หลักสูตรเรียนฟรี
วิษณี เทพเจริญ (บีท) นักธุรกิจสาวคนเก่ง ลูกสาวคนที่ 2 ของ วิษณุ กับ ศิริญา เทพเจริญ ทายาทธุรกิจอสังหาฯหมื่นล้าน ภายใต้แบรนด์ “ณุศาสิริ” นักธุรกิจรุ่นใหม่วัย 25 ปี ใช้ความมั่นใจเป็นแนวทางในการพัฒนาตนเอง ไปพร้อม ๆ กับพัฒนาธุรกิจของครอบครัว โดยการพิสูจน์ศักยภาพของตนเองในการทำงาน ผ่านประสบการณ์และโอกาส นับตั้งแต่ในสมัยเรียนมหาวิทยาลัยด้วยวัยเพียง 18 ปี และในวัย 25 ปี เธอได้ขึ้นมาเป็นผู้บริหารเต็มตัวให้กับ บริษัท ณุศาสิริ จำกัด (มหาชน) บริษัทที่เป็นผู้นำด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจการท่องเที่ยวและสุขภาพ ในตำแหน่ง Assistant CEO รับหน้าที่ดูแลในส่วนของการตลาดและการขายให้กับณุศาสิริทั้งหมด “จริง ๆ แล้ว บีทเป็นคนที่ชอบการตลาดอยู่แล้วค่ะ บีทเชื่อว่าทุกอย่างคือ marketing (everything is marketing) และคุณพ่อเคยบอกว่า ไม่อยากให้เรียนบัญชี เพราะกลัวงก ตอนนั้นจึงเลือกเรียนการตลาด และก็ชอบมันจนถึงปัจจุบันนี้” นักธุรกิจสาวผู้พกความมั่นใจไปด้วยทุกที่ และเป็นนักต่อรองชั้นยอด วิษณี เล่าว่า เธออยากไปเรียนต่างประเทศแบบพี่ชาย แต่พ่อไม่ยอมให้ไป แม้แต่โรงเรียนอินเตอร์ในประเทศก็ไม่ให้เรียน เพราะว่าเป็นลูกสาว
จากข้อมูล 10 อันดับธุรกิจรุ่ง-ร่วง ประจำปี 2561 จัดทำโดย ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า ธุรกิจรุ่ง อันดับ 1 ธุรกิจการให้บริการด้านเทคโนโลยีการสื่อสารและอุปกรณ์ โดยเฉพาะผู้ให้บริการโครงข่าย 2. ธุรกิจบริการทางการแพทย์และความงาม 3. ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ 4. ธุรกิจเครื่องสำอางและครีมบำรุงผิว 5. ธุรกิจด้านปิโตรเคมีและพลาสติก และธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ 6. ธุรกิจโมเดิร์นเทรด ธุรกิจบริการด้านการเงิน และธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม 7. ธุรกิจร้านขายยาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ 8. ธุรกิจการศึกษา และธุรกิจเกี่ยวกับท่องเที่ยว 9. ธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิต ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และบ้านเช่า หรือห้องเช่า ธุรกิจด้านความเชื่อ เช่น โหราศาสตร์ เครื่องรางของขลัง 10. ธุรกิจวัสดุก่อสร้างและรับเหมา ธุรกิจร้านเสริมสวยและตัดผมแนวแฟชั่น ขณะที่ดาวร่วง อันดับ 1 ยังคงเป็นธุรกิจหัตถกรรม 2. ธุรกิจด้านการผลิตเหมืองแร่ 3. สื่อสิ่งพิมพ์ นิตยสาร และวารสาร 4. ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเครื่องเล่นดีวีดีและซีดี 5. ธุรกิจให้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน หรือโทรศัพท์บ้าน 6. ธุรกิจเคเบิลทีวี 7. ธุรกิจการผลิตสินค้าเกษตร ย
อีกหนึ่งคนที่เดินตามความฝัน เมื่อเพจ ไร่บีสิทธิ์ ได้โพสต์เรื่องราวจุดเปลี่ยนชีวิตของชายคนหนึ่ง ว่า “ลาแล้วโรงงาน..ขอลาขาด” วันนี้เป็นวันทำงานวันสุดท้ายของผมแล้ว หลังจากเป็นมนุษย์เงินเดือนมา 17 ปี เริ่มทำงาน อายุ 15 หลังจากนี้ไปผมก็เปลี่ยนมาเป็นเกษตรกรเต็มตัวเเล้ว อายุผมตอนนี้ 32 ปี ผมว่ากำลังเหมาะที่จะได้กลับไปพัฒนาบ้านอยู่กับครอบครัว ดูแลพ่อแม่ ที่อายุก็เริ่มมาก สุขใจที่ได้กลับไปอยู่บ้าน ถึงแม้ใครๆ จะบอกว่าเสียดายรายได้ตั้งสี่ห้าหมื่นต่อเดือน กว่าจะได้ไม่น่าออก แต่ผมคิดดีแล้วว่า ถ้าไม่ออกตอนนี้จะให้ไปออกตอนอายุ 40-50 ก็คงมีแต่ใจ แรงคงหมดทำอะไรคงไม่ได้แล้ว ผมขอทำตามฝันตอนมีแรงหนุ่มดีกว่า ผมขอเป็นกำลังใจให้พี่ๆ เพื่อนๆ ที่ยังเป็นมนุษย์เงินเดือนและอยากกลับไปอยู่บ้าน ให้วางแผนให้ดีๆ เตรียมการเตรียมความพร้อมก่อนออกงานนะครับ ขอให้ทุกคนโชคดีครับ ปล. ผมเตรียมความพร้อมมาแล้ว 4 ปีโดยใช้เงินเดือนที่เหลือจากใช้จ่ายแต่ละเดือน ส่งให้ที่บ้านดูแลให้ เริ่มแรกผมวางแผนและปลูกไม้ยืนต้น จากนั้นค่อยๆ ต่อยอดมาเรื่อยๆ ก่อนออกงานผมก็หาตลาดและออร์เดอร์ไว้ พอออกงานก็ออกไปขายดีกว่าออกไปทำนำเงินไปลงทุนอย่างเดี
เสน่ห์ของ “กาแฟโบราณ” อยู่ที่ความหอมของเมล็ดกาแฟคุณภาพดีที่ผ่านการคั่วบดอย่างพอเหมาะ ผสานกับรสชาติที่เข้มข้น กลมกล่อม เมื่อรินผ่านน้ำแข็งทุบละเอียด เติมความหวานมันด้วยนมสด จะดูดหรือจะดื่มก็ชื่นใจ หายเหนื่อย ยิ่งอากาศร้อนๆ อย่างบ้านเรา ลูกค้ายิ่งคึกคัก แวะเวียนมาไม่ขาด เช่นที่ร้าน “อ้อย กาแฟโบราณ” ร้านเล็กๆ ภายในซอยปรีดีพนมยงค์ 14 ที่มี คุณพรรณวดี อยู่คง เป็นมือชง “วันๆ มีลูกค้าเยอะมากค่ะ บางวันกว่าจะได้กินข้าวเช้าก็ปาเข้าไปตอนบ่ายแล้ว” อาจารย์อ้อย บอกเมื่อถามถึงกิจการของครอบครัวที่เธอเข้ามารับไม้ต่อ พร้อมกับรับภาระดูแลพี่ๆ น้องๆ อีก 6 คน แทนแม่ซึ่งเป็นกำลังหลักของบ้านล้มป่วย กระทั่งปัจจุบันทุกคนสำเร็จการศึกษา มีการมีงานทำกันหมด แม้จะจบการศึกษาเพียงแค่ประถมศึกษาปีที่ 7 แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรค ด้วยความที่มุ่งมั่นตั้งใจ กับประสบการณ์กว่า 25 ปี รสมือที่เป็นที่ยอมรับของมิตรรักคอกาแฟ ทำให้บ่อยครั้งอาจารย์อ้อยต้องไปออกร้านให้บริการตามคำเชิญชวน และเป็นที่มาของการรับเชิญเป็นวิทยากรสอนวิชาชีพหลักสูตรกาแฟโบราณที่ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน หรือ มติชน อคาเดมี อาจารย์อ้อย หรือที่รู้จักเรียกขานกันในชื่
คุณเฉกชนก ช่วยนวล หรือ คุณเบนซ์ ลูกชายคนโตของอดีตครูที่เคยติดเกมงอมแงม อยู่ในสังคมไม่ดี เกือบเรียนหนังสือไม่จบ แต่สุดท้ายเลือกที่จะใฝ่ดีตอนโต ตั้งใจเรียนจนคว้าใบปริญญาโท ภายในเวลาปีครึ่ง จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมและการบริหารงานก่อสร้าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ทำงานเป็นวิศวกรบริษัทรับเหมาก่อสร้างมาหลายแห่ง ผ่านงานทั้งภาคสนามและส่วนบริหาร คุมงานก่อสร้างทั้งแนวราบและอาคารสูง บริษัทที่มียอดขายอันดับ 1 ด้านอสังหาริมทรัพย์ ควบคุมดูแลโปรเจ็กต์กว่า 40 โครงการ ล่าสุด จากวิศวกรที่อยู่กับงานบริหารด้านก่อสร้าง ปัจจุบันผันตัวมาเป็นโบรกเกอร์อสังหาริมทรัพย์ เปิดบริษัทรับฝากขาย เช่า และจำนองอสังหาริมทรัพย์ทุกชนิด มูลค่าที่ดินที่เคยขายได้ย่านฝั่งธนบุรี 500 ล้านบาท นอกจากนั้นยังเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้เรื่องการลงทุนสำหรับนักลงทุนมือใหม่ อดีตเด็กติดเกม ดั้นด้นเรียน จบ ป.โท ทำงานประจำ 4 ปี ปักธงไม่เป็นลูกจ้างใคร คุณเบนซ์ ในวัย 31 ปี เล่ากับเส้นทางเศรษฐีว่า เกิดมาในครอบครัวคุณพ่อคุณแม่รับราชการครู มีพี่น้อง 2 คน ชีวิตในวัยมัธยมศึกษา จนถึงระดับปริญญาตรี ติดเกมหนัก เกือบเรียนไ
“แมลงทับ” เป็นแมลงปีกแข็งชนิดหนึ่ง มีปีกสวยงาม ปีกสีเขียวสดเป็นประกายวาววับ หรือเขียวมรกต สีไม่ตก มีความคงทนสูง จึงมีคนนำไปทำเครื่องประดับเพิ่มมูลค่า อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแมลงทับในธรรมชาติหายากขึ้น จึงมีเกษตรกรหัวใส ใช้ภูมิปัญญาศึกษาวงจรชีวิตของแมลงทับ แล้วนำมาเลี้ยงจนประสบผลสำเร็จ อย่างเช่น คุณสมัคร นามสีฐาน อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลขที่ 19 หมู่ที่ 2 บ้านกุดกระสู้ ตำบลเก่ากลอย อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู โทร. (089) 937-9257, แม่อ้วน (ภรรยา) โทร. (085) 274-9288 เป็นผู้ที่ประสบผลสำเร็จในการทำการเกษตรจนได้รับความไว้วางใจให้เป็นประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอนากลาง และยังเป็นเลขานุการเครือข่าย ศพก.ระดับจังหวัดด้วย คุณสมัคร เล่าให้ฟังว่า ตนมีอาชีพหลักคือทำนาและทำสวน โดยทำการเกษตรหลายอย่าง เช่น ปลูกผักหวานป่ากว่า 1,200 หลุม กล้วยน้ำว้า 400 กอ ไผ่กิมซุ่ง 200 กอ ไผ่เลี้ยง 80 กอ มะนาว 150 ต้น ข่า 800 กอ เลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ดไก่ ฯลฯ แต่ละปีทำรายได้หลายแสนบาท แต่ยังมีรายได้น้อยกว่าแมลงทับ คุณสมัคร และ แม่อ้วน นามศรีฐาน แรงบันดาลใจในการเลี้ยงแมลงทับ ปี 2546 ป
“สมเกียรติ ผักอร่อย” ฟาร์มรับซื้อผัก ที่ได้รับมาตรฐาน GMP ในการผลิต การคัดบรรจุผัก เพื่อส่งจำหน่าย และเป็นแหล่งศึกษาดูงานด้านการเกษตรและการคัดบรรจุที่ทันสมัย ซึ่งน่าจะเป็นต้นแบบเกษตรกรคนรุ่นใหม่ และขยายผลไปสู่เกษตรกรรายอื่น เพื่อให้เกิดเครือข่าย ความเข้มแข็ง สามารถใช้วิถีชีวิตเกษตรพอเพียง แต่มีรายได้เพิ่มขึ้นแบบสม่ำเสมอและยั่งยืน จากแม่ค้าผัก ตลาดสด จบ ป.6 สร้างอาณาจักรผัก คุณสมเกียรติ ลำพันแดง และ คุณสุนันทร์ สตะจริง คู่สามีภรรยา เจ้าของสวน “สมเกียรติ ผักอร่อย” เล่าให้ฟังว่า ทั้งคู่ไม่ได้เรียนจบสูงมากนัก เรียนจบแค่เพียงชั้นประถมศึกษา ยึดอาชีพแม่ค้าขายผักในตลาดสด เมื่อประมาณ 6-7 ปีก่อน และได้รับรู้ปัญหาอย่างหนึ่งของการขายผักคือ ตลาดผักไม่สม่ำเสมอ ไม่สม่ำเสมอในที่นี้หมายถึง ผักบางชนิดก็หายากในบางฤดู บางชนิดก็เยอะเกิน และบางชนิดก็หาไม่ได้ ขาดตลาดไปเลยก็มี ยกตัวอย่าง ผักบุ้ง บางฤดูหายากในตลาด ลูกค้ามีความต้องการ แต่แม่ค้าไม่มีขาย หรือบางทีก็มีเยอะเกินไป ซึ่งด้วยความเป็นแม่ค้าก็สงสัยว่าทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้น เลยคิดหาวิธีการว่าจะทำอย่างไร ถึงจะมีผักขายได้ตลอด มีมากมีน้อย ก็ควรน่าจะต้องมีขา
จากกรณีที่ชาวบ้านจังหวัดชัยนาทประสบปัญหาราคารับซื้อปลากรายตกต่ำกระทบกับรายได้ สร้างความเดือดร้อนจนต้องรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่ม แล้วดึงการแปรรูปเนื้อปลาเข้ามาเสริมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้มีรายได้มากยิ่งขึ้น คุณสิทธิชัย ลิ้มตระกูล หรือ คุณชัย รองประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรปลากราย จังหวัดชัยนาท บอกว่า การป้องกันจากการถูกเอาเปรียบทางด้านราคา จึงเป็นเหตุผลให้ชาวบ้านรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มเพื่อรวบรวมปลากรายสดขายให้กับผู้รับซื้อโดยตรง ขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการอุดช่องว่างของการตั้งราคาจึงนำเอากระบวนการแปรรูปเนื้อปลากรายเข้ามาเป็นกิจกรรมของกลุ่มไปพร้อมกันด้วย เพื่อตัดระบบพ่อค้าคนกลางออกไป ฉะนั้น สิ่งที่ตามมาคือเทคโนโลยี การบริหารจัดการความรู้ ทักษะ และการตลาด ที่จำเป็นต้องแสวงหาเพิ่มเติม คุณสิทธิชัย (เสื้อดำ) กับบางส่วนของสมาชิกกลุ่ม ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าที่ทำธุรกิจจำหน่ายปลากราย ได้แก่ ร้านอาหารในจังหวัดชัยนาท กลุ่มผู้ประกอบการโต๊ะจีนในชัยนาท ขณะเดียวกัน ยังได้มีการขยายตลาดออกไปยังจังหวัดใกล้เคียงอื่นๆ อีกหลายแห่ง รวมถึงบางส่วนของกรุงเทพฯ ดังนั้น จึงถือเป็นกลุ่มบุกเบิกเรื่องปลากรายในจังหวัดชัยน
ใครว่าสัตว์มีปีกตระกูลแมลงวันจะเป็นสัตว์ที่น่ารำคาญไร้ประโยชน์และเป็นพาหนะเชื้อโรคอย่างเดียว ต้องคิดใหม่ไปดูชาวจังหวัดสกลนคร กลับนำสัตว์เหล่านี้มาทำประโยชน์ และกลายเป็นสัตว์ที่มีราคารับซื้อหนอนแมลงวันสูงถึงกิโลกรัมละ 300 บาท ไปจนถึงคัดแยกขนาดใหญ่หรืออบแห้งกิโลกรัมละ 1,000 บาท แต่แมลงวันที่กล่าวถึงนี้ไม่ใช่แมลงวันทั่วไปที่พบเห็น แต่เป็นแมลงวันอีกสายพันธุ์ที่คนส่วนมากไม่คิดว่าจะเป็นแมลงวันดูยังไงก็ไม่เหมือน ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่ ศูนย์วิจัยกำจัดอินทรีย์ชุมชน บ.โนนศาลา ม.12 ต.เชียงเครือ อ.เมือง จ.สกลนคร พบกับ ดร.สมควร โพธารินทร์ หัวหน้าโครงการ อ.คณะวิทยาศาสตร์และวิศกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์วิทยาเขตสกลนคร นายรามินทร์ ศรีโยหะ ผู้ช่วยงานวิจัย นายอำพร วงศ์ยะมะ ผู้ใหญ่บ้านโนนศาลา ม.12 ในการสอบถามถึงโครงการดังกล่าว โดยทราบว่าขณะนี้ชุมชนบ้านโนนศาลา ได้ดำเนินโครงการนำร่องนำหนอนแมลงวันลายไปย่อยสลายเศษอาหารของหมู่บ้านเพื่อลดมลภาวะ นายรามินทร์ ศรีโยหะ กล่าวว่า สำหรับแมลงวันที่เอ่ยถึงนี้ คือแมลงวันสายพันธุ์ลาย หรือ black soldier fly เป็นแมลงวันที่พบอยู่ทั่วไปตามธรรมชาติในสภาพภูมิอากาศเขตร้อนและเขตอบอ
นายทัน สายปัน หรือ ลุงทัน ขายไก่ย่างบริเวณหน้าวิทยาลัยเทคนิคแม่สอด ริมถนนแม่สอด – บ้านแม่ปะใต้ หมู่บ้านสันทราย หมู่ที่ 9 ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตากกลายเป็นขวัญใจของเด็กนักเรียน , นักศึกษา และชาวบ้านในละแวกนั้นไปแล้ว เมื่อลุงใจดี นำไก่มายางขายใน ราคาถูก ให้กับนักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป ในราคาไม้ละ 5 บาท ชนิดราคาถูกแบบสุดๆ เพราะมีเพียงที่เดียวในแม่สอด ที่ขายไก่ย่างราคาถูก ทำให้ลูกค้าหลากหลายอาชีพต่อคิวซื้อไก่ย่างกัน นายทัน เปิดเผยว่า เคยทำอาชีพเป็นกรรมกรก่อสร้าง เห็นนักเรียน นักศึกษาขับรถไปเรียนหนังสือ จึงคิดสงสารเด็ก ไหนต้องเสียค่าเช่าหอพัก ค่าเรียนหนังสือ เงินที่พ่อแม่ให้มาเป็นค่าเรียนหนังสือ ก็คงไม่มาก จึงตัดสินใจไปขายไก่ยาง ไม้ละ 5 บาท ข้าวเหนียวห่อละ 5 บาท ส่วนกำไรนั้น มีเพียงน้อยนิด ได้กำไรจากไก่ย่างไม้ละเพียง 1 บาทเท่านั้น โดยจะเริ่มขายไก่ย่างระหว่างเวลา 08.00 – 10.00 น. และหยุดวัน เสาร์ – วันอาทิตย์ ที่นักเรียน นักศึกษา ไม่มาเรียนหนังสือเท่านั้น
