แจกสูตรอาหาร และเครื่องดื่ม
ไก่ย่าง ริมทาง อาจเป็นเมนูชินตา ด้วยเพราะวัตถุดิบหาได้ง่าย เข้าถึงลูกค้าทุกกลุ่ม ไม่ต้องมีร้านใหญ่โต แค่รถเข็นหรือโต๊ะ 1 ตัว กับเตาย่างก็ขายได้แล้ว แต่ถ้าจะให้ขายไก่ย่างเสียบไม้คงจะธรรมดาเกินไป คุณหนูนา เจ้าของเรื่องราวนับจากนี้ จึงเกิดแนวคิด นำ “ต้นตะไคร้” มาใช้แทนไม้เสียบไก่ สร้างความแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร คุณหนูนา-จันทิมา นิลบุตร วัย 33 ปี เจ้าของร้าน ไก่ตะไคร้ แห่งตลาดโรงโป๊ะ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ที่เจ้าตัวอดีตเคยเป็นแม่ค้าขายเสื้อผ้า แต่เพราะเศรษฐกิจไม่เฟื่องฟูเหมือนเมื่อก่อน เลยเปลี่ยนอาชีพมาขายอาหารแทน เพราะเชื่อว่าของกินยังไงก็ขายได้-ขายง่ายกว่า เกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของ “ไก่ตะไคร้” เธอบอก ปกติจะเห็นไก่ย่างเสียบไม้ทั่วไป จึงอยากลองทำอะไรแปลกใหม่ดูบ้าง เพราะคนเริ่มเบื่ออาหารแบบเดิมๆ กระทั่งนำ ต้นตะไคร้มาเสียบไก่ย่างแทนไม้ เกิดเป็น “ไก่ตะไคร้” ทำขายมาได้ 2 ปีกว่าแล้ว จุดเด่นของไก่ตะไคร้ คือ ใช้ต้นตะไคร้มาเสียบเนื้อไก่แทนไม้ที่เห็นตามทั่วไป เพราะต้องการสร้างความแปลกใหม่ให้กับตัวสินค้า สร้างเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร และตะไคร้ยังเป็นสมุนไพรไทยที่หาได้ง่าย นำมาย่างแล้วมีกลิ่นหอม ไม
“…จะดีแค่ไหน ถ้าทุกเมนูอาหารจะกลายเป็นเรื่องง่ายและอร่อยแซบสุดติ่ง ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ก็เนรมิตอาหารรสอร่อย ด้วย “น้ำนัวส์ ลาปาญ่า” ในชั่วพริบตา ไม่เกิน 1 นาที” …………… เนื้อหาข้างต้น เป็นประโยคประชาสัมพันธ์ของผลิตภัณฑ์น้ำปรุงรสมะนาวสด ที่สามารถนำไปเป็นรสชาติหลักของทั้งส้มตำ ยำทุกชนิด และก๋วยเตี๋ยว ภายใต้แบรนด์ “น้ำนัวส์ ลาปาญ่า” โอท็อป 5 ดาวของจังหวัดกำแพงเพชร มี คุณคุณานนต์ ทองงิ้ว เป็นผู้ดูแล เริ่มต้นแนะนำตัว พื้นเพเป็นชาวกำแพงเพชร จบการศึกษาคณะศิลปะการแสดง เอกการละคร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ก่อนหน้านี้เคยเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาด้านการแสดง เปิดบริษัทออร์แกไนซ์ รับจัดงานแต่งงาน เปิดตัวสินค้า หลังแต่งงานมีครอบครัว หันมาเปิดร้านอาหาร ใช้ชื่อว่า ร้านอาหารไทยสี่ภาค ลาปาญ่า มีเมนูไฮไลต์ เป็น “ส้มตำ” รสชาติถูกปากของใครหลายคน ส่วนสาเหตุที่ทำให้ “ส้มตำ” ได้รับการกล่าวถึงกันอย่างกว้างขวางในหมู่ลูกค้านั้น อาจเพราะทางร้านของเขามีสูตร “น้ำปรุงรส” ที่ทำออกมาได้จัดจ้านโดนใจ ปรุงเมื่อไหร่อร่อยเมื่อนั้นเหมือนกันทุกครั้งที่สั่ง คุณคุณานนต์ ทองงิ้
“บุ๊นหม็อก” (Bún Mộc) เป็นอาหารเส้นทางภาคเหนือของเวียดนาม เป็นขนมจีนที่มีน้ำซุปเหมือนก๋วยเตี๋ยวคือเป็นน้ำซุปซี่โครงหมู หรือจะใช้กระดูกหมูส่วนอื่นด้วยก็ได้ขอให้มีเนื้อติดกระดูกด้วย เช่นกระดูกคอหมู โดยนำกระดูกหมูไปลวกน้ำทิ้งครั้งหนึ่งเพื่อกำจัดกลิ่นคาว ไขมัน เลือด และสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ จากนั้นจึงนำกระดูกหมูลงต้มพร้อมกับหอมหัวใหญ่ เห็ดหอม (ในเวียดนามจะใช้ผงปรุงรสเห็ดที่ทำจากเห็ดขายเป็นกระปุก) ปรุงรสด้วยน้ำตาลกรวด เกลือ และพริกไทยเม็ดให้มีรสอ่อนๆ เคี่ยวประมาณ 1 ชั่วโมงเพื่อให้กระดูกหมูเปื่อยและน้ำซุปหวานได้ที่ ระหว่างนี้ก็มาเตรียมลูกชิ้นหมู ลูกชิ้นแบบนี้เองที่คนเวียดนามเรียกว่า “หม็อก” (Mộc) ถ้าเป็นที่เวียดนามเขาจะมีขายแบบบดสำเร็จมาเลยเรียกว่า “หย่อซ้อม” (Giò sống) แต่เราบดเองได้โดยใช้เครื่องบดสับอาหาร ใส่เนื้อหมูผสมกับมันหมูลงไปบดให้ละเอียดเนียนเหนียว ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำปลา และพริกไทยปั่นอีกรอบให้เข้ากันดี หรือจะทุ่นเวลาด้วยการซื้อหมูเด้งมาแทนก็ได้ แล้วนำมาผสมเครื่องเพิ่ม ตักหมูบดใส่ชามโคมใบใหญ่ ใส่เห็ดหูหนูดำหั่นฝอยๆ คลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่ต้นหอมซอยลงไปคลุกให้เข้ากันอีกทีแล้วแบ่งเป็น 2
ทีมข่าวเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ลงพื้นที่สำรวจร้านขนมครกคุณภา ณ ตลาดวังหลัง ตรงข้ามโรงพยาบาลศิริราช คุณภา ชัยภา วัย 50 ปี เจ้าของร้านขนมครกคุณภา เจ้าเก่าตลาดวังหลังที่ขายมากว่า 20 ปี เล่าให้ฟังว่า เดิมทีเป็นจังหวัดสุรินทร์ ก็ทำขนมครกขาย ซึ่งช่วยกันทำกับภรรยา แต่ก็อยากขายได้เงินเยอะขึ้น จึงเข้ามาขายที่กรุงเทพฯ ได้ที่ขายในตลาดวังหลัง จึงตั้งร้านขาย ขายที่นี่มาประมาณยี่สิบปีได้แล้ว สูตรขนมครก เป็นสูตรโบราณของคนเฒ่าคนแก่ สืบทอดมาจากรุ่นย่ารุ่นยาย พ่อแม่เขาก็สอนให้ทำ ก็ทำมาตลอด จนเอามาขาย ก็ขายเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน ขายที่ตลาดวังหลังได้สักสองสามปี ก็เริ่มขายดีมากขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องมาปรับวิธีการทำขนมครกเพื่อให้ทันต่อความต้องการของคนซื้อ ที่มายืนรอ โดยวิธีการปรับนั้น คุณภา บอกว่า “ปรับโดยวิธีการหยอดขนมครก เพราะการหยอดทีละหลุมแล้วงัดขึ้นมาทีละหลุด ทีละหลุม มันทำให้เสียเวลามาก เลยใช้การราดแป้งไปทั่วทั้งถาดเพื่อให้สามารถยกขนมครกในถาดที่อังไฟขึ้นมาทั้งแผงได้ ก่อนจะเอากรรไกรมาใช้ตัดแยกทีหลังซึ่งง่ายและเร็วกว่า และที่ยังขายได้มาตลอด 20 ปี ทั้งยังมีคนมาต่อคิวซื้อ ขายได้ตลอด เพราะมีเคล็ดลับคือ ทำขนมค
เวลาจะทำอาหารบางครั้งทำเพราะอยากทาน บางครั้งทำเพราะได้วัตถุดิบมา แต่เมนูนี้ทำเพราะถูกใจภาชนะ! พอดีไปร้านอุปกรณ์เบเกอรี่ เห็นถาดฟอยล์รูปเปลือกหอยน่ารักดี น่าจะเอามาทำพาสต้าอบชีส เสิร์ฟเป็นที่พอรับประทานท่าจะดี เอาละได้ภาชนะแล้ว เข้าตลาดซื้อกุ้งสด ปลาหมึกกล้วยตัวย่อมๆ แคร์รอต หน่อไม้ฝรั่ง เห็ดรวม ใบพาร์สเลย์สำหรับตกแต่ง เส้นพาสต้าจะใช้แบบไหนดี มะกะโรนีแบบข้อก็ดีแต่จะธรรมดาไป เอาเส้นแบบเกลียว เรียกว่าฟูซิลลี่ดีกว่าค่ะ ส่วนชีสในตู้มีทั้งมอซซาเรลล่า (สีขาว โดนความร้อนแล้วจะเหนียว เยิ้ม) และเชดด้า (สีเหลือง แบบเดียวกับที่ใส่แฮมเบอร์เกอร์ เมนูนี้ภาชนะมีขนาดไม่ใหญ่ ส่วนประกอบมีหลายอย่าง จึงแนะนำให้หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ทั้งผัก ทั้งอาหารทะเล จะได้พอดีคำค่ะ แบ่งกุ้งแบบเป็นตัวเอาไว้แต่งหน้า แนะนำให้หั่นวัตถุดิบและลวกพอสุก เตรียมของไว้ก่อน แล้วจึงทำซอสขาวจะได้คลุกทีเดียว ชิม ใส่ถาดฟอยล์ โรยชีสแล้วอบ ลองทำ 2 แบบค่ะ อีกแบบโรยชีสก่อน อบสัก 15 นาที ให้พอเหลือง เอาออกมาโรยเกล็ดขนมปัง แล้วอบต่อให้เกล็ดขนมปังเหลืองกรอบ อร่อยอีกแบบค่ะ ผักที่เลือกใช้นอกจากรสชาติหวานแบบธรรมชาติซึ่งจะตัดกับเกลือที่โรย และมีสีสั
ขนมทองเอก เป็น 1 ในขนมไทยตระกูลทองสำหรับงานมงคล ผู้ช่วยศาสตราจารย์พงษ์ศักดิ์ ทรงพระนาม อาจารย์สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เล่าว่า ด้วยรสชาติความหวาน สีสันสวยงาม รูปทรงที่สื่อถึงความเป็นไทย ทั้งชื่อและความหมายก็เป็นสิริมงคล ไม่เพียงเท่านั้น ขนมทองเอกยังมีเอกลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งคือ ด้านบนหรือยอดของขนมจะมีทองคำเปลวติดอยู่ สื่อความหมายอันเป็นมงคลเสมือนการอวยพรให้เป็นที่หนึ่ง หรือเป็นหนึ่งเดียว เหมาะสำหรับงานแต่งงาน-อวยพรให้เป็นหนึ่งเดียวกัน และยังเหมาะกับการอวยพรหรือแสดงความยินดีในหน้าที่การงาน-แสดงถึงความก้าวหน้า การได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งในระดับที่สูงขึ้น เป็นที่หนึ่ง และได้พัฒนาสูตร เพิ่มคุณค่าสารอาหาร โดยสร้างสรรค์เป็นขนมไทยทองเอกสูตรฟักทอง ซึ่งเลือกใช้ฟักทองญี่ปุ่น (Japanese Pumpkin) จากโครงการหลวงมาเป็นส่วนผสมหลัก “พื้นที่มูลนิธิโครงการหลวงที่ปลูกฟักทองญี่ปุ่นหลายแห่ง ซึ่งศูนย์พัฒนาโครงการหลวงม่อนเงาะ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอีกหนึ่งแห่งที่ปลูกฟักทองญี่ปุ่นที่มีคุณภาพ ฟักทองญี่ปุ่นมีสารอาหารที่ดีต่อร่างกาย ทั้งธาตุเห
ครั้งแรกที่ผมเห็น “ลูกกาน้า” สดๆ วางขายเป็นเข่งๆ คือ ที่ตลาดตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ สมุทรปราการ ป้ายของบางร้านเขียนติดไว้ว่า “ลูกคะน้า” กันเลย บอกว่าส่งมาจากชลบุรี นอกจากลูกสดทรงยาวรีขนาดลูกตำลึงแล้ว ก็มีแบบที่ผ่าครึ่งลูก ดองเกลือ น้ำปลา หรือซีอิ๊ว ใส่ถุงพลาสติกขายถุงละ 20 บาท สีของลูกกาน้าดองที่ตลาดคลองด่านนี้ออกเขียวขี้ม้า น้ำดองสีเขียวจัดจนเกือบดำ คงจะดองน้ำปลามากกว่าดองเกลือ ตอนนั้น ผมซึ่งอยู่ในวัฒนธรรมกับข้าวภาคกลางแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยาและแม่กลอง นึกไม่ออกเลยว่าจะเอาลูกกาน้านี้มาทำอะไรกินได้ ความรู้เดิมคือมันเป็นผลเดียวกันกับลูกอะไรเขละๆ ที่อยู่ในผัดกาน้าฉ่ายซึ่งคนจีนกินกันในเทศกาลกินเจนั่นเอง คนทำครัวนั้นก็เหมือนกับอาชีพอื่นๆ นะครับ คือบางทีก็มองไม่ออก นึกไม่ถึงประเด็นที่ตนไม่เคยเห็นไม่เคยสงสัยมาก่อน ดังนั้น ถ้าอยากเป็นคนครัวที่เปิดหูเปิดตาบ้าง ก็ต้อง “ถาม” ครับ “เอาไปต้มปลาไง ปลาสดอะไรก็ได้ที่ชอบกินน่ะ พอใส่ปลาลงไปต้มในหม้อแล้วก็เทไอ้ลูกดองจากถุงนี่ตามลงไปเลย เอาน้ำดองของมันนั่นแหละ ปรุงรสเอา อร่อย” พี่คนขายบอก ส่วนอีกคนผสมโรงว่า “ต้มหมูสามชั้นก็ได้นะ อร่อยเหมือนๆ กันนั่นแหละ” ถึ
อดีตแม่ค้าขายส่งเสื้อผ้าแฟชั่น เรียนไม่จบปริญญาตรี เคยโดนโกงหมดตัว ชีวิตลำบากในช่วงมีลูกคนแรก อาศัยชอบกินขนมเค้ก ลงทุนตั้งต้น 2,000 บาท หาสูตรทางอินเตอร์เน็ต แล้วยืมเครื่องมือจากเพื่อนมาทำเค้กขาย บุกตลาดคนรายได้น้อย ขาย 3 ชิ้น 100 บาท เน้นส่งยี่ปั๊วทั่วประเทศ รายได้ปีที่ผ่านมาทะลุ 200 ล้านบาท เผยแผนธุรกิจปีนี้ออก 2 แบรนด์เบเกอรี่น้องใหม่หวังเจาะตลาดบน คุณประภากร ไชยมาตร หรือ คุณผึ้ง เจ้าของร้านขนมเค้ก Sweet’n Soft ให้ข้อมูลก่อนมาทำธุรกิจร้านเค้กว่า เมื่อก่อนเคยขายส่งเสื้อผ้าแฟชั่น ด้วยความที่ไม่มีประสบการณ์จึงโดนโกงเรียกว่าหมดตัวเลยทีเดียว ชีวิตลำบากมากเพราะช่วงนั้นเพิ่งคลอดลูกคนแรก สำหรับหนทางหารายได้ที่คิดออก คือ ขายขนมเค้ก โดยอาศัยยืมเครื่องมือจากเพื่อน ส่วนสูตรและกรรมวิธีการทำเค้ก เปิดจากอินเตอร์เน็ต สำหรับเงินลงทุนก้อนแรกที่หญิงสาวใช้ เธอบอกว่า ราว 2,000 บาท เมนูแรกที่ทำขายคือ “ชีสเค้ก” จำหน่ายราคาชิ้นละ 50 บาท ด้วยรสชาติที่ถูกปากลูกค้า วันแรกขายแถวสีลมนั้นหมดเกลี้ยง มีกำลังใจทำขายต่อ ผ่านไป 5 เดือนลองขายราคาถูกลงเป็น 3 ชิ้น 100 บาท ปรากฏขายดิบขายดี ยอดขายพุ่งกร
“ชะคราม” เป็นวัชพืชในดินเค็ม พบทั่วไปตามชายฝั่งทะเลที่น้ำเค็มขึ้นถึงแต่เป็นวัชพืชมากค่า ใครเคยไปแถวสมุทรสาคร-สมุทรสงคราม คงเคยได้เห็นพุ่มชะครามขึ้นอยู่แถวนาเกลือและตามป่าชายเลนเยอะเลย หน้าฝนจะแตกช่อใหม่อ่อนๆ ให้เก็บมาปรุงอาหารอิ่มหมีพีมันกันไปเลยทีเดียว ชะคราม หรือ ช้าคราม เป็นพืชทนเค็ม กิ่งก้านอวบน้ำ ใบแคบยาว พองกลม ปลายแหลมมีนวลจับขาว สีเขียวอมฟ้า ใบมีรสเค็ม ออกดอกตามซอกใบ แต่ส่วนที่นำมากินกันคือใบบริเวณยอดอ่อน ในทางวิทยาศาสตร์เราสามารถใช้ชะครามใช้เป็นดัชนีชี้วัดความเค็มของดินได้ โดยชะครามที่ขึ้นในดินเค็มจัดใบจะออกสีม่วงแดง ส่วนต้นที่ขึ้นในดินจืดใบจะออกสีน้ำเงิน และสำหรับชนิดที่มีสีเขียวสดหรือสีเขียวอมม่วงในฤดูแล้งจะเปลี่ยนเป็นสีแดงอมม่วงอ่อนๆ Suaeda maritima เนื่องจากเป็นวัชพืชที่เจริญเติบโตได้ง่ายในดินเค็ม ใบของชะครามจึงดูดเอาความเค็มจากดินมาเก็บไว้ เมื่อใบแก่ขึ้นเรื่อยความเค็มก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย เวลาเก็บชะครามมาปรุงอาหารจึงควรเลือกใช้ใบอ่อน นำมาล้างน้ำให้สะอาด ก่อนที่จะนำมากินต้องทำให้สุกก่อนโดยรูดเฉพาะใบ เหมือนรูดใบชะอม แล้วต้มคั้นน้ำทิ้งไป 2-3 ครั้ง เพื่อให้ลดความเค็มลงก่อ
อาหารพื้นบ้านขึ้นชื่อของจ.สตูลต้องยกให้ “ข้าวมันแกงตอแมะ” ซึ่ง พัชรี เกิดพรม ผู้สื่อข่าว จ.สตูล แนะนำของ ร้านบังหมาด โรตีโบราณ ร้านอาหารมุสลิมเก่าแก่ คงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ในการปรุงอาหารแบบฉบับพื้นเมือง แคทรียา นราจร อายุ 32 ปี ทายาทสูตรอาหารโบราณนี้ บอกว่า ทุกอย่างต้องทำอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่การเลือกซื้อปลา การทำเครื่องแกงสำหรับปรุงรส รวมทั้งข้าวสารที่ต้องมี 2 ชนิด ที่มาผสมปนกันไม่ให้ข้าวนิ่มหรือแข็งจนเกินไป ที่สำคัญ ไม่มันเลี่ยนไม่หวานเกินไป มีความกลมกล่อมเมื่อทานกับอาจาด และข้าวปรุงอย่างดี วิธีทำ เริ่มจากเคี่ยวน้ำกะทิจนแตกมัน ใส่ปลาสดๆ ทั้งปลากะพง ปลาหม่อง ปลาอิคุด เติมรสชาติกลมกล่อม แล้วต้มให้เครื่องแกงเข้าเนื้อปลาประมาณ 2 ชั่วโมง ปิดท้ายใส่มะเขือยาวหั่นเป็นชิ้นใหญ่ลงไป ส่วนขั้นตอนหุงข้าวมัน เริ่มจากใส่ขิงและน้ำมันลงไปในข้าวสารที่เตรียมหุง คลุกจนหอมได้ที่ จึงนำไปหุงให้สุก ด้าน อาจาด ซอยแตงกวาเป็นชิ้นเล็กๆ ปรุงด้วยน้ำส้มสายชูและน้ำตาล ข้าวที่ร้านบังหมาดนิยมใช้ ข้าวสารหอมมะลิ ผสมกับข้าวขาว 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อไม่ให้เม็ดข้าวแข็งหรือนิ่มจนพองเกินไป หากตักราดแกงตอแมะบนข้าวจะทำให้ไม่แฉะ ข้า
