แจกสูตรอาหาร และเครื่องดื่ม
“ชีวิตคนเราไม่แน่ไม่นอน” ประโยคดังกล่าวนี้ เห็นจะจริงที่สุดสำหรับ คุณชวพจน์ ชูหิรัญ หรือ “เฮียนพ” ผู้ผ่านชีวิตจากจุดต่ำสุด ขนาดที่ว่าบ้านซุกหัวนอนแทบจะยังไม่มี ผ่านงานมาแล้วนับร้อยอาชีพ ทั้งพนักงานรักษาความปลอดภัย คนขับแท็กซี่ ขับวินมอเตอร์ไซค์ มาสู่ เถ้าแก่โรงงานหมูปิ้ง ที่มีออร์เดอร์เฉลี่ยวันละ 100,000 ไม้ อ่านไม่ผิดหรอกค่ะ เฉลี่ยวันละหนึ่งแสนไม้ ชีวิตที่ผกผัน ลงต่ำสุด ขึ้นสูงสุดนี้ ไม่ใช่อยู่ๆ ก็ได้มา หากแต่ต้องผ่านประสบการณ์ ผ่านร้อน ผ่านหนาว กระทั่งมาสู่จุดนี้ คุณนพ เล่าว่า จบการศึกษาแค่มัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังจากเรียนจบ ทำงานโรงงานอีก 10 ปี ผันไปสู่พนักงานโรงแรม จนกระทั่งเข้าสู่ปี 2540 วิกฤตต้มยำกุ้ง ก็ถูกเลิกจ้าง จากนั้นก็ดิ้นรนทำและพยายามหาอาชีพอีกหลายอาชีพ ทั้งค้าขายตามตลาดนัด เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย ไปเรียนการทำน้ำยาล้างจาน เรียนทำไอศกรีม พร้อมๆ กับออกไปขับแท็กซี่ ขับวินมอเตอร์ไซค์แถวสถานีตำรวจ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี และชีวิตมาสู่จุดผกผันครั้งยิ่งใหญ่เมื่อได้รู้จักกับกลุ่มแม่บ้านโรงพักตำรวจปากเกร็ด ที่กลุ่มแม่บ้านนี้เอง คุณนพได้สูตรการทำหมูปิ้ง
ปีนี้ผลไม้ออกเยอะ มังคุดก็ออกเยอะตามทุเรียน เลยเอามายำให้ชื่นใจเล่น ยำมังคุดเป็นอาหารของทางภาคตะวันออกแถวระยอง จันทบุรี บางครั้งผลผลิตออกเยอะแล้ว รับประทานสดก็แล้ว กวนก็แล้ว มีคนลองนำมาทำเป็นอาหารคาวดู ออกมารสชาติดี เลยเป็นที่นิยมกันค่ะ ควรเลือกมังคุดลูกเล็กๆ จะได้ไม่มีเม็ดใหญ่ให้รำคาญเวลารับประทาน เวลาปอกมังคุดเหลือแต่เนื้อขาวๆ ระหว่างกลีบจะมีเส้นสีชมพูอยู่ให้ใช้ปลายมีดเขี่ยเอาเส้นออกเพื่อไม่ให้ขม แล้วค่อยๆ ใช้ปลายมีดเขี่ยเนื้อมังคุดออกเป็นกลีบๆ อย่าใช้มือบิ เนื้อมังคุดจะช้ำไม่สวยค่ะ มาดูส่วนผสมกัน ส่วนผสม เนื้อมังคุด เนื้อหมูบด กุ้งลวก น้ำยำ น้ำตาล น้ำปลา มะนาว พริกขี้หนู ใบสะระแหน่ หอมแดงซอย วิธีทำ ผสมน้ำยำในชามก่อนโดยผสมน้ำตาล น้ำปลาและมะนาว คนให้เข้ากัน ชิมรสชาติให้ถูกปาก นำหมูปรุงรสกับซีอิ๊วขาว พริกไทย รวนในกระทะใส่น้ำเล็กน้อย รวนให้สุก หมูจะนุ่มและไม่แห้ง เคล้าหมูรวนให้เข้ากับน้ำยำ เติมกุ้งลวก เคล้าเบาๆ ตามด้วยเนื้อมังคุด เคล้าเบาๆ ให้เข้ากัน ใส่พริกขี้หนูหั่น หอมแดง เคล้าให้เข้ากัน จัดใส่จาน ควรชิมมังคุดก่อนนำมายำว่ารสชาติเป็นอย่างไร ถ้ามังคุดหวานแล้วก็ไม่ต้องใส่น้ำตาลเยอะ ถ้า
ชาวอาเซียนคงเป็นผู้ที่ชอบกินจุบกินจิบ เห็นได้จากการที่มีอาหารกินเล่นมากมายกันทุกชาติ เรากินกันได้ทั้งวี่ทั้งวันตั้งแต่ลืมตาตื่นจนถึงก่อนนอน บางทีหลับไปแล้วยังฝันถึงเรื่องกินได้อีก ชาวเวียดนามก็เช่นกัน สตรีตฟู้ดของเขาขึ้นชื่อไม่น้อยหน้าชาวไทย มีของกินขายกันทุกถนนทั้งกินจริงกินเล่น ของกินเล่นอย่างหนึ่งที่เห็นได้บ่อยๆ คือ ข้าวโพดผัดกุ้งแห้ง ที่เรียกว่า “บั๊บส่าวโตม” (Bắp Xào Tôm) ส่วนมากจะใช้ข้าวโพดข้าวเหนียวเมล็ดอ้วนๆ เหนียวนุ่มอร่อย ในเมืองไทยข้าวโพดข้าวเหนียวหายากจะใช้ข้าวโพดหวานสีเหลืองแทนก็ได้ตามสะดวก เพราะชาวเวียดบางคนก็นิยมข้าวโพดหวานเช่นกัน วิธีทำก็ง่ายเกินความอร่อย ขั้นแรกให้นำข้าวโพดดิบมาฝาน ตั้งกระทะใส่น้ำมันหมู ใส่กุ้งแห้งจะเป็นกุ้งแห้งฝอยหรือกุ้งแห้งเนื้อก็ได้ตามสะดวก ทอดกุ้งแห้งแล้วตามด้วยข้าวโพดฝาน ปรุงรสด้วยน้ำปลาและน้ำตาลทรายเล็กน้อยผัดให้เข้ากัน เมื่อข้าวโพดสุกให้ใส่ต้นหอมซอยลงไป ต้นหอมนี้ใส่มากหน่อยจะอร่อยเพราะเป็นตัวชูรสชูกลิ่น ผัดอีก 2-3 ทีก็เสร็จเรียบร้อย ตักใส่จานเสิร์ฟ หากชอบเผ็ดก็เหยาะซอสพริกศรีราชาลงไป อันว่าซอสพริกศรีราชาชื่อไทยนี้ ชาวเวียดนามก็เรียกซอสพริกว่า
เปิดตำรับสุกี้แบบไทยกับน้ำจิ้มรสเด็ด ส่วนผสมซอสสุกี้ เต้าหู้ยี้แดง 2 ก้อน น้ำเต้าหู้ยี้ 3 ช้อนโต๊ะ กระเทียมดอง 1 ช้อนโต๊ะ น้ำกระเทียมดอง 3 ช้อนโต๊ะ ซอสพริก 1/2 ถ้วย น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ น้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ พริกชี้ฟ้าแดงหั่น 1/4 ถ้วย พริกขี้หนูสวน 2 ช้อนชา รากผักชีหั่น 1 ช้อนโต๊ะ ใบผักชี 2 ช้อนโต๊ะ กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาว 1 ช้อนชา งาขาวคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ วิธีการทำ ปั่นทุกอย่างรวมกัน ยกเว้น งาขาว เทน้ำจิ้มใส่ถ้วย โรยงา จบครับ ที่เหลือไปต้มน้ำซุปอร่อยๆ เตรียมหาผัก วุ้นเส้น บะหมี่ เครื่องสุกี้ พวกเนื้อต่างๆ หมักน้ำมันงา และ เบกกิ้งโซดาเล็กน้อย
เรื่องที่เราควรสนใจที่สุด กลายมาเป็นเรื่องสุดท้ายที่เราให้ความสนใจ นั่นคือเรื่องสุขภาพ และการกิน การรีบเร่ง ทำให้เราละเลยเรื่องอาหารการกิน ในเมืองเชียงใหม่ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่ฉันอาศัยอยู่ ยามเช้าจะมีหมูปิ้งกับข้าวเหนียวขายอยู่ตามถนนสายต่างๆ นั้น หมายความว่าเด็กๆ ต้องกินข้าวเหนียวกับหมูปิ้งในยามเช้าเสมอ ก่อนไปโรงเรียน ไม่ได้มีอาหารที่หลากหลาย ไม่ได้มีผักกิน สมัยฉันเป็นเด็ก เรากินข้าวเช้าไปโรงเรียนทุกวัน บ้านฐานะไม่ดี ค่อนข้างไปทางลูกมากยากจนเอาเลยทีเดียว และเราก็ไม่ค่อยจะพอใจเท่าไหร่กับวิถีแบบนี้… วิถีแบบนี้คือ พ่อจะปลูกผักไว้กินเอง ปลูกทุกอย่าง แต่ที่มากที่สุดก็คือผักบุ้ง กับ ถั่วฝักยาว ผักกาดเขียว ส่วนมะละกอนั้นขึ้นเองหลังบ้านมากมาย เรียกว่าลอกอข้างครัว เป็นสิ่งไร้ค่ามาก พี่ชายคนโตต้องทำกับข้าวให้น้องๆ กิน และเขาชอบแกงเลียงมะละกอมากๆ เลย น่าจะเป็นเพราะว่าทำง่าย ใส่กุ้งแห้ง กะปิลงไป ตามด้วยมะละกอที่ห่ามๆ ใกล้สุกที่ยังกรอบอยู่ เขาว่ามันหวานดี หวานมะละกอ และผักหวานบ้าน เพียงแค่นี้แหละ แกงเลียงให้น้องกินก่อนไปโรงเรียน บางวันก็ผัดผักบุ้งกระทะใหญ่ ผัดกับหัวกะทิ เพราะบ้านเรามีสวนมะพร้าว คั้น
อดีตเซลล์ขายนาฬิกาจบปวช.ลูกชายคนโตแม่ค้าขายผลไม้ที่ชุมพร มองเห็นโอกาสทำเงินจากทุเรียนหมอนทอง ด้วยการนำมาเพิ่มมูลค่าเป็นขนม ตั้งชื่อยี่ห้อว่า “ชายน้อย” ช่วงแรกบุกตลาดร้านขายของฝากนาน 5 ปี ราวปี 51 ยกเครื่องกิจการให้มีมาตรฐาน จากนั้นเข็นสินค้าเข้าไปขายในเซเว่น อีเลฟเว่น โกยรายได้เดือนละ 4 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขายปี 60 ราว 130 ล้านบาท อีก 2 ปี ดันกิจการเข้าตลาดหลักทรัพย์ นำทุเรียนมาเพิ่มมูลค่า หวังไกลขายใน 7-11 กระแสตอบรับดี โกยรายได้ 100 ล้าน คุณสุรพงษ์ ณรงค์น้อย หรือคุณเอก ในวัย 39 ปี เจ้าของ บริษัทชายน้อยฟู้ด จำกัด ผู้ผลิตทุเรียนทอดและกล้วยเล็บมือนางแปรรูป แบรนด์ “ชายน้อย” เล่าที่มาธุรกิจว่า พื้นเพเป็นคนจังหวัดชุมพร เกิดและเติบโตมาท่ามกลางครอบครัวที่มีอาชีพค้าขาย โดยคุณแม่จะมีหน้าที่ไปตระเวนซื้อผลไม้ตามสวน จากนั้นนำไปขายต่อที่ตลาดสี่มุมเมือง จ.กรุงเทพฯ กระทั่งปี 2546 คุณเอก บอกว่า หนึ่งในผลไม้ที่คุณแม่รับซื้อไปขายต่อ ก็คือ “ทุเรียน” ราคาตกเหลือเพียงกิโลกรัมละ 7 – 10 บาท จึงคิดหาหนทางเพิ่มมูลค่า นั่นคือ นำมาทอด แล้วส่งขายตามร้านขายของฝากแถบ จ.เพชรบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่ง
แม้เคยเป็นน้องใหม่ ซึ่งมีทั้งรุ่นเก๋า รุ่นใหญ่ ครองตลาดใน “เมืองก๋วยเตี๋ยว” อยู่ก่อนหน้า แต่อาจเพราะความแปลกใหม่ในรสชาติ และการนำเสนอ ทำให้ภายในเวลาไม่กี่เดือน “ก๋วยเตี๋ยวปากหม้อ-เรนโบว์” ได้รับความสนใจไม่น้อย บางวันถึงขั้นต้อง “รอคิว” หากกระแสความนิยม ในรสชาติของก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ ใช่ว่าจะมาแบบ “วูบเดียว”หมดไป เพราะด้วยความพยายามตั้งใจไม่หยุดพัฒนาและสร้างสรรค์คุณภาพอาหารนั้น ส่งผลให้กิจการยืนระยะได้เป็นอย่างดีมาแล้ว…หลายปี คุณวุธ (กลาง) คุณวุธ-ศราวุธ อันล้ำเลิศ เจ้าของกิจการวัยสี่สิบ กรุณาสละเวลามานั่งพูดคุยด้วยใบหน้ายิ้มแย้มกันเอง เริ่มให้ฟัง พื้นเพเป็นคนสมุทรสงคราม ก่อนหน้ายึดอาชีพพ่อค้าเร่ขายเสื้อผ้า ทำให้เดินทางไปทั่ว กระทั่งมีโอกาสได้ไปทาน “ก๋วยเตี๋ยวปากหม้อ” ของดังประจำอำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา รู้สึกติดใจในรสชาติตั้งแต่คำแรก ช่วงขายเสื้อผ้าอยู่ที่พัทยา จังหวัดชลบุรี คิดอยากค้าขายอาหารเป็นอาชีพเสริม กระทั่งนึกถึงก๋วยเตี๋ยวชามโปรด ซึ่งน่าจะเป็นเมนูแปลกใหม่สำหรับคนต่างถิ่นและต่างชาติ เลยเชิญต้นตำรับมาช่วยสอนการทำตามสูตรดั
เริ่มต้นสาขาแรกจนถึงปัจจุบันมาได้กว่า 18 ปีแล้ว สำหรับ “ยากินิกุ” หรือร้านเนื้อย่างสไตล์ญี่ปุ่น แบรนด์ดังอย่าง “ไจแอนท์ส” ซึ่งก่อนหน้านี้เคยสร้างปรากฏการณ์ “ลูกค้าคอยคิว” จนนึกว่าแจกฟรี เรียกเสียงฮือฮาให้กับวงการร้านอาหารมาแล้ว ทำให้หลายคนนึกสงสัย นักลงทุนต่างชาติ เข้ามาโกยกำไรเข้าประเทศตัวเองอีกแล้วหรือนี่ แต่ข้อเท็จจริงในประเด็นดังว่าก็คือ เจ้าของกิจการ “ขายดิบขายดี” เจ้านี้ไม่ใช่กลุ่มทุนใหญ่โตอะไร เป็นเพียงครอบครัวไทยเชื้อสายจีนไหหลำ หัวหน้าครอบครัวมีอาชีพหลักเริ่มต้นจากกรรมกรแบกไม้ ขณะที่ “ลูกชายคนโต” อยากมีกิจการเป็นของตัวเอง หวังสร้างรายได้มากพอจะ “ล้างหนี้” ให้กับครอบครัวได้…ก็เท่านั้น คุณหนึ่ง-หนึ่งฤทัย ตวงโชคดี เจ้าของกิจการ วัยสี่สิบเศษ พื้นเพเกิดที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แนะนำตัวให้รู้จัก เรียนจบระดับ ปวช. ก่อนหน้านี้เคยทำงานมาแล้วสารพัด ทั้งเป็นเจ้าหน้าที่รถขนเงินของธนาคาร ขายประกัน ทำงานบริษัทก่อสร้าง ทำงานบริษัททางด่วน ฯลฯ สาเหตุที่เปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ เพราะอยากค้นหาว่าชอบงานอะไรที่สุด แต่ใจจริงลึกๆ แล้ว อยากค้าขาย มีกิจการร้านอาหารเป็นของตัวเอง เพราะมีฝีมืออยู่บ้า
ร้าน “จกโต๊ะเดียว” เป็นร้านของ “เฮียจก” ที่จะให้บริการแค่วันละ 1 โต๊ะเท่านั้น และ ลูกค้าก็ไม่สามารถเลือกเมนูอาหารได้ ขึ้นอยู่กับว่า วันนั้นๆ เฮียจก มีวัตถุดิบอะไรดีๆ ก็จะนำเสนอเมนูให้ลูกค้าได้อร่อยกัน และที่สำคัญ ร้านนี้ เคยต้องจองล่วงหน้า 8 เดือน – 1 ปี แต่ช่วงนี้ เร็วขึ้นมาหน่อย คือ จองล่วงหน้า 1-2 เดือน และเฮียจก ก็เพิ่มโต๊ะอาหารเป็น 5 โต๊ะต่อวัน มาถึง ตรงนี้ จึงน่าสนใจว่า เฮียจก เป็นใคร มาจากไหน และร้านที่ว่านี้ อยู่ที่ไหน เรามาทำความรู้จักไปพร้อมๆ กัน “เฮียจก” หรือ คุณสมชาย ตั้งสินพูลชัย เจ้าพ่อธุรกิจค้าส่งอาหารซีฟู้ดให้กับโรงแรมและภัตตาคารชื่อดัง ได้ริเริ่มสรรค์สร้างเมนูอาหารที่รสชาติสุดแสนจะอร่อยออกมาให้ผู้คนได้ลิ้มรส…จนเป็นที่เลื่องลือ มีร้านในอยู่ที่ย่านพลับพลาไชย กรุงเทพฯ ทั้งนี้ ย่านพลับพลาไชย เป็นหนึ่งในย่านที่มีชาวไทย เชื้อสายจีน ในกรุงเทพฯ อาศัยตั้งรกรากมาตั้งแต่บรรพบุรุษ และส่วนมากคนที่นี่จะทำมาค้าขายเป็นหลัก แต่ถ้าจะให้พูดถึงอาหารการกินในย่านนี้ ก็มีที่น่าสนใจหลายอย่างทีเดียว อาทิเช่น ร้านข้าวหน้าไก่, ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่, ร้านกวยจั๊บ และภัตตาคารอาหารจีนที่ขึ้นชื่
ปัจจุบันเต้าหู้กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นจากผู้ที่รักสุขภาพ เพราะจัดว่าเป็นอาหารที่ให้โปรตีนชั้นดีอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะผัดกระเพรา ยำเต้าหู้ หรือที่ทุกคนเคยกินและรู้จักกันดีก็คือเต้าหู้ผัดถั่วงอก คุณณรงค์ สุธีรพงศ์สิทธิ์ อยู่บ้านเลขที่ 17 ถนนราษฎอุทิศ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เป็นร้านขายเต้าหู้ดำเจ้าแรกสูตรดั้งเดิมของอำเภอโพธาราม ซึ่งเขาบอกว่าขายอยู่มามากกว่า 50 ปีแล้ว โดยสมัยแรกที่เริ่มคิดสูตรเต้าหู้ดำขายคือคุณแม่ของเขาเอง “สมัยนั้นแม่ก็มีร้านแผงลอย ขายของทั่วไปในตลาดโพธาราม เสร็จแล้วแกก็มาคิดหาสูตร โดยเอาเต้าหู้ขาวมาทำเป็นเต้าหู้ดำ ที่มีรสชาติที่กินง่ายมากขึ้น ซึ่งเดี๋ยวนี้สูตรเราก็เหมือนกับสมัยคุณแม่ทำมา รสชาติยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง หรือที่คนรู้จักในชื่อ เต้าหู้ดำแม่เล็ก โพธาราม” คุณณรงค์ กล่าว กว่าที่จะออกมาเป็นเต้าหูดำพร้อมขายได้นั้น คุณณรงค์ บอกว่า ต้องผ่านกระบวนการทำมากถึง 3 วัน โดยส่วนประกอบก็จะมีซีอิ๋วดำ และเครื่องยาจีนต่างๆ ที่เป็นสมุนไพรสูตรเฉพาะของที่ร้าน นำมาต้มให้เข้าไปภายในเนื้อของเต้าหู้ขาว ซึ่งเนื้อของเต้าหู้ข้าวที่ใช้ต้องท
