มาร่วม 25 ปี ทำให้รู้ว่า ธุรกิจเซรามิกไม่ได้ง่ายเลย ดูจากผลประกอบการที่ตกต่ำในปี 2555 แต่ด้วยการนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ โดยเน้นไปที่การบริหารคน ดำเนินกิจการมาถึงปีนี้ 2560 ผลประกอบการเติบโตขึ้นกว่า 27 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็นการเจริญเติบโตของธุรกิจไปในทิศทางที่ดีขึ้น” จากประสบการณ์กว่า 25 ปี ในการบริหารงานบริษัทผลิตเซรามิก ไม่ง่าย คุณพนาสิน เล่าว่า “
ได้มีโอกาสเดินทางลงพื้นที่ เยี่ยมผู้ประกอบการภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดตาก ซึ่งเป็นจังหวัดจุดเชื่อมโยงเศรษฐกิจพิเศษเมียวดี กับกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับ กระทรวงมหาดไทย, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และหน่วยงานเครือข่ายการพัฒนาเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นการเดินหน้าสานต่อ กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ จัด คลินิกเอสเอ็มอีสัญจรแนวประชารัฐ ครั้งที่ 7 จึงได้ร่วมพูดคุยกับผู้ประกอบการ คือ คุณอรรถกร หมูนวล วัย 36 ปี เจ้าของสินค้าน้ำพริกกุ้ง แบรนด์จรรย์สุดา ซึ่งเล่าให้ฟังว่า “น้ำพริกกุ้ง เริ่มมาจากรุ่นคุณปู่คุณย่า มาต่อที่รุ่นของพ่อแม่ ซึ่งมาทำขายตั้งแต่ปี 2538 สมัยนั้นทำในครัวหลังบ้าน มัดถุงขาย ขายไปได้สักระยะหนึ่งก็ได้รับความนิยม จนกลายเป็นของฝากของอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพราะเวลาใครไปใครมา ก็มักจะแวะมาซื้อและนำเอาไปฝาก โดยน้ำพริกกุ้งนี้ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศเมียนมา พอมารุ่นผม ซึ่งเริ่มเข้ามาดูแล รับช่วงต่อมากว่า 10 ปีแล้ว จึงได้เข้ามาต่อยอดจากพ่อแม่ ให้น้ำพริกกุ้งกลายเป็นสินค้าที่ที่เพิ่มมูลค่าและสามารถขายได้ทั่วไป” น้ำพริกกุ้งตอ
ไก่จ๋า…ได้ยินไหมว่าเสียงใคร…เป็นข้อความตอนหนึ่งของเพลง ไก่จ๋า ที่ฟังแล้วคิดอยากกินไก่ย่างไม้มะดันสักมื้อ เป็นไก่ย่างสูตรพิเศษที่มีเสียงเล่าขานว่าเลิศรสความอร่อย ด้วยการเลือกนำไม้มะดันมาหนีบไก่ เมื่อนำไปย่างทำให้เนื้อไก่ย่างสีเหลือง ได้กลิ่นหอมพร้อมความอร่อย สินค้าดีมีคุณภาพในถิ่นอำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ เป็นโอกาสดีที่การเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ต้องผ่านเส้นทางไก่ย่างไม้มะดันห้วยทับทัน จึงได้แวะเข้าไปที่ร้านไก่ย่างแห่งหนึ่งทันที ขณะเดินผ่านบริเวณโรงครัวกลิ่นหอมก็โชยมาชวนให้ชิม เห็นมีคนมารอซื้อกลับบ้าน และมีคนสวมเสื้อซาฟารีกำลังพลิกกลับไก่บนเตาปิ้ง ทราบภายหลังว่า เป็น คุณพีปกรณ์ เฮงรัตนกุลเศรษฐ หรือ คุณโชค ผู้จัดการร้าน จึงได้พูดคุยกันพร้อมรวบรวมเป็นเรื่องราว ไก่ย่างไม้มะดันห้วยทับทัน…ไก่เศรษฐกิจ เลิศรสความอร่อย มาบอกเล่าสู่กัน คุณพีปกรณ์ เฮงรัตนกุลเศรษฐ หรือ คุณโชค ผู้จัดการร้านนายเฮงดีไก่ย่างไม้มะดัน คุณพีปกรณ์ เล่าให้ฟังว่า ต้องขอเล่าความถึงอดีตสักหน่อยว่า พื้นถิ่นที่แห่งนี้เคยอุดมสมบูรณ์ไปด้วยข้าวปลาอาหาร แต่ประชาชนก็ต้องพบกับปัญหาการเดินทาง เช่น จากอุบลราชธานี ไป-กลับกรุงเทพฯ ต้
คุณภิญโญ นัครมนตรี อยู่บ้านเลขที่ 100 หมู่ที่ 3 ตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เล่าให้ฟังว่า มีอาชีพเกี่ยวกับการเกษตรอยู่แล้ว คือ การปลูกผัก ผลไม้ ต่อมาจึงอยากให้ภายในบริเวณบ้านมีการทำเกษตรที่หลากหลาย เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงในเรื่องของรายได้ เพื่อให้มีรายได้จากหลายๆ ทางเป็นตัวเลือกในการสร้างเงิน คุณภิญโญ นัครมนตรี “เรามาคิดว่าถ้าปลูกพืชเพียงอย่างเดียว รายได้ที่มีบางครั้งอาจจะไม่แน่นอน เพราะพืชบางช่วงก็มีราคาขึ้นลง จึงได้ตัดสินใจนำการเลี้ยงสัตว์เข้ามาเสริม เพื่อให้รายได้มีมากขึ้นหลายทาง จึงได้ตัดสินใจเลี้ยงไก่ไข่ เพราะเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย สามารถกินเศษพืชผักที่เราคัดออกได้ และที่สำคัญยังสามารถปล่อยเลี้ยงตามธรรมชาติ ก็สามารถคุ้ยเขี่ยหากินเองได้อีกด้วย” คุณภิญโญ บอกถึงจุดประสงค์ของการเลี้ยง โดยไก่ไข่ที่นำมาเลี้ยงภายในพื้นที่บริเวณบ้าน คุณภิญโญ บอกว่า เป็นไก่ที่ได้รับจากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด และเขาได้หาซื้อบางส่วนเข้ามาเลี้ยงเองด้วย จากเริ่มแรกประมาณ 10 ตัว เลี้ยงไปเลี้ยงมาทำให้ตอนนี้มีไก่ไข่ที่เลี้ยงภายในบริเวณบ้านทั้งหมดถึง 200 ตัว ไก่ไข่ที่เลี้ยงแบบปล่อย ซึ่งเคล
สวัสดีค่ะทุกคน ช่วงนี้มีใครควบคุมอาหาร ลดปริมาณแป้ง ข้าว ในแต่ละมื้อ แล้วหิวบ่อยเหมือนวินไหมคะ? ใจคิดถึงขนม ไอศกรีม ของทานเล่นตลอดเวลา กลัวจะตบะแตกเพราะขนมเนี่ยล่ะค่ะ เลยต้องชวนเพื่อนๆ มาอบทำกราโนล่าทานเล่นกันดีกว่า คราวนี้วินมีกราโนล่า 2 สูตรมาฝากกันค่ะ สำหรับเพื่อนๆ ที่ชอบชาเขียว และเพื่อนๆ ที่ชอบช็อกโกแลตค่ะ เลือกกันได้เลยตามความชอบนะคะ ที่วินเลือกนำกราโนล่ามาเป็นสแน็กทานเล่น เพราะนอกจากทำง่ายแล้ว ยังมีประโยชน์มากอีกด้วย ทั้งมีไฟเบอร์สูง คอเลสเตอรอลต่ำ ลดการอุดตันของเส้นเลือด ช่วยให้อิ่มท้องได้นาน ลดความหิว และมีไขมันดีจากอัลมอนด์ แถมในสูตรนี้ วินมีใส่โกจิเบอร์รี่ (เก๋ากี้) และมะม่วงอบแห้งเพิ่ม ซึ่งประโยชน์จากโกจิเบอร์รี่ เพื่อนๆ คงคุ้นเคยกันดี ในเรื่องของสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่ ช่วยควบคุมน้ำตาลในเม็ดเลือด เสริมสร้างการทำงานของหัวใจด้วยนะคะ ในส่วนของวิธีทำฉบับนี้ วินจะทำในสูตรชาเขียวอย่างเดียวนะคะ เพราะในสูตรช็อกโกแลตก็มีส่วนผสมและขั้นตอนที่คล้ายกันเลยค่ะ ว่าแล้วเราก็ไปอุ่นเตาอบ รอ ระหว่างเตรียมส่วนผสมกันเลยดีกว่าค่ะ *หมายเหตุ ในส่วนผสมทั้งหมดจำพวกข้าวโอ๊ต ธัญพืช ถั่ว ผลไม้อบ
นับตั้งแต่ พ.ศ.2538 เป็นต้นมา “เป๊ปซี่โค” สหรัฐอเมริกา บริษัทแม่ของบริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด ได้เข้ามาดำเนินธุรกิจขนมขบเคี้ยวในประเทศไทย โดยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนเกษตรกรจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผ่าน ‘โครงการส่งเสริมการเพาะปลูกมันฝรั่งอย่างยั่งยืนภายใต้สัญญาข้อตกลงซื้อขายผลผลิตมันฝรั่งที่กำหนดราคารับซื้อที่แน่นอน’ สำหรับโครงการส่งเสริมฯดังกล่าวนั้น ครอบคลุมทั้งการพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้จากต่างประเทศในด้านเทคนิคการเพาะปลูกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำการเกษตรและช่วยเพิ่มผลิตผลต่อไร่ให้สูงขึ้น การสนับสนุนหัวพันธุ์มันฝรั่งคุณภาพและปัจจัยการผลิตต่างๆ รวมทั้งรับซื้อมันฝรั่งจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ อย่างต่อเนื่องทุกปี เกี่ยวกับราคารับซื้อ ตามกรณีมันฝรั่งได้คุณภาพตามที่ตกลง ราคาประกันขั้นต่ำสุด อยู่ที่ กิโลกรัมละ 10.80 บาท สูงสุดอยู่ที่ 12 บาทเศษ โดยสัญญาในแต่ละปีนั้นราคาเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก และตลอดกว่า 22 ปีที่ผ่านมา มีเกษตรกรที่ “เป๊บซี่โค” เข้าไปให้การส่งเสริมในการปลูกมันฝรั่ง ราว 3,500 ราย ครอบคลุมพื้นที่การปลูกรวมกว่า 22,000 ไร่ ใน 6 จังหวัดภาคเหนือ คือ เชียงใหม่
ที่มาของโครงการ ฟาร์ม 1 ไร่ไม่ยากจน อาจารย์ธนากร เที่ยงน้อย อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์การเกษตร และดำรงตำแหน่ง รองหัวหน้าสำนักวิชาสหวิทยาการ ด้านบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี และ หัวหน้าโครงการ “ฟาร์มเกษตรและอาหารปลอดภัย 1 ไร่ไม่ยากจน” อาจารย์เล่าที่มาว่า “โครงการฟาร์มเกษตรและอาหารปลอดภัย 1 ไร่ไม่ยากจน เป็นงานที่ผมเริ่มต้นทำเมื่อ 3 ปีที่แล้ว โดยตั้งใจให้เป็นฟาร์มเกษตรผสมผสานที่มีทั้งการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ โดยใช้ระบบการผลิตแบบเกษตรประณีต ฟาร์ม 1 ไร่ไม่ยากจนถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อหลายวัตถุประสงค์ หนึ่งนั้นเพื่อใช้ในการเรียนการสอนวิชาหลักการส่งเสริมการเกษตรและวิชาธุรกิจการเกษตรที่ผมดูแลอยู่ และวิชาอื่นๆ ที่เปิดสอนในวิทยาเขต เพื่อให้นักศึกษาได้ลงมือทำจริงในทุกๆ ด้านของงานฟาร์ม อีกวัตถุประสงค์สำคัญเราต้องการตอบโจทย์ปัญหาระบบการผลิตทางการเกษตรในอนาคตที่เกษตรกรรายย่อยของไทยต้องพบเจอ เนื่องจากการที่เกษตรกรรายย่อยในประเทศไทยมีพื้นที่ทำกินน้อย ใช้แรงงานในครอบครัวเป็นหลัก มีปัญหาต้นทุนการผลิตสูง ราคาผลผลิตต่ำ ประสิทธิภาพการผลิตต่ำ เกษตรกรของเราตกอยู่ในปัญหาความย
สาวสวยคณะเทคโนโลยีการเกษตร สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ชั้นปีที่ 4 “คุณภูษณิศา อัจฉริยพานิชกุล” โชว์เมนูสำหรับสายเฮลท์ตี้ที่ดีต่อใจ ด้วยการพัฒนา “น้ำสลัดจากข้าวไรซ์เบอร์รี่” เสริมคุณค่าโภชนาการและเพิ่มมูลค่าให้กับน้ำสลัด คุณภูษณิศา เล่าว่า ความต้องการในการบริโภคอาหารเสริมสุขภาพในปัจจุบันมีอย่างต่อเนื่องและเพิ่มมากยิ่งขึ้น พืชพันธุ์ธัญญาหารที่ผู้บริโภคกำลังนิยมและให้ความสนใจ นั่นคือ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ เนื่องจากมีคุณสมบัติที่โดดเด่นทางโภชนาการ เป็นธัญพืชเพื่อสุขภาพ มีสีและกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น เบต้าแคโรทีน วิตามินอี แกมมาโอไรซานอล สังกะสี และโฟเลต ช่วยบำรุงร่างกาย เสริมสร้างคอลลาเจน ลดการอักเสบของผิวหนัง ชะลอความแก่ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูงและโรคสมองเสื่อม ช่วยบำรุงโลหิต และข้าวไรซ์เบอร์รี่ยังมีเส้นใยอาหารสูง ซึ่งช่วยลดระดับไขมันและคอเลสเตอรอล มีผลดีต่อระบบขับถ่าย คุณภูษณิศา อัจฉริยพานิชกุล จึงมีแนวคิดและตั้งใจที่จะทำการพัฒนาน้ำสลัดจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ โดยการใส่น้ำข้
มีโอกาสเจอญาติที่ไปทำร้านอาหารอยู่เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส เธอเป็นลูกสาวป้าฝั่งแม่ของผม หลังเรียนจบปริญญาตรีที่เมืองไทย เธอสอบชิงทุนไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศออสเตรเลีย จนไปพบรักกับเพื่อนนักศึกษาชาวฝรั่งเศสที่นั่น หลังเรียนจบเธอแต่งงาน และตระเวนทำงานในประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย, ญี่ปุ่น, เมืองไทย, จีน และสหรัฐอเมริกา กระทั่งตอนหลังเธอตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อมาดูแลครอบครัว และลูกสาว 3 คนอยู่ที่เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส เพราะเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของสามี ตอนนั้นเธอสังเกตเห็นว่าอาหารไทยเริ่มเป็นที่นิยมในยุโรป โดยเฉพาะเมืองที่เธออยู่ เธอจึงเปิดร้านอาหารไทยเล็กๆ เพียง 1 ร้าน ปัจจุบันเธอขยายสาขาเพิ่มอีกจนมี 2 ร้าน ส่วนสามีก็บินไปมาระหว่างเอเชีย ยุโรป และเมืองไทย โดยคิดว่าวันหนึ่งคงกลับไปช่วยภรรยาทำร้านอาหารไทยที่บ้านเกิด ช่วงที่กลับมาเมืองไทย ผมถามเธอว่าไม่คิดจะกลับบ้าน เพื่อทำธุรกิจอะไรที่นี่บ้างเหรอ เพราะพ่อ และแม่ของเธอพอมีที่มีทางอยู่บ้าง แถบชานเมืองเพชรบุรี เนื่องจากพื้นฐานครอบครัวของเธอเป็นเกษตรกร มีเรือกสวนไร่นาอยู่บ้าง อีกอย่างเธอเอง และพี่น้องของเธอก็เคยช่วยพ่อแม่ทำการเกษตรมาก
