Featured
คุณอนุสรณ์ วนสุวานิช เจ้าของโรงงานกล้วยตาก วัย 49 ปี เล่าว่า “เดิมที่บ้าน ทำโรงงานผลิตขนม เป็นธุรกิจผลิตขนมขายส่ง มีอยู่ช่วงหนึ่งที่กล้วยตาก ของฝากจังหวัดตากขายดีมาก เป็นที่นิยม ก็มองเห็นว่าน่าจะทำขายได้ ตอนนั้นก็เลยนำกล้วยมาตาก เพื่อทำเป็นแพ็คขาย การตากกล้วยต้องทำเป็นโรงงาน เพื่อกันฝนและรักษาความสะอาด การตากกล้วยในแต่ละครั้งจะมีน้ำกล้วยที่ระเหยออกมา ให้จำนวนที่มาก ช่วงแรกๆ ก็ปล่อยให้น้ำกล้วยไหลออกมา ไม่ได้ให้ความสนใจเท่าไหร่ เพราะไม่ได้สังเกต แต่ต่อมาเมื่อเห็นว่าน้ำกล้วยที่ไหลลงมาบนพื้นมากๆ ก็เลยหันมาพัฒนาเป็นการพัฒนาไปพร้อมๆ กับการพัฒนาโปรดักซ์จากกล้วยด้วย” ไซรัปกล้วย จึงได้มาด้วยความบังเอิญจากการตากกล้วย ในโรงเรือนพลังงานแสงอาทิตย์ น้ำหวานที่หยดจากกาตากกล้วย ในโรงเรือน เป็นการกลั่นตัวโดยธรรมชาติ ถูกนำมาต่อยอดเป็นงานวิจัยของ ผศ.ดร.น้ำทิพย์ วงษ์ประทีป และได้จดรับรองอนุสิทธิบัตรจากกรมทรพย์สินทางปัญญาวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนากาโดยห้องปฏิบัติการและประเมินระบบคุณภาพความปลอดภัยอาหารที่ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสากล น้ำหวานจากกล้วย มีส่วนประกอบหลัก คือ น้ำหวานจากผลไม้กล้วย ซึ่งเป็นมิตรต่อสุขภา
“แต่ก่อนเคยทำไร่ข้าวโพด 20 ไร่ ต้องใช้ยาและปุ๋ยเคมีมาก อีกทั้งแรงงานหายาก เมื่อขายผลผลิตแล้ว หักลบต้นทุนกำไรไม่คุ้มค่า จึงน้อมนำเอาศาสตร์พระราชา ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ทำการเกษตรแบบพอเพียงในพื้นที่ 2 ไร่กว่า สามารถส่งลูกเรียนจนจบปริญญา 2 คน” เป็นคำกล่าวที่ภาคภูมิใจของ คุณบุญหย่วน ดีคำวงศ์ เกษตรกรวัย 60 ปี ตำบลน้ำเกี๋ยน อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน เมื่อปี 2535 ได้เริ่มนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในพื้นที่ 2 ไร่กว่า บริเวณบ้านของตนเอง โดยทำการเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ผล เลี้ยงไก่ จิ้งหรีด และกบ ใช้แรงงานภายในครอบครัว ไม่ต้องจ้างแรงงาน ทุกอย่างที่ปลูกและเลี้ยงได้นำมาประกอบอาหารในครอบครัว ส่วนที่เหลือก็จำหน่ายเป็นรายได้ ปัจจุบันทุกวันจะมีรายได้จากพืชผัก 300 บาท ในรอบเดือนมีรายได้จากการจำหน่ายจิ้งหรีด 4,000-6,000 บาท และในรอบปีจะจำหน่ายลูกกบได้กว่า 50,000 บาท พร้อมกับจำหน่ายผลไม้ในสวนอีกประมาณ 20,000 บาท ซึ่งรายได้ทั้งหมดนี้สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ เรื่องปุ๋ยและยาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพราะทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพใช้เอง รวมทั้งการป้องกันกำจัดศัตรูพืชด
คุณเอ-โรสสุคนธ์ ภัทรภาดา เจ้าของกิจการแฟรนไชส์ “ส้มตำมาละเด้อ” เปิดเผยว่า ปัจจุบันโลกหมุนเร็วขึ้นทุกวัน หากผู้ประกอบการมัวย่ำอยู่กับที่คงไม่ได้ ยิ่ง “สมรภูมิ”ร้านอาหารด้วยแล้ว ยิ่งจำเป็นที่จะต้อง “รู้เขา รู้เรา” ก่อนเป็นอันดับแรก “ทุกวันนี้ หลายคนเหมารวมว่า การขายอาหารเป็นธุรกิจที่น่าลงทุน เพราะถึงอย่างไรคนก็ต้องกิน แต่ลืมคิดไปหรือเปล่า ไม่ใช่แค่เราคนเดียวที่คิดอย่างนั้น คนอื่นก็คิด จึงมีคู่แข่งขันเกิดขึ้นมากมาย บางรายมาเร็ว ไปเร็ว บางรายดันทุรังเปิดไป ทั้งที่ขาดทุน แถมยังมีคู่แข่งผุดขึ้นมายิ่งกว่าดอกเห็ด เมื่อต้องเผชิญกับคู่แข่งขันมากมายที่ยังมีชีวิตรอดในตลาด ตัวเราเองได้สร้างจุดต่างในร้านของเราแล้วหรือยัง การสร้างจุดแตกต่างในสินค้าหรือบริการถือเป็นหัวใจหลักอย่างหนึ่งของร้านเลยทีเดียว” คุณเอ บอกอย่างนั้น คุณเอ เจ้าของกิจการ “ส้มตำมาะลเด้อ” และว่า ร้านอาหารที่ปิดตัวลงไปอย่างง่ายดายมักประสบปัญหาแตกต่างกันออกไปด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น สายป่านยาวไม่พอ รสชาติอาหารไม่คงที่ พนักงานเข้าออกเป็นว่าเล่น และขาดหลักการบริหารที่ถูกวิธี หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังประสบปัญหานั้นอยู่ อยาก
เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีกระแสฮือฮาในโลกโซเชียล กำนันขุนแผนเมืองนครนายก มีภรรยาแล้วถึง 120 คน ล่าสุดผู้สื่อข่าว “ข่าวสด” ลงพื้นที่ ต.พรหมณี อ.เมือง จ.นครนายก เพื่อพูดคุยกับ นายประเสริฐ เสือสวย อายุ 58 ปี เปิดใจหมดเปลือกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น วอนสังคมเข้าใจ ทุกอย่างแค่อดีต วันนี้ทิ้งลายเสือ เริ่มต้นชีวิตใหม่ ด้านผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายกตั้งคณะกรรมการสอบนายประเสริฐแล้ว นายประเสริฐ เปิดเผยว่า อยากจะขอวอนสื่อว่ามีผลกระทบพอสมควร สาเหตุมาจากคุยกันเล่นๆ ในงานเลี้ยง ซึ่งเป็นการคุยกันกับเพื่อนๆ ซึ่งทั้งหมดก็เป็นเรื่องจริง ความจริงที่เกิดขึ้นในอดีต ในบางเดือนตนแต่งงานถึง 3 ครั้ง และคนที่ตนแต่งงานทุกคนต้องมีงานทำ จะไม่มีใครมานอนอยู่เฉยๆ ทุกคนต้องได้ทำงาน แต่เราบริหารจัดการให้เมียทุกคนได้มีงานทำ เมียทุกคนตนได้สู่ขอถูกต้องตามประเพณีทุกครั้ง และมีการให้สินสอดในจำนวนมากทุกคน และตนก็ได้ช่วยปลดหนี้ให้กับครอบครัวฝ่ายหญิงเสมอ ซึ่งก่อนที่ตนจะไปขอใครแต่งงานนั้นตนก็จะได้บอกเมียคนใหม่เสมอว่าตนมีเมียมาแล้วกี่คน ลูกทุกคนตนผลักดันให้ทำงาน หรือเรียนในที่ดีๆ ทุกคน ตนปลูกฝังให้ลูกมีงานทำท
จากกรณีเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน ขุดลอกปากคลองบางสะพาน หมู่ 8 บ้านล่าง ต.แม่รำพึง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ แล้วไปพบปืนใหญ่โบราณอายุหลายร้อยปี ซึ่งอยู่ในสภาพสมบูรณ์ มีสนิมเกาะเกรอะกรัง จึงเคลื่อนย้ายไปเก็บรักษาไว้ที่ สภ.ย่อยกำเนิดนพคุณ เมื่อวันที่ 11 ก.ย. ที่ผ่านมา อ่านข่าว ตะลึง! กรมชลลอกคลองบางสะพาน ขุดเจอปืนใหญ่โบราณ ซ่อนตัวจากโลกมาหลายร้อยปี วันที่ 14 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.กรรณิการ์ เปรมใจ นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี พร้อม นายเลิศยศ แย้มพราย ปลัดอาวุโสอำเภอบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พ.ต.ท.ชาติ แสนทวีสุข สวป.สภ.บางสะพาน พร้อมเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร เจ้าหน้าที่ทหารชุด ร้อย.รส.ที่ 2 บางสะพาน ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันตรวจสอบปืนใหญ่ซึ่งพบในคลองบางสะพาน ถูกเก็บรักษาไว้ที่หน้า สภ.ย่อยกำเนิดนพคุณ น.ส.กรรณิการ์ กล่าวว่า หลังตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเป็นปืนใหญ่ช่วงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอายุเกินกว่า 230 ปี และน่าจะเป็นปืนเกี่ยวกับที่ใช้สู้รบในสงคราม ไทย-พม่า เนื่องจากมีการเดินทัพผ่านลำคลองจุดที่พบปืนใหญ่กระบอกนี้ ส่วนลักษณะรอยคล้ายตัวอักษรหรือตัว
จากกรณีโลกออนไลน์ วิพากษ์วิจารณ์ภาพพระสงฆ์รูปหนึ่งกำลังสักยันต์ 9 แถว ให้หญิงสาวที่ใส่กระโปรงสั้น ดูแล้วไม่เหมาะสม สร้างความไม่สบายใจให้แก่พุทธศาสนิกชนที่พบเห็น โดยโลกออนไลน์ระบุว่า พระสงฆ์ในภาพคือ พระใบฎีกาเทียนชัย สุภัทโท เจ้าอาวาสวัดแม่ตะไคร้ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ล่าสุด เว็บไซต์เชียงใหม่นิวส์ รายงานว่า พระใบฎีกาเทียนชัย สุภัทโท เจ้าอาวาสวัดแม่ตะไคร้ ได้ยอมรับว่า ตนเองเป็นพระที่อยู่ในรูปจริง แต่คนที่ตนสักยันต์ให้นั้นไม่ได้เป็นผู้หญิงแต่เป็นสาวประเภทสองที่ผ่านการผ่าตัดแปลงเพศแล้ว ได้เดินทางมาจากกรุงเทพเพื่อมาสักยันต์ เพราะมีความศรัทธากับทางวัด ทั้งนี้ พระใบฎีกาเทียนชัยเห็นว่าเหมือนกันการสักยันต์ให้ผู้ชายตามปกติ และยืนยันว่าไม่เคยสักยันต์ให้ผู้หญิงมาก่อน และถึงสักให้จริงก็ไม่ใช่ความผิดร้ายแรงถึงขั้นปาราชิกเพราะเป็นการทำให้ผู้มีจิตศรัทธา ไม่มีเรื่องของกามารมณ์มาเกี่ยว ที่ผ่านมานั้น ก็เคยมีหญิงสาวประเภทสองลักษณะนี้มาขอสักยันต์อยู่บ่อยๆ ซึ่งส่วนตัวเองก็สักยันต์ให้ไป เพราะถือว่าสาวประเภทสองก็คือผู้ชาย ที่มา เชียงใหม่นิวส์ ที่มา ข่าวสดออนไลน์
ยังคงเป็นกระแสอยู่สำหรับความฮอตของ ‘เจ้าชายอับดุล มาทีน’ ชันษา 26 ปี พระราชโอรสในสมเด็จพระราชาธิบดีฮัสซานัล โบลเกียห์ กษัตริย์แห่งบรูไน และอดีตพระชายา มาเรียม อับดุล อาซิซ สำหรับเจ้าชายอับดุล มาตีน เป็นพระราชบุตรลำดับที่ 10 ปัจจุบันบินไปศึกษายังประเทศอังกฤษ ด้วยความที่พระองค์ทรงเป็นกันเอง ทำให้มีบรรดาสาวๆ แอบกรี๊ดและชื่นชมจำนวนมาก งานนี้เลยขอพาไปติดตาม ‘เจ้าชายอับดุล มาทีน’ รวมถึงดูพระราชวังในประเทศบรูไน ซึ่งถือว่าใหญ่โตและอลังการมากๆ ขอบคุณที่มา tmski ที่มา ข่าวสดออนไลน์
โลกโซเชียลกำลังวิพากษ์วิจารณ์ ภาพของการสักยันต์ของพระรูปหนึ่ง จากเฟซบุ๊กใช้ชื่อ สำนักข่าวเจริญพวง ได้แพร่ภาพของหญิงสาวนุ่งสั้นไปนั่งสักยันต์กับพระวัดแม่ตะไคร้ พบว่ามีการแนบชิดกับสีกา ถึงเนื้อถึงตัวจากการสักยันต์ จนทำให้หลายคนสงสัยว่าการกระทำของพระรูปนี้ผิดพระวินัยหรือไม่ ล่าสุด ทางสำนักพระพุทธศาสนา จ.เชียงใหม่ จะได้สอบสวนเหตุดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ประกาศคณะสงฆ์ เรื่อง ห้ามภิกษุสามเณรเรียกเงินค่าเวทมนตร์และห้ามทดลองของขลัง ได้ประกาศไว้เมื่อ 1 ธันวาคม 2495 ส่วนบุคคลที่ไปสักยันต์ ก็ไม่ได้ระบุว่าเป็นใครที่ไหน มีการเบลอหน้า แต่จากการแต่งกายของหญิงสาวก็ไม่เหมาะสม แต่หากจากภาพต้องไม่ได้อยู่สองคนตามลำพัง เพราะภาพมีคนถ่ายให้ ส่วนการกระทำดังกล่าวจะผิดหรือไม่ ต้องให้สำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงใหม่ และเจ้าคณะจังหวัด ดำเนินการเอาผิดอีกครั้ง ที่มา ข่าวสดออนไลน์
“ตลาดน้ำคลองมหาสวัสดิ์ บ้านศาลาดิน” เริ่มแล้ว เสาร์ – อาทิตย์นี้ 16-17 กันยายน 2560 และต่อไปก็จะเปิดให้บริการทุกๆ วัน เสาร์-อาทิตย์ บ้านศาลาดิน ตั้งอยู่ที่ ต.มหาสวัสดิ์ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร มานานนับสิบปีแล้ว ทั้งนาบัว สวนส้มโอ สวนกล้วยไม้ และล่องเรือชมวิถีชีวิตริมคลองมหาสวัสดิ์ ทางองค์การบริหารส่วนตำบลมหาสวัสดิ์ จึงขยายต่อยอด เปิดตลาดน้ำ บริการนักท่องเที่ยว เพื่อเป็นการพัฒนาชุมชนทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดของสินค้าทางการเกษตร ก่อให้เกิดการกระจายรายได้ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น มีรายได้มั่นคง นายสุเทพ เพ็งนาเรนทร์ (ยืน) นายสาทิศ เพ็งนาเรนทร์ (นั่ง) นายสุเทพ เพ็งนาเรนทร์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลมหาสวัสดิ์ เปิดเผยกับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ว่า ตลาดแห่งนี้มีความโดดเด่นคือ มีการท่องเที่ยวเชิงเกษตรเป็นพื้นฐาน ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว (ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนอย่างสม่ำเสมอ) อีกทั้งร้านค้าที่ค้าขายเป็นคนในชุมชนที่มีสินค้าดี มีคุณภาพ และที่สำคัญ พยาย
กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ เมื่อ เปน จนท.ขับรถไฟชาวลำพูน ได้โพสต์ลงในกลุ่ม “ฮา” ฮักลำพูน เพื่อเตือนนักท่องเที่ยวว่า อย่าได้ริทำเช่นนี้อีก โดยระบุว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งได้ขวางทางรถไฟเพื่อ ถ่ายรูป ที่สะพานขาวทาชมภู ตำบลทาปลาดุก อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน และโชคดีที่เบรกทัน เพราะเป็นหัวจักรรถไฟเพียงหัวเดียว (ไม่มีโบกี้อื่นๆ) เพราะหากเป็นรถไฟในขบวนที่มีผู้โดยสารไม่สามารถเบรกทันได้ แน่นอน โดยระบุว่า “สถานที่ท่องเที่ยวอยู่ส่วนไหนครับ มายืนขวางทางรถไฟเพื่อให้รถไฟหยุดแล้วมายืนถ่ายรูปกัน อยากถามทำเพื่ออะไรครับ ยังดีที่เป็นรถจักรคันเดียว ถ้าเป็นขบวนแล้วหยุดไม่ได้ ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาใครต้องรับผิดชอบครับ” “อภัยที่ลงรูปนะครับ ไม่ได้ประจานให้ท่านเสียหายแต่เพื่อเป็นการเรียนรู้ในการป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตหากไม่มีการป้องกันจากหน่วยงานที่เกีี่ยวข้อง หลายครั้งที่เจอวิ่งหนีรถไฟบนสะพานเป็นจุดเสี่ยงมากเพราะหากท่านวิ่งสะดุดหินล้มนิดเดียว นั่นคือชีวิตของท่าน เพราะรถไฟไม่สามารถหยุดได้ทันทีครับ” “ปกติพวกเราพนักงานจะระมัดระวังเปิดสัญญาณหวีดแต่ไกลครับ เพราะจะมีคนมาถ่ายรูปบนสะพานป
