แจกสูตรอาหาร และเครื่องดื่ม
พนักงาน รพ.สต. สืบสานตำนานขนมแป้งจี่ จากบรรพบุรุษ สร้างรายได้ในวันหยุด วันละ 1,000-2,000 บาท อาหารการกิน แต่ละท้องถิ่นมีความแตกต่าง อาจมาจาก ประเพณีวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ และวัสดุที่มีอยู่ในแต่ละท้องถิ่น ที่จะนำมาทำอาหาร ขนมไทยๆ ที่มีมาแต่โบราณ หลายอย่างได้มีการสืบสานจากบรรพบุรุษ ที่ยังมีให้เห็นไม่มากนัก เช่น มะพร้าวแก้ว ขนมผิง เป็นต้น และยังมีขนมอีกประเภทหนึ่งที่ยังพอมีให้เห็น ขายอยู่ตามตลาดนัด แต่ไม่มีวางขายตามแผง และตามร้านทั่วไป คือขนมแป้งจี่โบราณ ทำจากแป้งทำขนมจีน ปั้นเป็นรูปกลม แบน นำไปย่างไฟร้อนๆ ให้กรอบนอกนุ่มใน มีรสหวานไม่มาก นางสาว วีรวรรณ คลังทรัพย์ พนักงานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบลป่าไร่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เล่าว่า หลังจากว่างจากงานประจำ ช่วงวันเสาร์ อาทิตย์ ได้ทำขนมแป้งจี่โบราณ ที่ได้รับสืบทอดมาจากคุณแม่ ที่ทำขายมานานแล้ว โดยทำขายที่ตลาดเทศบาลเมืองอรัญประเทศ จ.สระแก้ว และได้ช่วยแม่ทำขนมแป้งจี่มาตลอด หลังจากเรียนจบและได้ทำงานเป็นพนักงาน รพ.สต.ป่าไร่แล้ว และเมื่อถึงวันหยุด คือ วันเสาร์ ได้ทำขนมแป้งจี่โบราณ ขายที่ตลาดนัด คลองถม ที่บริเวณตลาดรถไฟอำเภออรัญประเทศ และวันอาทิต
ขนมเรไร มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน อย่างน้อยต้องมีอายุถึงเกือบ 200 กว่าปี ซึ่งคาดเดาได้ว่า น่าจะมีต้นกำเนิดมาจากในพระราชสำนัก เพราะพบปรากฏอยู่ในกาพย์เห่เรือชมเครื่องคาวหวานในสมัยรัชกาลที่ 2 นั่นเอง! ขนมเรไร (รังไร) คือ ขนมไทยในพระราชนิพนธ์ เป็นขนมไทยชนิดหนึ่ง สันนิษฐานว่าที่เรียกขนมเรไร เพราะมีลักษณะเหมือนรังของตัวเรไร (เรไร น. ชื่อแมลงชนิดหนึ่ง ตัวเขียว อยู่ในจำพวกจักจั่น หรือชื่อขนมชนิดหนึ่งเป็นเส้นคล้ายขนมด้วง แต่เส้นเล็กกว่า) และลักษณะเวลากดแป้งออกจากพิมพ์ที่กด จะมีเสียงบีบของตัวแป้งดังจี๊ดๆ เล็กน้อย ซึ่งอาจจะมีลักษณะคล้ายกับรังนกเล็กๆ ด้วย ขนมเรไร นั้นมีสีต่างกันออกไป เช่น ชมพู เขียว ฟ้า เหลือง ขาว ม่วงคราม เป็นต้น ขนมเรไร เป็นขนมไทยโบราณที่มีส่วนผสมมาจาก แป้ง กะทิ มะพร้าว และน้ำตาล และใช้สีในการตกแต่งอาหารเพื่อให้ดูสวยงาม โดยอาจใช้สีจากธรรมชาติหรือสังเคราะห์แล้วแต่ตามสะดวก เพราะบางสีอาจหาได้ยากตามธรรมชาติ ขนมเรไร นับว่าเป็นภูมิปัญญาของชาววัง ที่สามารถรังสรรค์ความอ่อนหวานของสีขนมเรไร ให้มีรสชาติที่นุ่มนวล ละมุนลิ้นของผู้ที่ได้ชิม และความหอมกรุ่นของน้ำลอยดอกมะลิ กะทิสด และงาขาวคั
กับข้าวหมักดองอร่อยๆ ของชาวเมืองน้ำเค็มแถบอ่าวไทยที่ผมกินมาตั้งแต่เด็กๆ คือ หอยแมลงภู่ดอง หรือมักเรียกกันสั้นๆ ว่า “หอยดอง” มันคือเนื้อหอยแมลงภู่แกะสดใหม่ ดองเกลือหรือดองน้ำปลาจนกลิ่นหมักกลิ่นเปรี้ยวสั่งสมได้ที่ กลายเป็นความอร่อย แบบที่คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ มักอธิบายว่า กับข้าวของชนชาวอุษาคเนย์ หรือแม้แต่ทั่วทั้งโลก มักมีหมวดสำคัญ คือกลุ่มวัตถุดิบที่ถนอมไว้กินนานๆ ซึ่งมีกลิ่นรสเป็นเอกลักษณ์ นั่นคือ “เน่าแล้วอร่อย” ใครเคยกิน หรือยิ่งถ้าชอบกินหอยแมลงภู่ดอง ก็คงซาบซึ้งดีนะครับ ว่ากลิ่นและรสเปรี้ยว เค็ม หวาน ของน้ำดองหอยนั้นมันเลอเลิศเพียงใด เนื้อหอยหรือก็ช่างนิ่มนวลชวนหลงใหล ไม่ว่าจะเค็มลึกแบบดองเกลือ หรือเค็มหอมแบบดองน้ำปลา ผมจำได้ว่าเคยเห็นพ่อกินเปล่าๆ กับข้าวสวยร้อนๆ แกล้มผักสดกรอบๆ จนอิ่มไปได้มื้อหนึ่งเลย ส่วนทางสายเมืองสมุทรสงครามของฝ่ายแม่และป้าผมนั้นจะกินซับซ้อนหน่อย คือ เอามาหลนกับหัวกะทิ เพิ่มเนื้อหอยแมลงภู่สดสับหยาบ ใส่เครื่องซอย อันมีหอมแดง ตะไคร้ ใบมะกรูด พริกชี้ฟ้าหั่นท่อน หลนหอยดอง ซึ่งเราหลับตาก็คงนึกภาพออกว่าดูหรูหรามากนี้ ปรุงง่ายมากๆ ครับ เพราะน้ำหอยดองนั้นมีรสชาติครบอยู่แล
ในจำนวนอาหารต่างประเทศที่คนไทยนิยมทาน เชื่อว่าลำดับต้นๆ คือ อาหารญี่ปุ่น ให้ลองสังเกตตั้งแต่ร้านริมทาง ร้านค้าในซอย ศูนย์การค้า หรือร้านหรูสไตล์บุฟเฟ่ต์ที่แม้จะมีอาหารหลายเมนู แต่อย่างไรก็ตาม ต้องมีอาหารญี่ปุ่นเสิร์ฟ เมนูที่คนไทยคุ้นเคยกันดี อาทิ ปลาดิบ ซูชิ เทมปุระ ราเมน NAGOMI (นาโงมิ) ร้านอาหารญี่ปุ่นสุดพรีเมี่ยม นำวัตถุดิบและเชฟกระทะเหล็กบินลัดฟ้ามาปรุงอาหารให้ทาน ชนิดว่าไม่ต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปไกลก็ได้ทานอาหารสดๆ จากดินแดนซากุระ คุณวรากร กติกาวงศ์ เจ้าของร้านนาโงมิ เล่าว่า ปัจจุบันทำหลายธุรกิจ อาทิ โรงงานผลิตชิ้นส่วนหุ่นยนต์ ผลิตรถบัสไฟฟ้า กระจกและฟิล์มติดรถยนต์ ลูกค้าและเพื่อนร่วมธุรกิจส่วนใหญ่เป็นชาวญี่ปุ่น ฉะนั้นเวลาพาคนเหล่านี้ไปสังสรรค์บ่อยครั้งต้องเดินทางจากแถวจังหวัดสมุทรปราการ เข้าไปใจกลางกรุงเทพฯ อย่าง ย่านทองหล่อ สุขุมวิท เลยมีความคิดอยากจะเปิดร้านอาหารเอง นอกจากคุณวรากรจะใช้บริการร้านอาหารญี่ปุ่นในเมืองบ่อยแล้ว เขาบอกต่อว่า ในย่านจังหวัดสมุทรปราการ โดยเฉพาะละแวกหมู่บ้านนันทวัน ถนนศรีนครินทร์ ยังไม่มีร้านอาหารญี่ปุ่นที่เป็นแบบพรีเมี่ยม เลยเห็นลู่ทางลงทุนเปิดร้านอาหาร “จ
ถึงตอนนี้ ผมก็ยังเห็นเห็ดป่าที่มนุษย์เพาะพันธุ์เองไม่ได้ สารพัดชนิดวางขายบนแผงผักในตลาดสดหนาตาอยู่นะครับ มันเป็นเพราะว่าเดี๋ยวนี้การคมนาคมขนส่งสินค้าสะดวกรวดเร็วมาก ผักหญ้าแปลกๆ เนื้อกุ้งปูปลาจากท้องถิ่นต่างๆ โดยเฉพาะเห็ดแรกฝนเลยมีทันให้กินตามแผงผักพื้นบ้านในตลาดเช้าเย็นทั่วประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ไล่มาตั้งแต่ เห็ดโคน เห็ดกระด้าง เห็ดเผาะ เห็ดเสม็ด และเห็ดผึ้งหรือเห็ดตับเต่า ใช่ครับ เห็ดตับเต่า ที่ “ขึ้นอยู่ริมเถาย่านาง มองเห็นบัวสล้าง ลอยปริ่มริมบึง..” ในเนื้อร้องอันมีเลศนัยท่อนหนึ่งของเพลงมนต์รักลูกทุ่ง อันลือลั่น ประพันธ์โดย ไพบูลย์ บุตรขัน นั่นแหละครับ เห็ดตับเต่าดอกใหญ่ๆ อาจโตได้กว่ากำปั้นคน เมื่อยังอ่อนเนื้อกรุบกรอบ แก่หน่อยก็เริ่มจะนิ่มๆ เป็นเห็ดที่พอเอามาปรุงอาหาร จะมีสีคล้ำของเนื้อเห็ดออกมาปน แถมออกแนว “กลิ่นดิน” ด้วย แต่อย่างไรก็ดี กลิ่นดินซึ่งผ่านการสังเคราะห์ของพืชจนกลายเป็นน้ำเป็นเนื้อตัวของมันไปแล้ว ย่อมจะหอมๆ มากนะครับ เสน่ห์ของเห็ดตับเต่าอีกอย่างหนึ่งคือความเป็นเมือกลื่นของผิวเนื้อเห็ดอ่อนที่กรอบอร่อย ถ้าพูดอย่างเว่อร์นิดๆ คือมันเหมือนเราได้กินโอชะข
“ไม่อยากให้มองว่า Midnight A Cocoa เป็นธุรกิจ เพราะเป็นร้านที่เปิดเพื่อความสุขและความชอบ ” คำพูดของ คุณเดียร์–ทิสลักษณ์ คำงาม วัย 30 ปี เจ้าของร้าน Midnight A Cocoa ร้านโกโก้ชื่อดัง ที่สร้างความอร่อยมายาวนานถึง 2 ปี โกโก้ร้านนี้เป็นที่พูดถึงในโลกโซเชียลมานานแทบทุกวี่วัน จนหลายคนต้องตามไปกิน จากความชอบ สู่ร้าน Midnight A Cocoa Midnight A Cocoa (มิดไนท์ อะ โกโก้) สร้างความอร่อยมานาน 2 ปี แรกเริ่มคุณเดียร์ไม่ได้ขายโกโก้ แต่เป็นคนที่ชอบกินโกโก้ ด้วยทำงานเป็นฟรีแลนซ์ ตัดต่อ และออกแบบตามสายศิลปกรรมที่เรียนจบมาจากวิทยาลัยเพาะช่าง เวลาทำงานส่วนใหญ่คือตอนกลางคืน ดึกดื่นก็ยังนั่งทำงานอยู่ และเพราะโกโก้เป็นตัวช่วยผ่อนคลายได้ดี คุณเดียร์จึงชงโกโก้ดื่มเอง “ตอนดึกๆ หาร้านโกโก้ดื่มยากมาก แทบจะไม่มีร้านไหนเปิด เลยคิดว่า ถ้าเราชอบกินโกโก้ขนาดนี้ ก็เปิดร้านเองเลยจะดีกว่า” คุณเดียร์ใช้พื้นที่หน้าบ้าน ซึ่งเป็นมุมหน้าต่าง เปิดร้านโกโก้เล็กๆ โทนเหลือง ตกแต่งมีสไตล์ ชื่อร้าน Midnight A Cocoa ซึ่งที่มาของชื่อร้านเป็นคำที่มาจากแนวคิดหลายอย่างรวมกัน เพราะเปิดตอนกลางคืน จึงมีคำว่า Midnight ส่วน A Coc
สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ชาวเฮลท์คิทเช่น ทุกคน เมนูครั้งนี้เราจะใช้มะเขือม่วงมาเป็นพระเอกของงานอีกครั้ง ถ้าเพื่อนๆ จำได้ เจ้ามะเขือยาวนี้วินได้เคยนำมาชวนเพื่อนๆ เข้าครัวกันแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นพิซซ่ามะเขือม่วง หรือ มีทบอลมะเขือม่วง กันแล้วนั่น ในปัจจุบันคนไทยก็เริ่มหันมารู้จักและนำเจ้ามะเขือม่วงมาทำอาหารกันมากขึ้น วินจึงขอนำเมนูดัดแปลง ทำง่าย ทงคัตซึแบบชาวเฮลท์คิทเช่น กันดีกว่า อยากทานผัก แต่มื้อนี้เบื่อผักสีเขียวจัง เปลี่ยนมาทานเจ้าผักสีม่วงกันดีกว่า เพราะเจ้ามะเขือม่วงนี้อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก วิตามินเอและบี อีกทั้งยังมีสารแอนโทไซยานิน ที่ทำให้เห็นเป็นสีม่วงในมะเขือม่วง ที่มีส่วนช่วยในการต้านอนุมูลอิสระได้ดี ชะลอความเสื่อมของเซลล์และดวงตา ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง และลดการบีบตัวของกล้ามเนื้อ บำรุงหัวใจ และยังทำหน้าที่เหมือนอินซูลิน ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ช่วยลดปริมาณน้ำตาลในเลือดอีกด้วยนะคะ สรรพคุณดีขนาดนี้ นอกจากนำมะเขือม่วงมาย่าง หรือลวกน้ำ จิ้มน้ำพริกทานแล้ว ขอแนะนำเพื่อนมาทำทงคัตซึฉบับง่ายแสนง่าย ทำเอง อร่อยได้ประโยชน์สไตล์เฮลท์คิทเช่น กันเลยดีกว่าค่า ส่วนผสม
กล้วยปิ้ง ขนมหวานแสนอร่อย ถือเป็นการแปรรูปนำวัตถุดิบจากสิ่งที่มีอยู่มาสร้างเป็นอาชีพด้วยวิธีการอันง่ายดาย ที่สำคัญต้นทุนต่ำ จะเห็นได้จากตามตลาด ตรอก หรือซอกซอย มักจะมีร้านกล้วยปิ้งอยู่แทบทั้งนั้น ด้วยเป็นขนมทานง่าย อิ่มท้อง คนไทยจึงนิยมกิน คุณไผ่-ครองศักดา สีสังข์ อายุ 33 ปี เจ้าของร้านกล้วยปิ้งคิงคองเล่าให้ฟังว่า ที่บ้านทำสวนกล้วย ปลูกกล้วยน้ำว้าพันธุ์ไส้ขาวมากว่า 10 ปี ส่งขายตลาด และวางจำหน่ายหน้าบ้าน แต่ช่วงหลังมานี้มีเกษตรกรปลูกกล้วยจำนวนมาก ส่งผลให้กล้วยล้นตลาด ราคาตกเหลือเพียงหวีละ 2-3 บาทเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น ลูกชายเจ้าของสวนอย่างตน จึงหาทางระบายผลผลิตออกสู่ตลาดด้วยการแปรรูปเป็นกล้วยปิ้ง ตั้งชื่อ “กล้วยปิ้งคิงคอง” ปัจจุบันเปิดมาได้ 2 ปี ร้านตั้งอยู่ที่ บ้านเลขที่ 205/13 ถนนบ้านดอนตูม ซอย 5 ต.บ้านโป่ง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ใช้พื้นที่หน้าบ้านเปิดเป็นร้านเล็กๆ โดยก่อนหน้านี้คุณไผ่ทำงานวนเวียนในสายงานเกี่ยวกับสิ่งที่เรียนมาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพสัตว์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตบางพระ ทำอยู่ 5 ปี เรียกได้ว่าทำครบหมดแล้วตั้งแต่ผลิต แปรรูป กระทั่งอาหาร บวกกับอายุที่
สูตรเด็ด “เป็ดย่างไดโว่ ลพบุรี” เคยขายดิบขายดีจนต้องขยายกิจการถึง 7 สาขา แต่ต้องมาฟุบหนักในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำปี 2540 ทำให้เส้นทางชีวิตของ “คมสัน เจียรวนิชพงษ์” เจ้าของร้านพ่วงตำแหน่งพ่อครัวใหญ่ต้องมีอันพลิกผันหลายตลบ ระหว่างทางที่พลิกผัน คมสันผันตัวไปทำงานในโรงแรม ไต่ระดับจนก้าวสู่เชฟใหญ่ในโรงแรมหลายแห่งที่พัทยา จากนั้นหันเหไปเปิดร้านของตัวเอง ล่าสุด ตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตพ่อค้าเป็ดย่าง-เป็ดพะโล้ สไตล์ลูกทุ่งริมทางใต้ร่มเพิงพักสังกะสีที่พัทยา เปิดขายเป็ดย่าง-เป็ดพะโล้ มีทั้งก๋วยเตี๋ยวและข้าว ในชื่อร้าน “บ้านก๋วยเตี๋ยวเป็ด” เปิดได้ไม่ถึงเดือน ลูกค้าเข้าออกร้านเป็นว่าเล่น ด้วยรสมือพ่อครัวระดับภัตตาคาร แต่เมื่อมาขายริมทางก็เป็นอันลาภปากคนกิน เพราะเคาะราคาขายจานละ 40 บาทเท่านั้น ทั้งข้าวและก๋วยเตี๋ยว ถ้าเป็นเป็ดพะโล้ หรือเป็ดย่างอย่างเดียวก็ 120 บาท เป็ดนั้นคัดสรรเฉพาะไซซ์ใหญ่ที่สุด คือ XXL และต้องเป็นเป็ดเชอรี่เท่านั้น เพราะมีเนื้อนุ่มและมันเยอะ นำมาย่างจะอร่อยมาก ตัวหนึ่งหนักประมาณ 3.4 กิโลกรัม นำมาหั่นเสิร์ฟชิ้นใหญ่เต็มปากเต็มคำ สำหรับเป็ดพะโล้ของเชฟคมสันนั้นถือว่ามาจากประสบการณ์ทั้งชีวิต
พูดถึงทุเรียนไม่ใช่แค่กินผลสุกๆ เท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นขนมอย่างอื่นได้อีก ที่จะเห็นบ่อยๆ คงเป็นข้าวเหนียวทุเรียน แต่ที่เราจะพูดถึงนี้คือ ขนมเปี๊ยะไส้ทุเรียนหมอนทองไข่เค็ม เหมือนทุเรียนตั้งแต่รูปลักษณ์ภายนอกจนถึงไส้ข้างในเลยทีเดียว ด้วยกำลังเป็นกระแสอยู่นี่เอง เส้นทางเศรษฐีออนไลน์สอบถามไปยัง คุณฝน-พนัชกร ตาคำ วัย 25 ปี เจ้าของไอเดีย ขนมเปี๊ยะไส้ทุเรียนหมอนทองไข่เค็ม ได้ความว่า คุณฝนเปิดร้านเบเกอรี่อยู่แล้วร่วม 3 ปี ส่วนขนมเปี๊ยะทุเรียนเพิ่งเริ่มทำช่วงหน้าทุเรียน “เห็นขนมเปี๊ยะรูปแบบเดียวกันจึงลองทำตาม ทำเสร็จนำไปโพสต์ในกลุ่มเบเกอรี่ ปรากฏว่าได้กระแสตอบรับดีตั้งแต่วันแรกที่ทำขาย” มีเพื่อนๆ ในกลุ่มเข้ามาแชร์เข้ามาสั่งออร์เดอร์ดี เริ่มจากวันละ 100 ชิ้น จากนั้นเพิ่มเป็น สัปดาห์ละ 1-2 พันชิ้น มีทั้งขายปลีก-ส่ง สามารถสร้างรายได้เฉลี่ย 50,000 บาทต่อวัน ความพิเศษของขนมเปี๊ยะทุเรียน อย่างแรกคือ รูปลักษณ์ที่เหมือนทุเรียนอย่างกับโคลนนิ่งมา อย่างที่สองคือ ไส้ ซึ่งใช้เนื้อทุเรียนหมอนทองนำมากวนเป็นไส้จริงๆ ใส่ไข่เค็มเข้าไป เป็นไส้ทุเรียนไข่เค็ม บรรจุใส่กล่องรูปทุเรียนสุดแปลก มี 3 ไซซ์ให้
