หลักสูตรเรียนฟรี
อาจจะออกตัวแรงไปบ้างกับประเด็นปัญหาเรื่องการปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 360 บาท อัตราเดียวทั่วประเทศ เป็นเรื่องที่ ผมเห็นด้วย เพราะมองว่าเป็นผลดีต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการบริโภคให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น และทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานดีขึ้น รวมทั้งลดปัญหาคนยากจนในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะการลดความเหลื่อมล้ำของภาคแรงงานใน 8 จังหวัดที่ไม่ได้ขึ้นค่าจ้างเลยตามข้อเสนอไตรภาคีเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ได้แก่ จังหวัดสิงห์บุรี ชุมพร นครศรีธรรมราช ตรัง ระนอง นราธิวาส ปัตตานี และยะลา จังหวัดเหล่านี้ควรได้รับการปรับเพิ่ม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของภาคแรงงาน นอกจากนี้แล้ว ขอเสนอให้ศึกษาวิจัยค่าแรงขั้นต่ำควรแบ่งเป็น 2 ระบบ คือ ค่าแรงขั้นต่ำสำหรับแรงงานต่างด้าว และค่าแรงขั้นต่ำสำหรับแรงงานไทย ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการกำหนดยุทธศาสตร์ของแรงงานทักษะต่ำได้อย่างสอดคล้องกับภาวะตลาดแรงงาน การเคลื่อนย้ายแรงงานในอาเซียน และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคมของประเทศ การเสนอให้ใช้ระบบค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐานอัตราเดียวทั่วประเทศนั้น ในเบื้องต้นต้องทำให้เกิดผลจริงก่อนแล้ว จึงปรับเพิ่มจากฐานดังกล่าวตามปัจจัยทางเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่ ร่ว
คุณรชต ลีลาประชากุล โลดแล่นอยู่ในอุตสาหกรรมการผลิตท่อสเตนเลสมายาวนาน เป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 ประวัติมีทั้งล้มและลุก ปัจจุบันบริหาร บริษัท ไทย-เยอรมัน โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) (TGPRO) ผู้ผลิตท่อสเตนเลสรายใหญ่รายเดียวของเมืองไทย มีความสามารถในการผลิตสูงสุดได้มากกว่า 50,000 ตันต่อปี และส่งออกไปกว่า 30 ประเทศทั่วโลก อาทิเช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย สิงคโปร์ ตุรกี ปากีสถาน เวียดนามและอื่นๆ ได้รับใบรับรองการทำงานตามมาตรฐานสากล ต่างๆ อาทิเช่น Quality Management System ISO 9001 : 2008, Total Quality Management หรือ TQM. มาตรฐานแรงดัน PED ของยุโรป และอื่นๆ ย้อนหลังไป กว่าจะเป็นที่หนึ่งเรื่องสเตนเลส กว่า 40 ปี ด้วยวิสัยทัศน์ของ คุณประชา ลีลาประชากุล ชวนเพื่อนวิศวะชาวเยอรมัน เข้ามาตั้งโรงงานผลิตท่อสเตนเลส สมัยนั้นนำเครื่องจักรจากเยอรมันมาร้อยเปอร์เซ็นต์ พร้อมผลิตท่อสเตนเลสขายโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ด้วยชื่อเสียงและคุณสมบัติเฉพาะของ “สเตนเลส” เมื่อนำมาทำเป็นท่อ ทำให้การตอบรับไม่ยาก สมัยนั้นไม่มีคู่แข่ง แต่จะแข่งคือตัวเอง เพราะลงทุนเครื่องจักรสูง แต่บริษัทยิ่งใหญ่ เงาที่เปรียบเสมื
การท่องเที่ยวแบบฟาร์มสเตย์ มุ่งให้ผู้ท่องเที่ยวได้มีโอกาสเรียนรู้ขนบธรรมเนียมวิถีชีวิตสังคมชนบทในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์ หรือแม้แต่ด้านประมง ซึ่งอาจมีลักษณะอย่างเดียวหรือผสมผสานกัน พร้อมฝึกหัดการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับความเป็นธรรมชาติที่ปราศจากเทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวก นอกจากนั้นยังทำให้ผู้ร่วมกิจกรรมได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศต่างๆ รวมถึงสีสันการผจญภัยในแบบต่างๆ ด้วย อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งฟาร์มสเตย์ ถือเป็นการกระจายรายได้ไปยังชาวบ้านในท้องถิ่นนั้นด้วย “วัลลภาฟาร์มสเตย์” เป็นธุรกิจฟาร์มสเตย์ ที่ตั้งอยู่ เลขที่ 69/9 หมู่ 9 ตำบลเขาพระงาม อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี เป็นที่พักสไตล์ท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่อัดแน่นด้วยกิจกรรมทั้งแนวผจญภัย และแนวอนุรักษ์ศิลปะอาชีพ ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามอันรายล้อมไปด้วยภูเขา ผืนนา แล้วยังได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวบ้านในชนบท เรียนรู้แนวคิดวิถีชีวิตพึ่งตนเองแบบเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมกันนี้ ภายในวัลลภาฟาร์มสเตย์ยังให้บริการห้องพักในหลายแบบ หลายสไตล์ มีร้านกาแฟที่ตกแต่งในบรรยากาศแบบธรรมชาติท้องทุ่ง พร้อมกับยังได้สัมผัสของ
ในโลกที่กำลังพูดถึงระบบเศรษฐกิจแบ่งปัน (แชริ่งอีโคโนมี) กระแสการเกิดขึ้นของสตาร์ตอัพทั่วโลกรวมทั้งไทย ที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากฝันถึงการเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มธุรกิจใหม่ ๆ ที่จะเข้ามา สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับวงการธุรกิจ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในประเทศไทย สตาร์ตอัพที่ประสบความสำเร็จไม่ได้มีแค่ความสามารถระดับหัวกะทิ สิ่งที่เห็นในประเทศไทย คือสตาร์ตอัพที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่เป็นกลุ่มบุคคลที่มีฐานะทั้งทางสังคมและทางการเงิน เป็นทายาทนักธุรกิจใหญ่และมีเครือข่ายธุรกิจให้การสนับสนุน และแม้เทคโนโลยีอาจทำให้สตาร์ตอัพสามารถเติบโตก้าวกระโดดขึ้นมาท้ารบธุรกิจยักษ์ใหญ่ได้ แต่ส่วนใหญ่ก็จะจบลงด้วยการถูกบริษัทยักษ์ใหญ่ซื้อกิจการไปนั่นเอง ทำให้ที่สุดกลุ่มธุรกิจ “ยักษ์ใหญ่” ที่มีเงินทุนมหาศาลยังคงถือแต้มต่อ และอำนาจทางเศรษฐกิจประเทศคงยังอยู่ในมือเจ้าสัวหรือตระกูลดังไม่กี่รายเช่นเดิม และในประเทศไทยคงไม่มีใครปฏิเสธว่า 2 กลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ทรงอิทธิพล ที่มีบทบาทในแทบทุกแวดวงธุรกิจก็คือ “เครือเจริญโภคภัณฑ์” ของเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ และ “เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี”เจ้าของอาณาจักรไทยเบฟ, ทีซีซีกรุ๊ป และอ
วิษณี เทพเจริญ (บีท) นักธุรกิจสาวคนเก่ง ลูกสาวคนที่ 2 ของ วิษณุ กับ ศิริญา เทพเจริญ ทายาทธุรกิจอสังหาฯหมื่นล้าน ภายใต้แบรนด์ “ณุศาสิริ” นักธุรกิจรุ่นใหม่วัย 25 ปี ใช้ความมั่นใจเป็นแนวทางในการพัฒนาตนเอง ไปพร้อม ๆ กับพัฒนาธุรกิจของครอบครัว โดยการพิสูจน์ศักยภาพของตนเองในการทำงาน ผ่านประสบการณ์และโอกาส นับตั้งแต่ในสมัยเรียนมหาวิทยาลัยด้วยวัยเพียง 18 ปี และในวัย 25 ปี เธอได้ขึ้นมาเป็นผู้บริหารเต็มตัวให้กับ บริษัท ณุศาสิริ จำกัด (มหาชน) บริษัทที่เป็นผู้นำด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจการท่องเที่ยวและสุขภาพ ในตำแหน่ง Assistant CEO รับหน้าที่ดูแลในส่วนของการตลาดและการขายให้กับณุศาสิริทั้งหมด “จริง ๆ แล้ว บีทเป็นคนที่ชอบการตลาดอยู่แล้วค่ะ บีทเชื่อว่าทุกอย่างคือ marketing (everything is marketing) และคุณพ่อเคยบอกว่า ไม่อยากให้เรียนบัญชี เพราะกลัวงก ตอนนั้นจึงเลือกเรียนการตลาด และก็ชอบมันจนถึงปัจจุบันนี้” นักธุรกิจสาวผู้พกความมั่นใจไปด้วยทุกที่ และเป็นนักต่อรองชั้นยอด วิษณี เล่าว่า เธออยากไปเรียนต่างประเทศแบบพี่ชาย แต่พ่อไม่ยอมให้ไป แม้แต่โรงเรียนอินเตอร์ในประเทศก็ไม่ให้เรียน เพราะว่าเป็นลูกสาว
จากข้อมูล 10 อันดับธุรกิจรุ่ง-ร่วง ประจำปี 2561 จัดทำโดย ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า ธุรกิจรุ่ง อันดับ 1 ธุรกิจการให้บริการด้านเทคโนโลยีการสื่อสารและอุปกรณ์ โดยเฉพาะผู้ให้บริการโครงข่าย 2. ธุรกิจบริการทางการแพทย์และความงาม 3. ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ 4. ธุรกิจเครื่องสำอางและครีมบำรุงผิว 5. ธุรกิจด้านปิโตรเคมีและพลาสติก และธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ 6. ธุรกิจโมเดิร์นเทรด ธุรกิจบริการด้านการเงิน และธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม 7. ธุรกิจร้านขายยาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ 8. ธุรกิจการศึกษา และธุรกิจเกี่ยวกับท่องเที่ยว 9. ธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิต ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และบ้านเช่า หรือห้องเช่า ธุรกิจด้านความเชื่อ เช่น โหราศาสตร์ เครื่องรางของขลัง 10. ธุรกิจวัสดุก่อสร้างและรับเหมา ธุรกิจร้านเสริมสวยและตัดผมแนวแฟชั่น ขณะที่ดาวร่วง อันดับ 1 ยังคงเป็นธุรกิจหัตถกรรม 2. ธุรกิจด้านการผลิตเหมืองแร่ 3. สื่อสิ่งพิมพ์ นิตยสาร และวารสาร 4. ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเครื่องเล่นดีวีดีและซีดี 5. ธุรกิจให้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน หรือโทรศัพท์บ้าน 6. ธุรกิจเคเบิลทีวี 7. ธุรกิจการผลิตสินค้าเกษตร ย
อีกหนึ่งคนที่เดินตามความฝัน เมื่อเพจ ไร่บีสิทธิ์ ได้โพสต์เรื่องราวจุดเปลี่ยนชีวิตของชายคนหนึ่ง ว่า “ลาแล้วโรงงาน..ขอลาขาด” วันนี้เป็นวันทำงานวันสุดท้ายของผมแล้ว หลังจากเป็นมนุษย์เงินเดือนมา 17 ปี เริ่มทำงาน อายุ 15 หลังจากนี้ไปผมก็เปลี่ยนมาเป็นเกษตรกรเต็มตัวเเล้ว อายุผมตอนนี้ 32 ปี ผมว่ากำลังเหมาะที่จะได้กลับไปพัฒนาบ้านอยู่กับครอบครัว ดูแลพ่อแม่ ที่อายุก็เริ่มมาก สุขใจที่ได้กลับไปอยู่บ้าน ถึงแม้ใครๆ จะบอกว่าเสียดายรายได้ตั้งสี่ห้าหมื่นต่อเดือน กว่าจะได้ไม่น่าออก แต่ผมคิดดีแล้วว่า ถ้าไม่ออกตอนนี้จะให้ไปออกตอนอายุ 40-50 ก็คงมีแต่ใจ แรงคงหมดทำอะไรคงไม่ได้แล้ว ผมขอทำตามฝันตอนมีแรงหนุ่มดีกว่า ผมขอเป็นกำลังใจให้พี่ๆ เพื่อนๆ ที่ยังเป็นมนุษย์เงินเดือนและอยากกลับไปอยู่บ้าน ให้วางแผนให้ดีๆ เตรียมการเตรียมความพร้อมก่อนออกงานนะครับ ขอให้ทุกคนโชคดีครับ ปล. ผมเตรียมความพร้อมมาแล้ว 4 ปีโดยใช้เงินเดือนที่เหลือจากใช้จ่ายแต่ละเดือน ส่งให้ที่บ้านดูแลให้ เริ่มแรกผมวางแผนและปลูกไม้ยืนต้น จากนั้นค่อยๆ ต่อยอดมาเรื่อยๆ ก่อนออกงานผมก็หาตลาดและออร์เดอร์ไว้ พอออกงานก็ออกไปขายดีกว่าออกไปทำนำเงินไปลงทุนอย่างเดี
เสน่ห์ของ “กาแฟโบราณ” อยู่ที่ความหอมของเมล็ดกาแฟคุณภาพดีที่ผ่านการคั่วบดอย่างพอเหมาะ ผสานกับรสชาติที่เข้มข้น กลมกล่อม เมื่อรินผ่านน้ำแข็งทุบละเอียด เติมความหวานมันด้วยนมสด จะดูดหรือจะดื่มก็ชื่นใจ หายเหนื่อย ยิ่งอากาศร้อนๆ อย่างบ้านเรา ลูกค้ายิ่งคึกคัก แวะเวียนมาไม่ขาด เช่นที่ร้าน “อ้อย กาแฟโบราณ” ร้านเล็กๆ ภายในซอยปรีดีพนมยงค์ 14 ที่มี คุณพรรณวดี อยู่คง เป็นมือชง “วันๆ มีลูกค้าเยอะมากค่ะ บางวันกว่าจะได้กินข้าวเช้าก็ปาเข้าไปตอนบ่ายแล้ว” อาจารย์อ้อย บอกเมื่อถามถึงกิจการของครอบครัวที่เธอเข้ามารับไม้ต่อ พร้อมกับรับภาระดูแลพี่ๆ น้องๆ อีก 6 คน แทนแม่ซึ่งเป็นกำลังหลักของบ้านล้มป่วย กระทั่งปัจจุบันทุกคนสำเร็จการศึกษา มีการมีงานทำกันหมด แม้จะจบการศึกษาเพียงแค่ประถมศึกษาปีที่ 7 แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรค ด้วยความที่มุ่งมั่นตั้งใจ กับประสบการณ์กว่า 25 ปี รสมือที่เป็นที่ยอมรับของมิตรรักคอกาแฟ ทำให้บ่อยครั้งอาจารย์อ้อยต้องไปออกร้านให้บริการตามคำเชิญชวน และเป็นที่มาของการรับเชิญเป็นวิทยากรสอนวิชาชีพหลักสูตรกาแฟโบราณที่ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน หรือ มติชน อคาเดมี อาจารย์อ้อย หรือที่รู้จักเรียกขานกันในชื่
คุณเฉกชนก ช่วยนวล หรือ คุณเบนซ์ ลูกชายคนโตของอดีตครูที่เคยติดเกมงอมแงม อยู่ในสังคมไม่ดี เกือบเรียนหนังสือไม่จบ แต่สุดท้ายเลือกที่จะใฝ่ดีตอนโต ตั้งใจเรียนจนคว้าใบปริญญาโท ภายในเวลาปีครึ่ง จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมและการบริหารงานก่อสร้าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ทำงานเป็นวิศวกรบริษัทรับเหมาก่อสร้างมาหลายแห่ง ผ่านงานทั้งภาคสนามและส่วนบริหาร คุมงานก่อสร้างทั้งแนวราบและอาคารสูง บริษัทที่มียอดขายอันดับ 1 ด้านอสังหาริมทรัพย์ ควบคุมดูแลโปรเจ็กต์กว่า 40 โครงการ ล่าสุด จากวิศวกรที่อยู่กับงานบริหารด้านก่อสร้าง ปัจจุบันผันตัวมาเป็นโบรกเกอร์อสังหาริมทรัพย์ เปิดบริษัทรับฝากขาย เช่า และจำนองอสังหาริมทรัพย์ทุกชนิด มูลค่าที่ดินที่เคยขายได้ย่านฝั่งธนบุรี 500 ล้านบาท นอกจากนั้นยังเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้เรื่องการลงทุนสำหรับนักลงทุนมือใหม่ อดีตเด็กติดเกม ดั้นด้นเรียน จบ ป.โท ทำงานประจำ 4 ปี ปักธงไม่เป็นลูกจ้างใคร คุณเบนซ์ ในวัย 31 ปี เล่ากับเส้นทางเศรษฐีว่า เกิดมาในครอบครัวคุณพ่อคุณแม่รับราชการครู มีพี่น้อง 2 คน ชีวิตในวัยมัธยมศึกษา จนถึงระดับปริญญาตรี ติดเกมหนัก เกือบเรียนไ
“แมลงทับ” เป็นแมลงปีกแข็งชนิดหนึ่ง มีปีกสวยงาม ปีกสีเขียวสดเป็นประกายวาววับ หรือเขียวมรกต สีไม่ตก มีความคงทนสูง จึงมีคนนำไปทำเครื่องประดับเพิ่มมูลค่า อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแมลงทับในธรรมชาติหายากขึ้น จึงมีเกษตรกรหัวใส ใช้ภูมิปัญญาศึกษาวงจรชีวิตของแมลงทับ แล้วนำมาเลี้ยงจนประสบผลสำเร็จ อย่างเช่น คุณสมัคร นามสีฐาน อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลขที่ 19 หมู่ที่ 2 บ้านกุดกระสู้ ตำบลเก่ากลอย อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู โทร. (089) 937-9257, แม่อ้วน (ภรรยา) โทร. (085) 274-9288 เป็นผู้ที่ประสบผลสำเร็จในการทำการเกษตรจนได้รับความไว้วางใจให้เป็นประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอนากลาง และยังเป็นเลขานุการเครือข่าย ศพก.ระดับจังหวัดด้วย คุณสมัคร เล่าให้ฟังว่า ตนมีอาชีพหลักคือทำนาและทำสวน โดยทำการเกษตรหลายอย่าง เช่น ปลูกผักหวานป่ากว่า 1,200 หลุม กล้วยน้ำว้า 400 กอ ไผ่กิมซุ่ง 200 กอ ไผ่เลี้ยง 80 กอ มะนาว 150 ต้น ข่า 800 กอ เลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ดไก่ ฯลฯ แต่ละปีทำรายได้หลายแสนบาท แต่ยังมีรายได้น้อยกว่าแมลงทับ คุณสมัคร และ แม่อ้วน นามศรีฐาน แรงบันดาลใจในการเลี้ยงแมลงทับ ปี 2546 ป
