หลักสูตรเรียนฟรี
คุณสลิลลา สีหพันธุ์ รองประธานกรรมการฝ่ายกิจการ บริษัท เทสโก้ โลตัส เผยกับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ว่า การที่เกษตรกรเพาะปลูกแล้วไม่รู้ว่าจะไปขายที่ไหน ขายให้ใคร ซึ่งถ้าจะมองในมุมของผู้ซื้อแล้วก็มีคำแนะนำว่า อันดับแรก ผู้ที่จะปลูกพืชผักส่งห้างค้าปลีกระดับใหญ่ ควรจะต้องมีโปรไฟล์ หรือมีประวัติการเพาะปลูกพืชมาแล้ว ไม่ใช่ว่าเป็นมือใหม่ ไม่เคยปลูกอะไรเลย แล้วมาหาตลาดอย่างนี้ ก็จะยาก จากนั้นก็ต้องเข้าไปพูดคุยกับแผนกจัดซื้อ หรือติดต่อไปตามช่องทางต่างๆ ของห้างที่เราจะติดต่อ เช่น โทรศัพท์ หรือเข้าติดต่อผ่านไปทางเว็บไซต์ เป็นต้น แต่หากต้องการส่งตลาดทั่วไปก็ต้องไปสำรวจตลาด เก็บข้อมูล ด้วยการไปพูดคุยกับพ่อค้า แม่ค้า ไปดูว่าเขาค้าขายอะไรกัน ถ้าเราจะมีผลผลิตมาส่ง จะสนใจหรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีคำแนะนำอีกว่า เรื่องปริมาณผลผลิตก็สำคัญ การคิดค้าขายกับห้างค้าปลีก ต้องมีปริมาณสม่ำเสมอ มีผลผลิตมากระดับหนึ่ง คิดง่ายๆ ในเรื่องการขนส่ง ถ้าเราผลิตคนเดียว ขนส่งไปกับรถครึ่งคัน ค่าขนส่งก็เท่ากับรถเต็มคัน หากตัวคนเดียวไม่สามารถผลิตได้ ก็ควรรวมกลุ่มกัน ก็จะทำให้การค้าส่ง เป็นไปได้โดยง่าย ถามว่า จะมีราคาประก
หนึ่งในความคิด ความฝันของหลายคนที่ยังคงเป็นลูกจ้าง เป็นพนักงานออฟฟิศ มนุษย์เงินเดือน นั่นคือการได้กลับไปทำงานอิสระ ธุรกิจของตัวเองที่บ้านเกิด ที่รถไม่ติด อากาศดี ค่าครองชีพต่ำ แถมได้อยู่ใกล้ชิดพ่อแม่พี่น้อง บางคนอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม ในขณะที่บางคนทำได้แล้ว เช่นเดียวกับ คุณสมชาย เชี่ยวชาญศิลป์ หรือคุณชาย วัย 45 ปี บัณฑิตสาขาวิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หลังจากจบปริญญาตรี คุณชายก็ทำงานไม่ต่างจากเพื่อนๆ ร่วมคณะอีกหลายคน นั่นคือเป็นพนักงานส่งเสริมการขายเคมีเกษตร ในบริษัทเอกชน ไม่ว่าจะเป็น บริษัทต่างชาติหรือ บริษัทคนไทย แต่สำหรับคุณชาย หลังจากเรียนจบ ทำงานได้เพียง 8 ปี ตัดสินใจกลับบ้านเกิด ที่อ.เบตง จ.ยะลา ทุนรอนเดิมที่บ้านคือทำสวนยางพารา 100 ไร่ คุณชาย ปรึกษากับครอบครัว ตัดทิ้ง ให้เหลือเพียง 50 ไร่ เนื่องจากราคายางพาราขึ้นเร็ว ลงเร็ว อยู่บนพื้นฐานความไม่แน่นอน จากนั้นพลิกผืนดิน 50 ไร่นี้ ปลูกส้มโชกุน ซึ่งนับเป็นพืชปราบเซียนชนิดหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งเรื่องราวของส้มโชกุน เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ขอติดไว้ก่อน คราวนี้จะมาเจาะเรื่องเห็ดถั่งเช่า โดยเฉพาะ คุณชาย บอกว่า “
ถ้าอยากหาของขวัญสักชิ้นมอบให้เพื่อน คนรัก หรือญาติมิตรสักหนึ่งอย่าง ภาพวาดสีน้ำเป็นของขวัญสุดพิเศษที่ผู้รับจะได้รับแบบ Limited มีชิ้นเดียวในโลก ด้วยฝีมือการวาดจากปลายพู่กันของสาวน้อยจากรั้วมหาวิทยาลัย ที่ใช้ทักษะด้านจิตกรรมและการฝึกฝนด้วยตัวเองจนเกิดเป็นงานฝีมือ โพสต์ลงออนไลน์สร้างรายได้มาไม่น้อยแล้ว คุณจิ๊ก-วรรณวิภา แก้วพิทักษ์ อายุ 22 ปี นักศึกษาจิตกรรมชั้นปีที่ 4 คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เล่าถึงจุดเริ่มต้นของชิ้นงานว่า ก่อนหน้านี้ อาจารย์ชวนไปวาดภาพที่ศาลหลักเมืองชลบุรี ตอนนั้นวาดแล้วได้เงิน รู้สึกติดใจที่หาเงินได้เอง จึงพัฒนาฝีมือเรื่อยมา อาศัยการฝึกฝนด้วยตนเองร่วมกับความรู้ด้านจิตกรรมมาได้ 3 ปี จนงานขึ้นมือเริ่มมีเอกลักษณ์และเจอทางของตัวเองมากขึ้น กระทั่งไม่นาน ตัดสินใจออกไปวาดภาพที่ “ถนนคนเดินบางแสน” ช่วงวันศุกร์-เสาร์ ส่วนรายรับแต่ละครั้งนั้น ขึ้นอยู่กับดวง บางวันได้เป็นพัน บางวันได้มาหนึ่งร้อย แต่ไม่เสียหายอะไร เพราะไม่เสียค่าที่ พองานวาดเริ่มเยอะขึ้นจึงลองงขายออนไลน์ผ่านอินสตาแกรม ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นเกือบ 3-4 พันบาท แต่บางเดือนลูกค้าแทบไม่มี บางรายเข้ามาสอบถามรายล
เขาว่ากันว่า ศิลปะไม่มีวันสิ้นสุด คุณว่าจริงไหม? ไม่ว่าจะหยิบจะจับอะไร หากเรามีไอเดียสร้างสรรค์ก็สามารถทำได้ และถ้าเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร บางครั้งอาจสามารถต่อยอดเป็นสินค้าสร้างรายได้ให้ตัวเองโดยไม่รู้ตัว เหมือน คุณแอ๊ฟ-วรัญญา ขำหัว วัย 28 ปี เจ้าของแบรนด์ Is.ideastone (อิส ไอเดีย สโตน) ที่นำเอาก้อนหินแสนจะธรรมดา มาแต่งแต้มสีสันลงบนก้อนหิน จนถึงตอนนี้ย่างเข้าสู่ปีที่ 2 แล้ว กลายเป็นอาชีพหลัก จากเดิมเป็นมนุษย์เงินเดือน จุดเริ่มต้นของคุณแอ๊ฟ เล่าว่า อายุ 28 ปี จบปริญญาตรี จากวิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ สาขาจิตรกรรมสากล ก่อนเข้าทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งอยู่ประมาณ 2 ปี ตัดสินใจลาออกเพื่อเรียนต่อระดับปริญญาโท สาขาวิชาทฤษฎีศิลป์ คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ช่วงนี้จึงอยากมีรายได้ระหว่างเรียน และสิ่งที่ตนถนัดคือ การวาดรูป เลยพยายามค้นหาวิธีการที่แปลกใหม่นอกเหนือจากการวาดภาพทั่วไป นำเสนอศิลปะในรูปแบบใหม่และคนทั่วไปสามารถจับต้องได้ กระทั่งเกิดไอเดียหยิบจับก้อนหินธรรมดาๆ มาเติมแต่งจินตนาการลงไปให้กลายเป็นตัวการ์ตูนรูปแบบน่ารัก เป็นการผสานรูป
ในเมื่อชีวิตคนเราต้นทุนไม่เท่ากัน ฉะนั้น คนต้นทุนต่ำจึงต้องพยายามสูง เฉกเช่นผู้ชายที่ชื่อ อาร์ท หรือ “คมศานต์ จิวากานนท์” ผู้ผลิตและจำหน่ายหมอนระดับ 6 ดาว แบรนด์ลักชัวรี่ (Luxury) ที่ต้นทุนชีวิตติดลบพ่อแม่แยกทางกัน ไม่เคยเจอหน้าพ่อแท้ๆ นิสัยเกเร การเรียนห่วย เกือบเรียนไม่จบ โตมาเคยถูกไล่ออกจากงาน ติดหญิง เงินเดือนหมดไปกับการเที่ยวเตร่ ชีวิตทุกอย่างแย่ เคยคิดจะฆ่าตัวตาย แต่เพราะสติทำให้ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง คุณอาร์ท เผยกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า ปัจจุบันอายุ 36 ปี จบปริญญาตรีจากคณะบริหารธุรกิจ เอกการตลาด จากมหาวิทยาลัยทองสุข เป็นลูกคนเดียว ฐานะทางบ้านยากจน พ่อแม่แยกทางกัน จนถึงทุกวันนี้ก็ไม่เคยเห็นหน้าพ่อ ชีวิตอยู่กับแม่และยาย ตอนเด็กหาค่าขนมด้วยการไปไซต์งานก่อสร้าง เก็บสังกะสี เหล็ก ตะปูไปขาย โตขึ้นมาหน่อย ราว ม.3 หาค่าเทอมด้วยการไปเป็นพนักงานล้างจานตามฟู้ดเซ็นเตอร์ ไปเป็นเด็กปั๊ม จบ ม.3 เลือกเรียนสายอาชีวะด้านการตลาด เรียนไม่เก่ง เคยติดศูนย์ 10 ตัว โดยที่แม่กับยายไม่รู้ กระท่อนกระแท่นมาจนได้รับใบปริญญาจากมหาวิทยาลัยทองสุข แต่กว่าจะเรียนจบเคยถูกรีไทร์ด้วยซ้ำ หลังจากจบ ป.ตรี คุณ
ในปัจจุบันสินค้าที่ผลิตจากสมุนไพรได้รับความนิยมมาก จึงแทบจะไม่ต้องอธิบายถึงสรรพคุณ ต่างจากเมื่อหลายปีก่อนที่คำว่า สมุนไพร แม้จะเป็นความคุ้นเคยคุ้นหู แต่ทว่ากลับไม่ได้รับความสนใจเท่าใดนัก ดังนั้นหากจะให้ลูกค้าเกิดการยอมรับในผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสมุนไพร จึงต้องทดลองใช้ให้เห็นผลจริงก่อน ดังเช่น “นิ่มพร” แบรนด์ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ที่เริ่มต้นด้วยผลิตภัณฑ์แชมพูสูตรมะกรูดเข้มข้น ที่ผลิตขึ้นแล้วทดลองใช้ให้ลูกค้าที่เข้ามารับบริการในร้านทำผม จนเกิดเป็นการบอกต่อ และขอซื้อกลับไปใช้ที่บ้าน สระผมให้ลูกค้า นำมาซึ่งแชมพู จากทำให้ลูกค้าใช้ภายในร้าน จึงได้ส่งจำหน่าย ซึ่งในวันนี้กระจายอยู่ทั้งในร้านค้าสุขภาพและห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่หลายแห่ง คำตอบของความสำเร็จนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร “เส้นทางเศรษฐี” ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณอิสรีย์ เอี่ยมพฤฒิชัย หรือคุณเอ๋ ผู้สืบทอดธุรกิจวัย 38 ปี ที่เข้ามารับช่วงดูแลกิจการแบบเต็มตัวได้ราว 4 ปี คุณอิสรีย์ ท้าวความถึงจุดเริ่มต้นกับการทำธุรกิจซึ่งมีที่มาจากคุณแม่ (คุณศรินรัตน์ เอี่ยมพฤฒิชัย) ซึ่งขณะนั้นเปิดร้านทำผมอยู่แถวย่านเตาปูน จังหวัดนนทบุรี ความคลุกคลีอยู่กับเส้นผมและลูกค้าจำนวนม
ปัจจุบัน “ขนตาปลอม” เปรียบเสมือนอวัยวะที่ 33 ของผู้หญิง เพราะลำพังการแต่งหน้าเพียงอย่างเดียวเหมือนว่าจะสวยไม่สุด สมัยนี้สาวๆ ที่รักสวยรักงามจะไม่ปล่อยให้ดวงตาโล่งเตียนเป็นอันขาด ฉะนั้น “ขนตาปลอม” เลยกลายเป็นไอเท็มชิ้นสำคัญบนโต๊ะเครื่องแป้งที่ขาดไม่ได้ “บอกต่อ” คือ แบรนด์ขนตาปลอมของคนไทย ที่ได้รับความนิยมมากในหมู่ช่างแต่งหน้า และขณะนี้ จัดจำหน่ายโดย บริษัท บอกต่อคอสเมติกส์ จำกัด บริหารงานโดยสาวคนสวย คุณชลธิชา ศรีแสวง หรือ คุณปราง ซีอีโอ ดีกรีปริญญาโท คณะเภสัชศาสตร์ สาขาเภสัชอุตสาหกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบ ป.โท คณะเภสัชศาสตร์ ลุยขายของออนไลน์ คุณปราง เผยที่มาของการทำธุรกิจว่า ช่วงที่เรียนปริญญาโท เคยขายของออนไลน์ จำพวกครีมทาหน้า สบู่ล้างหน้า ยาลดความอ้วน โดยลักษณะรับมาขายไป ขายได้ 4 เดือน เริ่มมองหาสินค้าใหม่มาทำตลาด โดยคิดว่า ขายอะไรที่ร้านอื่นไม่ขาย หาความแตกต่าง กระทั่งสรุปว่า “ขนตาปลอม” ในขณะนั้นราวปี 2554 เป็นสินค้าที่ร้านค้าออนไลน์ยังไม่นิยมนำมาจำหน่าย คุณปราง รับขนตาปลอมมาขายในอินสตาแกรม (IG) โดยเธอใช้วิธีจูงใจลูกค้าด้วยการรีวิวสินค้าเอง ให้คนซื้อเห็นว่าเจ้าของร้านใช้จริง ขายใ
เดี๋ยวนี้คนรุ่นใหม่ หันมาสนใจและประกอบอาชีพเกษตรกรรมมากขึ้น ทั้งยังชอบต้นไม้ โหยหาอาชีพอิสระที่ตอบโจทย์วิถีการดำเนินชีวิตอิสระ และต้องการเวลาใช้ชีวิตมากขึ้น หลายรายเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวจากสิ่งที่ชอบกันตั้งแต่ยังเรียนไม่จบมัธยมหรือมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ คุณปัญญา อาชาวงศ์ หรือ คุณเต้ย เจ้าของร้าน “กระบองpet-ร้าน3ต.” วัย 29 ปี เกษตรกรรุ่นใหม่อีกราย ที่มีความคิดไม่อยากเป็นลูกจ้างใคร และสร้างกิจการเล็กๆ เป็นของตัวเองจากสิ่งที่ชอบ กิจการจากความชอบ ทำเกษตร สร้างอาชีพ คุณเต้ย เจ้าของร้าน “กระบองpet-ร้าน3ต.” สละเวลาจากการขายของ ในเย็นวันอังคาร ที่ตลาดนัดจตุจักร เล่าให้ฟังว่า “เรียนจบคณะเทคโนฯ ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ตั้งใจไว้ตั้งแต่ก่อนจะเรียนจบแล้วว่า ไม่อยากเป็นลูกจ้างใคร เพราะไม่ชอบงานออฟฟิศเท่าไหร่ และอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง หลังจากเรียนจบได้มาทำธุรกิจอาหารเสริมเป็นธุรกิจแรกที่เริ่มต้นทำ ระหว่างที่ทำธุรกิจขายอาหารเสริมอยู่นั้น ก็มีความสนใจในการเลี้ยงกระบองเพชรด้วย เริ่มซื้อมาเลี้ยง ด้วยความรู้สึกว่ากระบองเพชรมีความเหมาะสมอะไรหลายๆ อย่าง กับสภาพอากาศของเมืองไทย เป็นไม้
คุณระวิวรรณ ฌายีเนตร(ซ้าย) และคุณเบญวรรณ ตานนท์ สังเกตได้ว่า ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาทำธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงทั้งหลาย เริ่มต้นจากการเป็นเจ้าของสัตว์น่ารัก แล้วจึงค่อยพัฒนามาเป็นเจ้าของธุรกิจ อย่าง คุณระวิวรรณ ฌายีเนตร หรือ คุณนุ่น กับ คุณเบญวรรณ ตานนท์ หรือ คุณแหม่ม สองสาววัย 30 ต้นๆ ซึ่งมาร่วมกันทำสินค้าแฮนด์เมดของสุนัขและแมว มีทั้งกระโจม เปลแมว ผ้าพันคอ ฯลฯ ชื่อแบรนด์ “วิฬาร์มาลิน” โดยมักจะออกบู๊ธขายตามงานอีเว้นต์เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง เริ่มจากขายผ่านเฟซบุ๊ก คุณนุ่นจบปริญญาโท คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีและการจัดการด้านการขุดเจาะปิโตรเลียมนอกชายฝั่ง สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ส่วนคุณแหม่มจบปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์ สาขาเคมีอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ชื่อแบรนด์เก๋ๆ ว่า “วิฬาร์” มาจากชื่อแบรนด์ของคุณแหม่มที่ทำก่อนหน้านี้ รวมกับ “มาลิน” ชื่อเดิมของคุณแม่คุณนุ่นเอง เลยนำมารวมกันเป็น “วิฬาร์มาลิน” แม้แบรนด์ “วิฬาร์มาลิน” เพิ่งออกสู่ตลาดได้ไม่กี่เดือน แต่ถือว่าประสบความสำเร็จเกินคาด เพราะนอกจากจะเป็นสินค้าโดดเด่นไม่เหมือนใครแล้ว ยั
หาบขายขนมจีนน้ำยา เส้นไม่หมด ทำหมี่กรอบ 70 กว่าปีก่อน ในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง คุณผ่อง นุชนิ่ม หญิงสาวผู้รักการค้าขาย ได้หาบขนมจีนน้ำยาจำหน่ายให้กับผู้ซื้อ ซึ่งส่วนใหญ่คือทหารญี่ปุ่นและเชลยศึก เมื่อขนมจีนเหลือจะนำมาตากแดด ปรุงเป็นเมนูที่คิดขึ้นเอง นั่นคือ “หมี่กรอบ” คลุกน้ำปรุง แบบจานต่อจาน หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สิ้นสุดลง อาชีพขายหมี่กรอบก็ยุติลง จนกระทั่งในปี 2541 คุณจตุพร อินทรโสภา ผู้เป็นหลานมีแนวคิดกับการสร้างชุมชนของตนเองให้เข้มแข็ง วางแผนจัดตั้งกลุ่มเพื่อผลิตสินค้าป้อนตลาด และหมี่กรอบสูตรอาม่า หรือที่เรียกว่า “หมี่กรอบสูตรสงครามโลกครั้งที่สอง” ก็ผุดขึ้นในใจ “ตอนนั้นเข้าไปขอสูตรอาม่า ซึ่งท่านอายุ 98 ปีแล้ว แต่ว่ายังจำสูตรได้ดี จึงสอนให้ ทดลองทำ ก็ถือว่าได้รสชาติใกล้เคียง จึงเริ่มเปิดตลาด โดยมีทำเลขายในตลาดนัด” “กลุ่มแม่บ้านเกษตรมะขามทอง” ตำบลตะคร้ำเอน อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี จัดตั้งขึ้นโดยมีสมาชิกเริ่มต้น 29 คน (ปัจจุบันราว 70 คน) แต่ละคนลงหุ้นคนละ 1 หุ้น หุ้นละ 100 บาท จึงเท่ากับมีเงินลงทุนในเบื้องต้น 29,000 บาท เพื่อจัดซื้อวัตถุดิบและอุปกรณ์ ต่อเมื่อสินค้าขายได้จึงพัฒ
