แจกสูตรอาหาร และเครื่องดื่ม
ทอดมันกุ้ง สูตรนี้เป็นสูตรแบบอาหารจีน คือ ใส่กุ้งโขลกกับมันหมูแล้วปรุงรส เติมปลาหมึกสดเข้าไป รับประทานกับน้ำจิ้มเกี้ยมบ๊วย ต่างจากทอดมันไทยที่ใช้ปลากราย ซึ่งจะใส่น้ำพริกแดง ถั่วฝักยาวหรือถั่วพู รับประทานกับอาจาด ลองทำตามสูตรที่บอกว่าใส่มันหมูปริมาณเท่ากับกุ้ง แต่ทำแล้วเหลวไป จึงเติมแป้งมัน 2 ช้อนโต๊ะ โดยใส่ทีละช้อนแล้วคนดูว่าข้นขึ้นพอหรือไม่ ซึ่งข้นขึ้นแต่ยังไม่ข้นพอที่จะปั้นก้อนได้ จึงแก้ปัญหาโดยเอาที่ตักไอศกรีมเข้ามาช่วย แต่ยังอยากได้ความกรอบ จึงโรยเกล็ดขนมปังลงบนที่ตักไอศกรีมก่อนจึงใส่ส่วนผสม โรยเกล็ดขนมปังอีกครั้งที่ด้านบน แล้วจึงกดส่วนผสมลงในน้ำมันร้อน แล้วใช้ตะหลิวกดให้ทอดมันแบนหน่อย เพราะถ้าหนาไป ข้างในอาจไม่สุกได้ ทอดมันนี้เวลาทอดน้ำมันจะกระเด็นพอสมควร จึงควรเตรียมที่กันน้ำมันกระเด็นไว้ปิดกระทะด้วยค่ะ ส่วนผสม กุ้ง 2 ขีด / ปลาหมึก 2 ขีด / มันหมู 1 ขีด สามเกลอ (รากผักชี กระเทียม พริกไทย โขลกรวมกัน) 1 ช้อนโต๊ะ ซอสปรุงรส / น้ำมันงา 1/4 ช้อนชา / ไข่ไก่สำหรับผสม 1 ฟอง / แป้งมัน 2 ช้อนโต๊ะ เกล็ดขนมปังแบบละเอียด วิธีทำ นำกุ้งกับมันหมูที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เข้าตู้เย็น 30 นาที
คนภาคเหนือแถบเชียงใหม่ แพร่ น่าน ชอบกินบวบลูกเล็กจิ๋วที่เรียก “มะนอยต๊อบ” ส่วนใหญ่ก็ลวกหรือต้มกินกับน้ำพริกนะครับ ผมเองเพิ่งได้ไปเดินเล่นที่กาดแลงของอำเภอปัว จังหวัดน่าน มาเมื่อหลายวันก่อน ได้จับจ่ายของจุ๊กจิ๊กๆ มากินเล่นอย่างเพลินทีเดียว เช่น ข้าวกั้นจิ้น แอบหมู แอบสมองหมู ไก (สาหร่ายน้ำ) นึ่ง ได้ “น้ำผัก” แบบล้านนาแต๊ๆ มาถุงหนึ่ง กับมะนอยต๊อบอีกหนึ่งกอง มะนอยต๊อบ กลับมาถึงบ้าน ผมคิดว่าจะกินมะนอยต๊อบยังไงดี ในที่สุดตัดสินใจปรุงสำรับที่เคยทำแล้วเมื่อหลายปีก่อน คือ “เลียงแห้ง” ครับ ปกติแล้ว เลียงหรือแกงเลียงคือแกงซดน้ำ มักปรุงใส่พริกไทยมาก โดยมีสูตรมาตรฐานที่รู้จักกันดีในปัจจุบัน แต่ทว่า ก่อนหน้าที่แกงเลียงจะมามีนิยามเป๊ะๆ แบบนี้ “เลียง” เคยเป็นคำกริยาด้วย หมายถึงการเอาผักมาต้ม ไม่ใส่พริก ปรุงรสอ่อนๆ เท่านั้นเอง มาทุกวันนี้แหละครับที่หมายความเฉพาะถึงแกงน้ำใสที่มีกลิ่นใบแมงลักนำหน้า ที่จริง ผมไม่ชอบชื่อ “เลียงแห้ง” นี้นัก แต่มันสื่อให้เข้าใจได้ง่ายกว่าชื่ออื่นน่ะครับ ถ้าจะให้อธิบายอย่างรวบรัด นี่ก็คือการปรุงแกงเลียงในขั้นตอนแบบผัดเท่านั้นเอง เราต้องปรุงเครื่องแกงเลียงก่อนครับ โดยตำพริกไท
เป็นหนึ่งในธุรกิจฮอตส่งท้ายปี สำหรับ “ชานมไข่มุก” เครื่องดื่มสัญชาติไต้หวันกระแสดีมีคนรู้จักเยอะ ลองสังเกตใกล้ตัวมีร้านชานมไข่มุกหน้าใหม่เปิดขึ้นมากมาย แถม “ไข่มุก” ที่เป็นท็อปปิ้งทรงกลมสีดำทำจากแป้งมันสำปะหลังยังฮิตถูกดัดแปลงจากเมนูของหวานไปสู่เมนูของคาว เช่น พิซซ่าไข่มุก ราเมนไข่มุก คั่วไก่ไข่มุก นอกจากนั้นยังนำ “ไข่มุก” ไปใช้เป็นลวดลายบนเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ อีกด้วย มีข้อมูลจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจกสิกรไทย เผยผลสำรวจตลาดชานมไข่มุกเมื่อปี 2017 มูลค่าราว 2,000 ล้านบาท ขณะที่ผลวิจัยของบริษัท Allied Analytics (บริษัทที่ปรึกษาวิจัยด้านการตลาด) เผยมูลค่าตลาดชานมไข่มุกทั่วโลกอยู่ที่ 1,954 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราวๆ 65,000 ล้านบาท และคาดว่าภายในปี 2023 จะมีมูลค่า 3,214 ล้านเหรียญ หรือราว 100,000 ล้านบาท แน่นอนว่าวัตถุดิบหลักอย่างชาและไข่มุก ต้นตำหรับอยู่ที่ประเทศไต้หวัน ฉะนั้นเครื่องดื่มประเภทนี้จะเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ทำรายได้ให้กับประเทศไต้หวัน สำหรับตลาดชานมไข่มุกในประเทศไทย หากย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เป็นเครื่องดื่มรสชาติแปลกใหม่มาในแก้วพลาสติกทรงกระบอกยาว คนไทยให้การตอบรั
ชิมเมนูชาววังสูตรของพระวิมาดาเธอฯ ที่ “ห้องอาหารแก้วเจ้าจอม” ห้องอาหารแก้วเจ้าจอม ตั้งอยู่ในโรงแรมวังสวนสุนันทา เป็นที่เลื่องชื่อเพราะอาหารชาววังที่นี่นั้นรสชาติอร่อยมาก เป็นสูตรของพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา พระอัครชายา ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมนูแรก ยำไก่อย่างเต่า ชื่อเมนูฟังดูแปลกไม่คุ้นไปสักเล็กน้อย เมนูนี้มีที่มาคือ มีผู้นำของมาถวายรัชกาลที่ 5 เป็นเนื้อสัตว์ สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นเนื้อเต่าหรือเนื้อตะพาบ เมื่อเสวยแล้วติดใจอยากเสวยอีก พระวิมาดาเธอฯ จึงคิดสูตรใหม่ ใช้เนื้อไก่ส่วนอกและเครื่องในแทน เมนูที่สอง เป็นอาหารที่เป็นของเหลือจากผัดพริกเนื้อกับน้ำพริกกะปิ โดยพระวิมาดาเธอฯ ได้นำสองอย่างมารวมกัน ใส่น้ำ ปรุงรส ส่วนเหตุที่ตั้งชื่อว่า แกงรัญจวน ก็เนื่องมาจากกลิ่นหอมรัญจวนของกะปิที่โดนความร้อนนั่นเอง เมนูที่สาม น้ำพริกลงเรือ เมนูนี้คุ้นชื่อดี ร้านอาหารหลายแห่งมีให้ชิม แต่สูตรของห้องอาหารแก้วเจ้าจอมนั้นอร่อยเด็ด ทานคู่กับผักสดเข้ากันได้ดี และเมนูปิดท้าย กับของหวาน ขนมโคกะทิสด ขนมไทยโบราณหาทานยากขึ้นทุกวัน ลักษ
ส่องไอเดีย “ขายหมูปิ้ง” ห่อแพ็กเกจจิ้งใบตอง กินคู่ข้าวเหนียวก่ำ จนลูกค้ายกให้เป็นเมนูเพื่อสุขภาพ “หมูปิ้ง-ข้าวเหนียวก่ำ มานีกับชูใจ” ไม้ใหญ่ๆ ห่อด้วยใบตองสีเขียวสดโดนใจปิ้งขายได้ 1 ปีกว่า โดยคุณคิม– วิวิศน์ สิริโรจน์โสภณ วัย 40 ปี เป็นเจ้าของ คุณคิม เล่าให้ฟังว่า ตนดำเนินกิจการหลายอย่างทั้งร้านอาหาร และรถยนต์มือสอง กระทั่งเกิดไอเดียอยากทำธุรกิจแฟรนไชส์ แต่ยังนึกภาพไม่ออกว่าจะทำอะไร จนเริ่มสังเกตพฤติกรรมคนรอบตัวส่วนใหญ่ชอบทานข้าวเหนียวหมูปิ้ง บางครั้งไปซื้อทานอร่อยบ้างไม่อร่อยบ้าง ข้าวเหนียวแข็งไป ใส่มันเยอะไป “ยังหาที่ถูกปากไม่ได้ ทำไมไม่ทำเองซะเลยล่ะ อีกอย่างถ้าพูดถึงข้าวเหนียวหมูปิ้งยังไม่มีเจ้าตลาดชัดเจน ถามว่านึกถึงข้าวเหนียวหมูปิ้งแล้วนึกถึงใคร ไม่มีใครตอบได้ ตรงนี้เป็นช่องว่างให้เราทำได้” ลองผิดลองถูก 6 เดือน ได้หมูปิ้งเพื่อสุขภาพ หลังได้ไอเดียคุณคิมใช้เวลาลองผิดลองถูกกว่า 6 เดือนค้นหาสูตร และวิธีการเพื่อแข่งขันกับหมูปิ้งเจ้าอื่นๆ ในท้องตลาด หากทำตามสูตรตามใจฉันคงสู้ไม่ได้ ณ ตอนนี้มองว่าเทรนด์สุขภาพมาแรง จึงเลือกทำหมูปิ้งเพื่อสุขภาพเจ้าแรกของไทย หมูปิ้งเ
แจกสูตร ‘ไทรเฟิล’ ขนมหวานสไตล์อังกฤษ ใส่ครีมคัสตาร์ด และผลไม้สดสุดฟิน หนึ่งในของหวานของเทศกาลฮาโลวีน คือ ขนมไทรเฟิล(Trifle) เป็นของหวานที่สลับชั้นระหว่างผลไม้สด ครีมคัสตาร์ดวานิลาและเค้กเนย ผลไม้เลือกได้ตามชอบ ถ้ามีเวลาน้อยสามารถซื้อเค้กเนยที่ขายเป็นกล่องมาหั่นใส่ได้เลยค่ะ ประหยัดเวลาดี แต่จะให้สูตรเค้กเนยไว้ด้วยนะคะ ส่วนผสม บัตเตอร์ เค้ก แป้งเค้ก 11/3 ถ้วย ไข่ไก่ 4 ฟอง เนยจืดละลาย 3 ชต น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วย เกลือป่น 1/8 ชช คัสตาร์ดวานิลา แป้งข้าวโพด 3 ชต นมจืด 3 ถ้วย ไข่แดง 6 ฟอง น้ำตาลทราย 3 ชต กลิ่นวานิลา 1 ชต ผลไม้ สตรอว์เบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ ตามชอบ วิธีทำ บัตเตอร์เค้ก อุ่นเตาอบ 180 องศาเซลเซียส เตรียมพิมพ์ขนาด 9*5*4 นิ้ว โรยแป้งบางๆ ร่อนแป้งกับเกลือพักไว้ ตีไข่กับน้ำตาลให้ขึ้นฟู ใส่แป้ง ตะล่อมเบาๆด้วยพายยางหรือตะกร้อมือตามถนัด ค่อยๆ เทเนยละลายอุ่นๆ ลงไป ผสมให้เข้ากัน อบ 180’ นาน 10 นาทีหรือจนสุก เค้กสุก คว่ำบนตะแกรง ลอกกระดาษไขออก พักให้หายร้อน หั่นเค้กเป็นชิ้นเล็กๆ วิธีทำคัสตาร์ดวานิลา ใส่นมในหม้อเล็ก อุ่นด้วยไฟอ่อน-กลาง ตีไข่แดง ให้แตกด้วยตะก
สวัสดีเพื่อนๆ คุณผู้อ่านเฮล์ทคิทเช่นทุกคน พบกันอีกเช่นเคย ครั้งนี้วินจะมาพูดถึงเครื่องดื่มสมูธตี้ (Smoothies) ที่เราได้มีโอกาสแบ่งปันสูตรไปบ้างแล้วในคราวก่อนๆ แต่ครั้งนี้มีความพิเศษตรงที่วินจะไม่ได้นำสูตรมาแบ่งปันเพื่อนๆ อย่างที่แล้วมา แต่วินจะนำเคล็ดลับดีดีจากกูรู Healthy Food Blogger ชื่อดัง Jessica Sepel ในการที่เพื่อนๆ จะสามารถครีเอตสมูธตี้แก้วโปรดเป็นของเพื่อนๆ เอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเพื่อนๆ จะได้สารอาหารไม่ครบ หรือได้แต่ความอร่อยเท่านั้น แต่เพื่อนๆ จะสามารถเลือกส่วนผสมที่เพื่อนๆ ชื่นชอบและมีประโยชน์ได้เองค่ะ เพราะสุขภาพที่ดีเริ่มต้นได้ด้วยสมูธตี้แก้วโปรดในยามเช้านะคะ เพราะการดื่มสมูธตี้ที่มีส่วนผสมของวิตามิน เกลือแร่ และไขมันดี มีส่วนช่วยให้เมตาบอลิซึมทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น วินมี 3 ขั้นตอนง่ายๆ ให้เพื่อนๆ ได้คิดค้นสูตรสมูธตี้ที่เพื่อนๆ ชื่นชอบ ใครลองแล้วถูกใจอยากแบ่งปัน อย่าลืมบอกวินดี้ด้วยนะคะ ขั้นตอนที่หนึ่ง: เลือกระหว่างน้ำเปล่า, นมอัลมอนด์, นมถั่วเหลือง, หรือน้ำนมข้าว ในปริมาณอัตราส่วน 1 ถ้วย หรือใครชอบเปรี้ยว หรือติดรับประทานโยเกิร์ต และดื่มนมจากสัตว์ได้ วินแนะนำซุป
กับข้าวไทยภาคกลางสำรับหนึ่งที่มีนามอันเป็นปริศนา ทว่าทำง่าย เก็บไว้กินได้นาน ทั้งยังพลิกแพลงได้หลายสูตร กินแกล้มผักแกล้มของทอดของต้มได้อร่อย ก็คือ “ผัดพริกขิง” ครับ ปริศนาของมันคือชื่อ ทำไมถึงชื่อผัดพริก “ขิง” ทั้งที่เกือบทั้งหมดของสูตรที่ทำกินกัน แทบไม่มีขิงเป็นส่วนประกอบเลย (แน่นอนว่าสูตรที่เขาใส่กันก็มีนะครับ) แม้ในตำราเก่าๆ ก็ไม่ปรากฏ แถมแม่ครัวมีชื่อสมัยเกือบร้อยปีที่แล้ว อย่าง ม.ร.ว.หญิงเตื้อง สนิทวงศ์ เคยแสดงความสงสัยไว้ในหนังสือตำรับสายเยาวภา (พ.ศ. 2478) ว่า “..ยังเครื่องปรุงอีกชนิดหนึ่งซึ่งเรียกกันว่าพริกขิงผัด แต่ไม่มีขิงเลย ไม่ทราบเหตุผลว่าทำไมจึงเรียกกันเช่นนี้ และไม่ทราบจะไปค้นที่ไหนได้ ข้าพเจ้าได้เรียนถามท่านผู้หลักผู้ใหญ่ท่านก็ว่าไม่ทราบเหมือนกัน..” ก็น่างงอยู่นะครับว่า แล้ว “ขิง” มันหายไปไหน ถ้าเราพิจารณาพริกแกงแบบไทย ว่าแท้ที่จริงแล้วมันก็เป็นเครื่องปรุงร่วมวัฒนธรรมอุษาคเนย์ ที่ต่างล้วนแต่รับอิทธิพลมาจากเครื่องแกงมุสลิมเปอร์เซียและอินเดียใต้ ผมก็อยากเดาล้วนๆ ว่า แต่ก่อน ซึ่งต้องนานมากกว่าหนึ่งศตวรรษ คือก่อนจะมีการบันทึกสูตรอาหารไทยกันไว้เป็นตำรา เครื่องผัดพริกขิงไทยก็ค
สูตรเด็ด ‘ข้าวอบไก่รมควัน’ เอาใจคนชอบทำอาหารง่ายๆ ส่วนผสม ไก่เบรสรมควัน 200 กรัม/1 ห่อ ปลายข้าวหอมสีนิล 3 ส่วน ข้าวสาลี 1 ส่วน กระเทียมสับ พริกไทยดำบด เกลือ เห็ดหอม (ชิตาเกะ) ถั่วพีแคน (แล้วแต่ชอบ) ไข่ไก่ พริกหวาน น้ำมันมะกอก ผักดีล เสริมกลิ่น ผักตกแต่งจาน ฟิลเลย์ไอซ์เบิร์ก กะหล่ำปลีแดง วิธีทำ ใส่น้ำมันมะกอกในกระทะให้ร้อน ใส่กระเทียมสับ ผัดให้พอหอม ใส่เห็ด ผัดให้นุ่ม เติมเกลือเล็กน้อย ใส่ไก่เบรสฝรั่งเศสรมควันที่หั่นชิ้นเล็กๆ ผัดให้หอม ใส่ปลายข้าวหอมสีนิลที่หุงสุกแล้ว 3 ส่วน ข้าวสาลี 1 ส่วน และ ถั่วพีแคน ใส่ไข่ผัดให้เข้ากัน เติมเกลือ พริกไทยเล็กน้อย ใส่ดีลก้านเล็กๆ ผัดเร็วๆ เอาขึ้นพักไว้ ตักข้าวใส่ในพริกหยวกที่คว้านเอาเมล็ดออกแล้ว อุ่นเตา 180 องศาเซลเซียส นำพริกหยวกอบ 20 นาที แต่งจาน ตัดครึ่งหัวกะหล่ำม่วง ลอกกาบ และเด็ดใบฟิลเลย์ไอซ์เบิร์กล้างน้ำให้สะอาด สะเด็ดน้ำพักไว้ จัดกาบกะหล่ำม่วงและใบฟิลเลย์ไอซ์เบิร์กใส่จาน นำพริกหยวกที่อบและพักให้อุ่นเล็กน้อย วางในจานให้สีสวยงาม อาหารจานนี้มีประโยชน์ทางโภชนาการสูงทั้งจากปลายข้าวกล้องและข้าวสาลี ข้าวสาลีหุงสุกแล้วจะแข็งกว่าปลายข
“เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” เคยได้นำเสนอเรื่องราวของป้าเยาว์-พะเยาว์ กฤษแก้ว อดีตสาวโรงงานถูกเลิกจ้าง หันมายึดอาชีพแม่ค้าขนมหวานมากว่า 20 ปี (อ่านเรื่องราวก่อนหน้าได้ที่ จากสาวโรงงานถูกเลิกจ้าง สู่แม่ค้าขนมหวาน อาชีพที่ช่วยได้ในยามคับขัน) นอกจากจะคิดสูตรขนม ทำขายเองจนสามารถส่งลูกชายลูกสาวทั้ง 2 คนเรียนจบปริญญาตรีแล้ว ป้าเยาว์ก็ยังเป็นครูสอนทำขนมหวานไทย มักมาสอนที่มติชน อคาเดมี อยู่บ่อยครั้ง จนมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย วันนี้ มีโอกาสได้เจอกับป้าเยาว์อีกครั้ง จึงเข้าไปพูดคุยกันตามประสาคนคุ้นเคย ไถ่ถามกันพอให้ทราบความเป็นไป ก็อดไม่ได้ที่จะคุยเรื่องค้าขายกันต่อ ป้าเยาว์ในวัย 67 ปี เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันทำขนมหวานขายกับพี่ๆ น้องๆ ที่บ้าน เมนูขนมมีหลากหลายกว่า 20 ชนิด อาทิ บัวลอยสาคูมะพร้าวอ่อน, ข้าวเหนียวถั่วดำ, กล้วยบวชชีมะพร้าวอ่อน, สาคูเปียกมะพร้าวอ่อน, เต้าส่วนเม็ดบัว, เปียกลำไย, รวมมิตร และพวกขนมถาด ขนมเชื่อม เป็นต้น ซึ่งป้าเยาว์บอกว่า ในแต่ละวันจะทำขนมออกขายไม่ซ้ำกัน และทำขายแค่ไม่กี่อย่าง แต่ขนมที่ต้องทำออกมาขายทุกวันแบบยืนพื้น มีอยู่ 4 – 5 ชนิด หนึ่งในนั้นคือ “ข้าวเหนียวมูน” ซึ่งเป็นขน
